ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ สมาคมไร้สาระ ที่ๆท่านควรระลึกไว้ว่าท่านจะไม่พบความมีสาระ ณ ที่นี่
 
เธšเน‰เธฒเธ™PortalliCalendarเธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญเธ„เน‰เธ™เธซเธฒเธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)เธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธเธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)

Share | 
 

 Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)

เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› Go down 
เน„เธ›เธ—เธตเนˆเธซเธ™เน‰เธฒ : Previous  1, 2, 3  Next
เธœเธนเน‰เธ•เธฑเน‰เธ‡เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Tue Apr 24, 2007 7:21 pm



“คล็อด บลูซิลเวอร์ กลาดิเอเตอร์แห่งอเมซอน รับคำสั่ง..”
น้ำเสียงทรงอำนาจก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องพิธีในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยเหล่าขุนนาง นักรบในเกราะสีน้ำเงินนั่งคุกเข่าซ้ายลงกับพื้นพรมสีแดงสด เขาเอามือพาดเข่าขวาแล้วก้มหน้าเป็นการแสดงความเคารพต่อบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ในนามของข้า.. เซซิล วาเลนไทน์ บัดนี้ขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นองครักษ์ของลูกสาวของข้า แองเจลา วาเลนไทน์ สังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทีย ขอให้เจ้าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด..” เซซิล กษัตริย์แห่งนครแสงจันทร์ในชุดอัศวินเต็มยศพาดดาบลงไปบนบ่าของนักรบกลาดิเอเตอร์ ก่อนจะลอบยิ้มแล้วกระซิบเบาๆ “ฝากแองเจลาด้วยนะ”

ผู้ถูกแต่งตั้งตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น “พะย่ะค่ะ..”

“ท่านพ่อ!!” สังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทียเดินจ้ำตรงเข้ามาในห้องพิธีโดยไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองมา

ราชาแห่งนครแสงจันทร์เบือนเนตรสีน้ำเงินเข้มมาทางพระธิดาองค์โต “แองเจลา เจ้ามาก็ดีแล้ว จะได้ทำพิธีกรรมรับสัตย์สาบาน”

“แต่ลูกไม่ต้องการ ลูกมีแค่เซน่าคนเดียวก็พอแล้ว! อีกอย่างลูกดูแลตัวเองได้เพคะ!” เจ้าหญิงค้านเสียงแข็ง

“..คล็อด”
เซซิลถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อดึงของลูกสาวก่อนจะเรียกชื่อองครักษ์หมาดๆ ของพระธิดา ซึ่งเขาก็ดูเหมือนจะรู้ความหมาย ถอดหมวกเหล็กสีน้ำเงินออกวางกับพื้นแล้วคว้ามือของแองเจลาขึ้นมาจุมพิตอย่างแผ่วเบาจนแองเจลาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง

“หม่อมฉัน.. คล็อด บลูซิลเวอร์ ขอให้สัตย์สาบานต่อท่านผู้เป็นนายว่า หม่อมฉันจะจงรักภักดีต่อท่าน ตราบจนชีวาของหม่อมฉันจะหาไม่พะย่ะค่ะ!” เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ เพื่อมองหน้าผู้เป็นนายของตน แต่แล้วเมื่อสายตาทั้งสองคู่สบกัน..

“เจ้า!”
ทั้งคู่ก็อุทานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดแองเจลาเกิดอาการผงะเล็กน้อย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ฮือฮาของเหล่าขุนนางตั้งแต่เห็นหน้าตาขององครักษ์คนใหม่ชัดๆ

คล็อด บลูซิลเวอร์ เด็กชายวัยไล่เลี่ยกับเจ้าหญิงองค์โต เส้นผมสีบลอนด์ยาวระปลายคางรวบไว้ด้วยห่วงทองที่ท้ายทอย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเป็นประกายเหมือนไพลินมีแววของความรักเสรี ช่างดูไม่ค่อยเข้ากันซักเท่าไหร่กับชุดเกราะสีน้ำเงินตามแบบนักรบกลาดิเอเตอร์ของลูนาร์เทียที่ซ่อนร่องรอยการกรำศึกไว้อย่างมิดชิด และเขาเป็นคนๆ เดียวกันกับเด็กชายที่แองเจลาเจอที่สวนดอกไม้หลังพระราชวัง!

“นี่เจ้าสองคนรู้จักกันแล้วเหรอ?” เซซิลแอบมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยเล็กๆ



“คล็อด ทำไมเป็นเจ้าไปได้ล่ะเนี่ย? รู้จักกันเกือบเดือนทำไมไม่ยอมบอกข้าว่าเจ้ามาเป็นองครักษ์ของข้า?” แองเจลาทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกจนยวบ ดวงตาสีท้องฟ้ารัตติกาลหันมาค้อน

นักรบกลาดิเอเตอร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หม่อมฉันไม่นึกว่าเด็กผู้หญิงคนที่คุยกับหม่อมฉันจะเป็นเจ้าหญิงแองเจลา เจ้าหญิงรัชทายาทอันดับหนึ่งนี่พะย่ะค่ะ แล้วอีกอย่างตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสังฆราชขาวด้วย”

“คล็อด.. เรายังเป็นเพื่อนกันรึเปล่า?” เจ้าหญิงถามด้วยเสียงเย็น

“คงไม่.. หม่อมฉันเป็นได้แค่บ่าว” คล็อดตอบสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบพอกัน

แองเจลาทำเสียง ฮึ ในลำคอ ก่อนจะถามหยั่งเชิง “ถ้าเป็นบ่าวก็ต้องทำตามคำสั่งนายสินะ?”

“พะย่ะค่ะ องค์หญิง”

แองเจลายกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเธอหรี่ลงเล็กน้อย “งั้นข้าขอสั่งให้เจ้าเป็นเพื่อนข้า สำหรับข้าน่ะราชาศัพท์น่ะโยนทิ้งไปได้เลย ให้คุยกับข้าเหมือนเดิม เข้าใจหรือไม่?”

“เอาแต่ใจเหมือนกันน้า.. เจ้าเนี่ย” คล็อดใช้มือตบหน้าผากดังป้าบอย่างเซ็งๆ “เล่นใช้อำนาจสั่งเนี่ย ไม่ยุติธรรมเลย”

แองเจลาลงไปนอนหัวเราะแล้วกลิ้งไปมาบนเตียงอ่อนนุ่ม “ก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง?”

คล็อดทรุดตัวลงนั่งพิงขอบเตียง “ท่านแองเจลา.. เงินและอำนาจน่ะมันใช้ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ.. อย่างน้อยมันก็ซื้อความรัก หรือมิตรภาพไม่ได้”

“จ้า.. ข้าจะจำไว้ใส่ในหัวใจดวงน้อยๆ ดวงนี้เลย” เจ้าหญิงน้อยพยักหน้ารับพร้อมพูดประชดประชัน

“ถ้าทำได้จะดีมากเลยเพคะ” เซน่าที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดตั้งแต่ต้นร่วมออกความเห็น

“เจ้าค่า..” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของแองเจลาหรี่ลงอย่างเซ็งๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเบือนสายตาไปสบกับนัยน์ตาสีเข้มอีกดวงแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “นี่คล็อด.. ไว้เจ้าเล่านิทานให้ข้าฟังอีกนะ ข้าชอบเรื่องที่เจ้าเล่ามากเลยรู้มั๊ย”

องครักษ์หนุ่มน้อยเพียงแต่ชายหางตามามองแล้วยิ้มน้อยๆ “เป็นเกียรติอย่างยิ่งพะย่ะค่ะ.. หม่อมฉันปลาบปลื้มมาก”

“ไม่ต้องมาประชดเลย เซน่าช่วยว่าอะไรคล็อดหน่อยสิ” คราวนี้เจ้าหญิงน้อยหันไปอ้อนองครักษ์สาวผู้มีมักท่าทางสงบเสงี่ยมกับคนรอบข้าง(ยกเว้นเจ้าหญิง)

“คล็อด..”
เซน่าเกริ่นเบาๆ สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉย ดวงตาสีมรกตมองมายังองครักษ์หนุ่มน้อยผมสีบลอนด์ เจ้าหญิงองค์โตแห่งนครแสงจันทร์ยกมุมปากขึ้นเป็นยิ้มบ่งบอกชัยชนะของตน ในขณะทึ่คล็อดยังคงเอนหลังพิงเตียงของเจ้านายอย่างไม่สนใจ

“..พูดอะไรระวังหน่อยแล้วกัน..” แองเจลาพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับยักคิ้วเป็นเชิงเยาะเย้ยคล็อด “..เดี๋ยวจะโดนหักเงินเดือนเอาง่ายๆ” เซน่าพูดประโยคสุดท้ายด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าตัวเองและรอยบูดบนหน้าของเจ้านาย

“เซน่าอ่ะ!!..”
เจ้าหญิงหันควับไปมองหน้าองรักษ์สาวแล้วมุ่นคิ้วพูดเสียงอ่อย ก่อนจะทำเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ “ได้! เข้าข้างกันดีนักนะ อย่างงี้มันต้อง..”

“หักเงินเดือน..” สององครักษ์เอ่ยขึ้นพร้อมๆ กัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของทั้ง 3 คน

...

2 ปีต่อมา..

“คล็อด..”

“หืม?” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยที่นอนเอกเขนกอยู่บนหลังคาปราสาทยามค่ำเงยหน้าขึ้นมามองคนต้นเสียง

“มาอยู่นี่อีกแล้ว.. ไม่รู้รึไงว่าข้างล่างนี่มันห้องข้า” สังฆราชขาวเอนตัวมาพิงระเบียงห้องนอน ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหมือนท้องฟ้าราตรีแหงนขึ้นไปมององครักษ์ประจำตัวที่รู้สึกว่าจะชื่นชอบที่สูงเหลือเกิน

คล็อดตอบอย่างไม่สนใจซักเท่าไหร่ “ก็รู้น่ะสิถึงมาอยู่บนนี้ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าและความชอบส่วนตัวของข้าด้วย..”

“เพื่อความปลอดภัยของข้ายังไง? ข้าเห็นกับตาว่าเจ้ากำลังอู้อยู่ ฮึ!” แองเจลาที่ร่างกายของเธอเริ่มเข้าสู่วัยแรกสาวเท้าสะเอวว่า

ตุบ!
คล็อดกระโดดจากหลังคาลงมาเข้าประชิดตัวของเจ้านาย มือซ้ายตะครุบปิดปาก มือขวาตวัดของสิ่งหนึ่งขึ้นแนบลำคอระหงของแองเจลาอย่างรวดเร็ว

“อะ.. อื้อ..” สังฆราชขาวร้องอู้อี้ด้วยความตื่นตระหนก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง สัมผัสได้ถึงความเย็นของโลหะที่แนบลำคอ

องครักษ์หนุ่มน้อยถอนหายใจเบาก่อนลดของในมือลงแล้วถอยไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นนาย “ขออภัย”

“จะมากไปแล้วนะคล็อด” เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์พูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจ เนตรสีฟ้ารัตติกาลของเธอฉายแววกรุ่นโกรธ “เจ้ากล้าดียังไง..”

“ถ้า..”
เสียงแผ่วของคนที่นั่งคุกเข่าต่อหน้าทำให้เจ้าหญิงน้อยชะงักคำต่อว่า แล้วถามขึ้นว่า “คล็อด.. เจ้าว่าอะไรนะ?”

“ถ้าเกิดว่าเมื่อกี้นี้เป็นนักฆ่า.. เจ้าคงตายไปแล้ว” นัยน์ตาสีไพลินแน่วแน่เบือนขึ้นมาสบ ก่อนจะหลุบลงอย่างเชื่องช้า “ทั้งในฐานะเพื่อนและฐานะผู้คุ้มกันข้าแค่อยากเตือนเจ้าไว้ เพราะว่าข้าอาจไม่ได้อยู่ช่วยเจ้าได้ทุกเมื่อหรอก และที่สำคัญ..”

“ถ้าเจ้าตาย.. ท่านเซซิลมีหวังเชือดข้าแน่” องครักษ์หนุ่มน้อยทำท่าปาดคอตัวเอง

แองเจลาทำท่ากลั้นหัวเราะ ก่อนที่เธอจะเอนตัวกลับไปพิงขอบระเบียงตามเดิม “หึๆ แน่นอนล่ะ”

แล้วเจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์ก็พลิกตัวหันหน้าออกนอกระเบียง สายตาของเธอมองออกไปยังสุดขอบฟ้าราตรี “มันสวยมากเลยนะ เจ้าว่ามั๊ย?”

คล็อดลุกขึ้นแล้วกระโดดเหยียบขอบระเบียงและขึ้นไปอยู่บนหลังคาที่เดิม “ไม่มีราตรีของเมืองไหนในเทียร่าที่จะสวยกว่าเมืองแสงจันทร์นี้อีกแล้ว..”

“นี่.. ปีนี้ข้าก็อายุ 15 แล้วนะ ข้ายังรู้สึกเหมือนว่าเมื่อวานเพิ่งจะเป็นเด็กอยู่เลย ตลกเนอะ” แองเจลาพูดในขณะที่ดวงตายังคงจ้องมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลวง

“นั่นสิ.. เวลามันก็ผ่านไปเร็วจริงๆ วันที่เจอกับเจ้าวันแรกยังเหมือนมันผ่านมาไม่กี่วันเองทั้งที่มันก็ตั้ง 2 ปีแล้ว” คล็อดแหงนหน้าขึ้นมองทะเลดวงดาวกับพระจันทร์สองสีที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า

“รู้มั๊ย? ตอนเด็กๆ ข้าเคยถามเซน่าว่า แก่ เป็นยังไง” เจ้าหญิงพูดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย

คล็อด องครักษ์หนุ่มน้อยผมบลอนด์หลุบตาลง “นั่นมันก็เป็นตำนานปรัมปราอีกบทน่ะนะ..”

“ใช่.. เซน่าบอกกับข้าว่ามันเป็นเรื่องเล่าเมื่อนานมาแล้ว ว่ากันว่าเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่และอายุมากขึ้น ร่างกายที่เติบโตเต็มที่แล้วก็จะถึงคราวที่จะค่อยๆ เสื่อมลง เส้นผมแสนสวยก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด ดวงตาที่เคยเป็นประกายสดใสก็จะเริ่มขุ่นมัวและฝ้าฟาง ผิวหนังที่เต่งตึงสวยงามมันก็จะเหี่ยวย่น ฟันที่เคยมีเต็มปากก็จะร่วงหลุดทีละซี่จนหมด.. ตอนนั้นข้าฟังแล้วฝันร้ายเลย” แองเจลาพูดติดตลก

“เขาบอกว่าทุกคนหนีความแก่ไปไม่ได้จนกระทั่งมีเรื่องนึงเกิดขึ้น..”

“อืม.. มีผู้หญิงคนนึงที่เป็นคนใจดีมาก นางถึงกับอ้อนวอนต่อเทพีแห่งดวงจันทร์และเทพีแห่งดวงอาทิตย์ เพื่อให้เอาความสาวทั้งหมดของนางไปมอบให้กับพี่สาวสุดที่รักที่ต้องคำสาปร้าย.. นางคุกเข่าอ้อนวอนอยู่อย่างนั้นถึง 100 คืน ไม่เว้นแม้ว่าวันนั้นฝนหรือหิมะจะตกหนักสักแค่ไหน จนในที่สุด เฮริน เทพีดวงจันทร์ก็ใจอ่อนปรากฏกายขึ้นต่อหน้าหญิงสาวพร้อมมอบพรวิเศษแห่งกาลเวลาให้

ร่างกายของผู้ใด จะไร้ซึ่งความเสื่อมตามกาล ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด จนกว่าจะสิ้นสุดอายุขัยแห่งตน..” แองเจลาหลุุบตาลงเชื่องช้า “ท่านเฮรินใจดีมาก.. แม้ว่าเราจะนับถือเทพีเทียน่าเป็นใหญ่ก็เถอะ ข้าก็อดนับถือผู้หญิงคนนั้นกับเทพีเฮรินไม่ได้ ถ้าหากว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงน่ะนะ..”

“ข้าคิดว่าจริงนะ.. ดูสิ.. เจ้าเคยเห็นคนแก่เหรอ? ไม่เคยใช่มั๊ยล่ะ” คล็อดพึมพำเบาๆ พอให้คนข้างล่างได้ยิน

“ข้าก็คิดไม่ต่างจากเจ้าหรอก เพราะถึงกับมีในเนื้อความส่วนหนึ่งของคัมภีร์มันก็ไม่น่าเป็นเรื่องโกหกหรอก.. แต่ก็ไม่รู้สิ มันอาจไม่จริงก็ได้.. พวกเราอาจไม่เคยแก่อยู่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ” แองเจลาใช้มือไล้ตามเส้นผมสีนิลยาวเป็นประกายของเธออย่างนุ่มนวล

“เจ้าง่วงนอนรึยัง?” คล็อดถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เจ้าหญิงผู้มีศักดิ์เป็นสังฆราชขาวชะโงกหน้าขึ้นไปมอง คิ้วทั้งคู่ขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจ “นึกอะไรของเจ้าถามอย่างนี้เนี่ย.. จะว่าไปนี่ก็ดึกแล้วนะข้าก็ชักอยากนอนเหมือนกัน..” ว่าแล้วก็ปิดปากหาวเบาๆ

เสียงดนตรีเบาๆ จากฮาร์โมนีก้าดังขึ้นด้วยท่วงทำนองอ่อนหวานราวจะขับกล่อมให้โลกทั้งโลกเข้าสู่ห้วงนิทรา แองเจลายิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “เจ้าเล่นฮารโมนีก้าได้ด้วยเหรอ? นี่ตั้งใจจะกล่อมกันใช่มั๊ย?”

ไร้เสียงตอบจากบนหลังคา ยังคงมีแต่เสียงดนตรีหวานของเครื่องเป่าดังอย่างต่อเนื่อง

“ได้.. งั้นข้าจะไปนอนล่ะ ราตรีสวัสดิ์”

นักดนตรีบนหลังคาลอบยิ้มแล้วพึมพำเบาๆ “ราตรีสวัสดิ์ เจ้าหญิงของข้า” ก่อนจะบรรเลงดนตรีกล่อมนิทราต่อโดยมีเหล่าผู้ฟังคือดวงจันทร์และดวงดาราบนฟากฟ้ารัตติกาล..


เนเธเน‰เน„เธ‚เธฅเนˆเธฒเธชเธธเธ”เน‚เธ”เธข เน€เธกเธทเนˆเธญ Sat Apr 28, 2007 7:18 pm, เธ—เธฑเน‰เธ‡เธซเธกเธ” 1 เธ„เธฃเธฑเน‰เธ‡
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Tue Apr 24, 2007 7:21 pm

บทที่ 10
ความหลังของสองคน 2


ท้องฟ้าสีสว่างของฤดูร้อนดูสดใส เมฆขาวลอยเอื่อยเฉื่อยตามสายลม สาวน้อยนางหนึ่งแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมแล้วคลี่ยิ้มสวยให้กับพระอาทิตย์ที่กำลังทอแสงแรงกล้า ปราสาทสีขาวหลังงามกำลังต้องแสงแดดได้ที่จนสว่างจ้าแสบตา เธอยกมือขึ้นบังแสงที่สะท้อนเข้านัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้าราตรี

“เซน่า วันนี้อากาศดีมากเลยเนอะ” แองเจลาในชุดฝึกดาบทะมัดทะแมงหันไปบอกกับองครักษ์สาวที่ถูกใช้ให้เป็นครูดาบ “ว่ามั๊ย?”

“เพคะ..”
เซน่า ไฮเดนท์ ราชองครักษ์ของสังฆราชขาวอยู่ในชุดอัศวินวิหารเต็มยศ ชุดเกราะบางสีเงินสวมทับบนเสื้อแขนกุดและกระโปรงยาวสีครีม คลุมทับด้วยผ้าคลุมไหล่สีแดงเพลิง ประดับตราราชองครักษ์ที่หน้าอกด้านซ้าย มือขวาของนางกำดาบโค้งเรียวสีน้ำเงินเข้ม กระบังดาบทำเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวสีเงินประดับไว้อย่างสวยงาม องครักษ์สาวตวัดดาบในมือขึ้นแล้วสอดดาบเก็บในปลอกดาบที่เอวด้วยท่วงท่าสวยงาม นางยิ้มบางให้กับคนเป็นนาย “พักสักหน่อยมั๊ยเพคะ แดดเริ่มแรงแล้ว..”

“อื้ม.. ก็ดีเหมือนกัน” เจ้าหญิงน้อยในอดีตที่ตอนนี้อายุเต็ม 15 ชันษาแล้วส่งยิ้มมาให้ เธอเดินเลี่ยงแสงแดดยามใกล้เที่ยงเข้ามาหลบใต้ไม้ใหญ่ในอุทยานหลังพระราชวัง

แองเจลาทรุดตัวลงนั่งกับพรมหญ้า เจ้าหญิงเอื้อมมือมาปลดมวยผมที่มุ่นไว้ไม่ให้เกะกะ แล้วเส้นผมยาวสีดำสนิทเงางามก็ทิ้งตัวลงตามน้ำหนัก เธอระบายลมหายใจเบาๆ ออกมา แล้วบ่นขมุบขมิบ “เหนื่อยเหมือนกันแฮะ..”

“แต่ก็ได้เหงื่อดีนะเพคะ” เซน่ามายืนเท้าสะเอวส่งยิ้มสวยให้กับคู่ซ้อม องครักษ์สาวจัดการรวบผมสีทองทรงหางม้าของนางให้เรียบร้อยเหมือนเดิม ดวงตาสีมรกตเรียบเฉยมองมายังคนที่นั่งพิงต้นไม้ แล้วแอบหัวเราะเบาๆ

“เจ้าค่ะๆ ท่านอาจารย์หญิงเซน่า ศิษย์เห็นด้วยอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” แองเจลาแกล้งประชด ก่อนที่จะถามขึ้น “แล้ว.. คล็อดล่ะ? เซน่าเห็นมั๊ย ตั้งแต่เช้าข้ายังไม่เห็นเลย”

องครักษ์สาวไม่พูดไม่จาเพียงแต่ยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วกวักมือเรียกแองเจลาให้ลุกขึ้นออกจากใต้ร่มไม้ สังฆราชขาวทำหน้างงๆ แต่ก็เดินออกมาอย่างว่าง่ายแม้ว่าจะยังไม่วายตั้งคำถาม “อะไรเหรอ?”

เซน่าหรี่นัยน์ตาสีมรกตลงอย่างเจ้าเล่ห์พลางกระซิบเบาๆ ว่า “ดูให้ดีนะเพคะ”

โครม!
เซน่ากระโดดถีบเข้าที่ต้นไม้ต้นนั้นอย่างเต็มแรง ก่อนจะผละถอยหลังออกจากบริเวณอย่างคล่องแคล่ว

ซวบ! ซวบ!

พลั่ก!

“เหวอ!!!” เสียงโวยวายดังขึ้นพร้อมกับเสียงของอะไรสักอย่างตกกระแทกพื้น เด็กหนุ่มโฟล่ขึ้นจากกองใบไม้กองย่อมๆ ที่ปลิวร่วงมากองทับตัวด้วยท่าทางทุลักทุเล มือคลำหัวป้อยๆ “พี่เซน่าแกล้งข้าใช่มั๊ย?”

“เห็นรึยังเพคะ” เซน่าวาดมือชี้ไปที่องครักษ์หนุ่มน้อยที่สภาพดูไม่ค่อยได้ บนหัวและตามตัวเต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวสด คล็อดมองมาทางเซน่าด้วยสายตาอาฆาต เขาขบฟันกรอดๆ ด้วยอารมณ์โมโห

“ฮิๆๆ คิกๆๆ คล็อด เจ้าดูตลกจังเลย” แองเจลาหัวเราะคิกคักชอบใจพลางชี้มือมาที่สภาพของคนเป็นทั้งเพื่อนทั้งองครักษ์ประจำตำแหน่ง

“สภาพดูไม่ได้เลยนะนั่น..”

เสียงสตรีที่คุ้นๆ หูดังมาจากข้างหลังทำให้แองเจลาต้องหันกลับไปมองแล้วทำตาโต “ท่านอาหญิง! มาได้ยังไงเพคะ? แล้วชุดนั่น..”

หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งยกนิ้วขึ้นจุ๊ปากเป็นเชิงห้าม นางขยิบนัยน์ตาสีมรกตให้กับหลานสาว “จุ๊ๆ เดี๋ยวก็ได้ยินกันหมดหรอก อาอุตส่าห์ปลอมตัวหนีประชุมออกมา”

“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ทราบ..” ดวงตาสีท้องฟ้าราตรีของแองเจลาเจื่อนลงเล็กน้อยอย่างรู้สึกผิดที่เกือบทำให้อีกฝ่ายต้องลำบากใจ ส่วนอัศวินวิหารสาวเชื้อสายอเมซอนทำความเคารพแล้วถอยออกไปห่างพอสมควร “หม่อมฉันดูต้นทางให้นะเพคะ ท่านโรซ่า..”

โรซ่า บลูซิลเวอร์ เจ้าหญิงแห่งนครป้อมปราการอเมซอน ผู้เป็นน้องสาวบุญธรรมของกษัตริย์เซซิล วาเลนไทน์ นางแต่งกายด้วยชุดเกราะของอัศวินศักดิ์สิทธิ์พาลาดินซึ่งเป็นกองทหารหญิงที่ขึ้นตรงต่อราชินีออโรร่า โดยได้รับอนุญาตให้เข้าออกพระราชวังได้อย่างเสรี คนเป็นอาหญิงส่งยิ้มหวานให้กับหลานสาว “ไม่เป็นไรๆ อาไม่ว่าอะไรหรอก แต่อย่าไปบอกใครเชียวล่ะ สัญญาด้วย ไม่งั้นคราวหลังจะงดของฝาก”

“แต่ว่าเจ้าน่ะ.. ไม่คิดจะทักทายกันเลยรึไง ฮึ! เจ้าลูกชาย!” แล้วรอยยิ้มหวานก็หวานขึ้นจนผิดวิสัยทำเอาคนเห็นขนลุกซู่

แองเจลามององครักษ์ประจำตำแหน่งทีนึง แล้วก็หันไปมองคนเป็นอาหญิงของตนอีกทีด้วยความงุนงง ส่วน ‘เจ้าลูกชาย’ ทำความเคารพด้วยอาการหวั่นๆ “อะ.. อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านแม่”

‘ท่านแม่’ แสร้งตีหน้าเศร้า ดวงเนตรสีมรกตงดงามของนางหม่นลงเล็กน้อย “ตั้งกี่เดือนแล้วที่ลูกไม่ส่งจดหมายถึงแม่เลย? ลูกไม่คิดถึงแม่บ้างเลยรึไง? แล้วที่เจ้าไม่ทักเพราะลืมแม่ไปแล้วใชมั๊ยล่ะ?”

“ท่านแม่.. ข้าขอโทษ..” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยเอ่ยด้วยเสียงแผ่วแล้วเดินเข้าหาหมายปลอบประโลมผู้เป็นมารดา

แล้วอยู่ๆ ใบหน้าเศร้าหมองของเจ้าหญิงแห่งอเมซอนก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์ นางกระโจนเข้าหาคล็อดพร้อมเรียกหอกคู่ใจมาจากอากาศว่างเปล่า ด้ามหอกสีไพลินคู่ใจของเจ้าหญิงอเมซอนฟาดเข้าเต็มกบาลของเด็กหนุ่มดังโป๊ก นางเก็บหอกแล้วถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับถอดหมวกเหล็กสีเงินโยนทิ้งข้างตัว เผยให้เห็นเรือนผมสีดำสนิทที่ถูกถักเป็นเปียหยาบๆ ไว้ที่ท้ายทอย “ยังฝึกมาไม่พอสินะ.. ถ้าแม่เป็นศัตรู เจ้าคงไม่เหลือแล้วแหละ..”

แองเจลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกคุ้นๆ กับคำพูดประโยคนี้

“อูย..” คล็อดเอามือลูบหัวป้อยๆ “มันเจ็บนะครับ..”

“เจ็บแล้วจะได้จำไง นี่แม่ลงมือแค่เบาะๆ นะ ฮึ!” โรซ่าทำหน้าบึ้งแล้วเท้าสะเอวบ่นใส่คล็อด

คนเป็นลูกชายทำหน้างอใส่แล้วบ่นอุบอิบ “ก็แค่เบาะๆ ของ ‘ไพลินอเมซอน’ เนี่ยมันเบาๆ ซะที่ไหนกันเล่า”

ไพลินอเมซอน หนึ่งในจตุมณีแห่งลูนาร์เทียหัวเราะคิกคัก “ยังไม่เคยเจอฝีมือของ ‘บุหลันเพชร’ ล่ะสิ รายนั้นก็มือหนักใช่เล่นนะ”

“เอ๋? ..บุหลันเพชร? ใครกันครับ?” คล็อดทวนคำพร้อมทำหน้างงๆ แองเจลาที่รู้จักคนนั้นดีจึงตอบคำถามให้ “อ๋อ.. ท่านแม่ของข้าน่ะ..”

ระหว่างที่ทั้งสามคนคุยกัน เซน่าก็ได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วๆ ดังมาจากทางด้านหน้าพระราชวังจันทรา องครักษ์สาวหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเงี่ยหูฟังต่อไป
“ข้าว่าทางนั้นนะ!”

“แยกกันหาดีกว่า!!”
พอเซน่าจับความได้ก็หันมาส่งสัญญาณมือให้เตรียมหนี โรซ่าเห็นสัญญาณเข้าก็เบ้หน้าเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือให้ทั้งลูกชายและหลานสาว “งั้นไปก่อนนะจ๊ะ แล้วถ้าแวบหนีมาได้จะมาหาอีก”

ทั้งสามคนมองตามโรซ่าที่วิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว แองเจลาเอ่ยปากถามคนที่ทำมือทำไม้ให้สัญญาณไม่เลิกขึ้นว่า “นี่ใช่มั๊ยเรื่องที่หลุดปากมาคราวก่อน.. เซน่า ไฮเดนท์”

“ส่วนเจ้า.. คล็อด บลูซิลเวอร์ กลาดิเอเตอร์แห่งอเมซอน สงสัยเราคงต้องมีเรื่องคุยกันอีกยาว!” สังฆราชขาวแค่นเสียงสั่งองครักษ์หนุ่มน้อยที่ยังคงแกล้งทำท่ามองตามหลังมารดาของตน แล้วพยายามเดินตามไปอย่างแนบเนียน คล็อดสะดุ้งโหยงแล้วหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้

...

“ทำไมข้าไม่เคยคิดนะ ทั้งๆ ที่เจ้าก็ใช้นามสกุล บลูซิลเวอร์ แถมฉายายังบอกอยู่โต้งๆ ว่ากลาดิเอเตอร์แห่งอเมซอนแท้ๆ ข้านี่มันเอ๋อจริงๆ” แองเจลาบ่นกับสององครักษ์กระปอดกระแปดระหว่างเดินดุ่มๆ ตามระเบียงที่ปูด้วยแผ่นหินอ่อนสีขาวรูปสี่เหลี่ยมแผ่นโต หลังจากที่ได้ฟังความจริงจากเด็กหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งองครักษ์ และตอนนี้ยังมาเป็นลูกพี่ลูกน้องอีก

คล็อดและเซน่าหันมาสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วก้มหน้างุดๆ ฟังให้สังฆราชขาวบ่นต่อไป เพราะว่างานนี้คงไม่จบง่ายๆ เป็นแน่..

“พี่หญิง ท่านพี่คล็อด กลางวันสวัสดิ์เพคะ” เจ้าหญิงองค์เล็กที่เดินสวนมาย่อตัวลงทำความเคารพผู้เป็นพี่สาวด้วยท่าทางอ่อนน้อม เธอแต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อนดูสวยสง่าเข้ารูป เส้นผมสีชาถักเป็นเปียเล็กๆ ไว้ด้านซ้าย ทำให้ดูสดใสสมวัย

“แอนเน็ตต์ ข้ายอมรับนะว่าเจ้าสวย ฉลาด การวางตัวสมเป็นเจ้าหญิงกว่าข้า แต่ว่าขอเถอะ ไอ้คำพูดแปลกๆ กับความคิดแผลงๆ ของเจ้าน่ะ ช่วยเพลาๆ ลงหน่อยเถอะ ..กลางวันสวัสดิ์?” เจ้าหญิงแองเจลามุ่นคิ้วของเธอแล้วถอนใจเบาๆ

แอนเน็ตต์ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วยิ้ม “หม่อมฉันไม่รับปากเพคะ แต่เอาเป็นว่าจะพยายามแล้วกันนะเพคะ”

“แค่นั้นก็ดีแล้วจ้ะ น้องสาวของข้าน่ารักจริงๆ” ว่าแล้วก็วิ่งเข้าไปกอดน้องสาวสุดที่รักแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ แอนเน็ตต์แก้มขึ้นสีเล็กน้อย มือน้อยพยายามแกะมือของพี่สาวออกจากเอว “พี่หญิง.. อยู่ต่อหน้าคนอื่น.. ข้าอาย”

“แหม.. ยิ่งตอนอายยิ่งน่ารัก..” แองเจลายิ่งกอดน้องแน่นกว่าเดิม แต่แล้วก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรได้ “จริงสิ.. แอนเน็ตต์ สองคนนี้น่ะรวมหัวกันปิดบังข้า..”

แอนเน็ตต์ วาเลนไทน์ เจ้าหญิงรัชทายาทอันดับสองของลูนาร์เทียเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปว่า “เรื่องท่านพี่คล็อดรึเพคะ?”

แองเจลาพยักหน้าหงึกๆ ให้กับน้องสาว “ใช่น่ะสิ ข้าเพิ่งจะรู้เอาป่านนี้ว่าหมอนั่นน่ะเป็นลูกของท่านอาหญิง.. คนอะไรใจจืดใจดำ ไม่ยอมเล่าให้ฟังกันบ้างเลย ฮึ!” แล้วเธอก็หันมามองคล็อดด้วยหางตา

“ลูกบุญธรรมเพคะ.. ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แล้วนี่พี่หญิงไม่ทราบจริงๆ รึเพคะ” แอนเน็ตต์แก้ให้ก่อนจะถามกลับด้วยท่าทางงงๆ

“ก็ใช่น่ะสิ แสดงว่าเจ้ารู้แล้ว?” สังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทียทำหน้างอหงิกใส่น้องสาว

“ข้าไม่รู้ว่าพี่หญิงไม่ทราบ..” แอนเน็ตต์พูดด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ

“ก็เจ้าไม่เคยถาม!” คล็อดเถียงขึ้นหลังจากฟังแองเจลาบ่นมานาน “เพราะฉะนั้น ข้าไม่ผิดซะหน่อย”

“ผิด!”

“ไม่ผิด!!”

“ผิดอยู่เห็นๆ”

“ไม่ผิด”
สองคนเถียงกันจนเซน่าและแอนเน็ตต์ทนฟังไม่ไหวต้องลากทั้งสองแยกเข้ามุมแล้วเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “จริงสิ ข้าได้ข่าวว่าพี่หญิงฝึกดาบ”

“อื้ม ให้เซน่าสอนน่ะ” แองเจลาเหล่ตามามองอย่างสงสัยก่อนจะตอบพร้อมกับพยักหน้านิดๆ “มีอะไรรึเปล่าแอนเน็ตต์”

“คือ.. ท่านแม่ฝากมาบอกว่าให้พี่หญิงไปหาตอนเย็น ท่านบอกว่าจะลงมือสอนพี่หญิงด้วยตัวเองเลยเพคะ” แอนเน็ตต์ตอบ

“หา!!! ...ข้าต้องตายแน่เลย.. แอนเน็ตต์ ข้าไม่ไปได้มั๊ย ไปขอร้องท่านแม่ทีนะ.. นะๆๆๆ” แองเจลาตะโกนเสียงลั่นก่อนที่สีหน้าของเธอจะเจื่อนลง

“ไม่ได้เพคะ.. ท่านแม่บอกว่า ไหนๆ จะฝีกก็เอาให้เก่งไปเลย” แอนเน็ตต์ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะยกชายกระโปรงขึ้นย่อตัวคำนับให้แล้วยิ้ม “งั้นหม่อมฉันไปก่อนนะเพคะ พี่หญิง ท่านพี่คล็อด”

ทั้งสามคนมองแอนเน็ตต์เดินจากไปช้าๆ จนลับสายตา แล้วเจ้าหญิงองค์โตก็แอบบ่นกับคล็อดเบาๆ ว่า “เพราะเจ้าคนเดียวเลย เพราะเหตุการณ์คืนนั้นนั่นแหละที่ทำให้ข้าอยากฝึกดาบ..”

คล็อดหัวเราะหึๆ ด้วยรอยยิ้ม “อยากรู้จริงๆ ว่า บุหลันเพชร จะมือหนักขนาดไหน ข้าจะตามไปดูด้วยแล้วกัน”

“...ถ้ามีอะไรก็ช่วยรับหน้าแทนด้วยได้รึเปล่า?” แองเจลาหันมามองคล็อดด้วยสีหน้าซีดๆ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้ารัตติกาลของเธอฉายแววอ้อนสุดๆ

“...ไม่ล่ะ” คล็อดตอบเสียงราบเรียบแต่แอบอมยิ้มมุมปาก

“อ้าวทำไมงั้นล่ะ งั้นเจ้าก็ได้เซน่า นะๆๆๆ” เมื่ออ้อนคล็อดไม่ได้จึงหันไปอ้อนองครักษ์สาวคนสนิทแทน

เซน่ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “งั้น.. ในฐานะของอาจารย์ แสดงฝีมือให้เต็มที่เพคะ”

“แล้วกันเซน่า.. แล้วใครจะช่วยข้าล่ะเนี่ย” แล้วเจ้าหญิงผู้หวังเรียนดาบแค่เพื่อป้องกันตัวก็ทำหน้ายู่ยี่ตลอดทาง
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Tue Apr 24, 2007 7:23 pm

...

ศักราชโซเฟียที่ 35..

เลออน กลาดิอาเรียส กษัตริย์หัวใจราชสีห์แห่งอาณาจักรตะวัน โซเลีย สิ้นพระชนม์ลงด้วยฝีดาบของพระโอรสองค์โต ทำให้เกิดเหตุการณ์ความยุ่งเหยิงหลายๆ อย่างภายในนครแห่งความรุ่งโรจน์ กลอรี่ เมืองหลวงของโซเลีย โดยเฉพาะการคัดเลือกกษัตริย์องค์ใหม่ตามธรรมเนียมโบราณของอาณาจักรด้วย.. การประลอง..

ด้วยความเก่งกาจสามารถของพระโอรสองค์โตทำให้ผ่านการประลองสุดหฤโหดของเหล่าราชวงศ์ทั้งหลายมาได้โดยไร้แม้เพียงรอยขีดข่วน ในที่สุดพระองค์ก็ได้ครอบครองมงกุฎตะวันของโซเลีย กิตติศัพท์ความเก่งกล้าและความร้ายกาจของ ‘จักรพรรดิคลั่ง’ แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ..

ทางด้านลูนาร์เทีย ‘พระจันทร์สีเงิน’ ราชาเซซิล วาเลนไทน์ พาเลซไนท์ <Palace Knight> ได้เรียกตัว ‘จตุมณีแห่งลูนาร์เทีย’ 4 แม่ทัพผู้เก่งกล้ามาพบเพื่อหารือในการเตรียมรับมือกับท่าทีที่ยังไม่แน่นอนของจักรพรรดิคลั่งแห่งโซเลีย

“มากันครบแล้วสินะ.. ข้าอยากปรึกษาพวกเจ้าก่อนที่จะทำการอะไรลงไป” ราชาแห่งนครแสงจันทร์ทอดสายตามองลงไปที่โต๊ะหินกลมที่เหล่าแม่ทัพทั้ง 4 นั่งอยู่ เทียนไขบนเชิงเทียนสีเงินไหววูบเมื่อต้องลมเบาๆ

‘ไพลินอเมซอน’ เจ้าหญิงโรซ่า บลูซิลเวอร์ มิสเทรสกลาดิเอเตอร์ <Mistress Gladiator> ผู้เป็นน้องสาวบุญธรรมของราชาเซซิลเอ่ยขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก “เซซิล ข้าว่าเจ้านั่นท่าทางไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่ คิดดูสิขนาดพ่อตัวเองยังฆ่าได้..”

“แต่เราก็ยังแน่ใจไม่ได้หรอกว่าข่าวนั้นจะเป็นความจริง.. ลูกชายของเลออน ก็เหมือนกับหลานของพวกเรานั่นแหละ” ‘บุหลันเพชร’ ราชินีออโรร่า วาเลนไทน์ ผู้ดำรงตำแหน่งไวท์พาลาดิน <White Paladin> เจ้าของกองทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์พาลาดินแย้งขึ้น

“ขออภัยพะย่ะค่ะ.. เรื่องนี้ชาวโซเลียอย่างหม่อมฉันยืนยันได้ถึงนิสัยของ จักรพรรดิคลั่ง ครอส กลาดิอาเรียส เจ้านั่นเป็นคนชอบเลือด.. การต่อสู้คือสิ่งโปรดปราน.. อำนาจคือความถูกต้อง.. และความเก่งนั่น.. เป็นของจริง” ‘แม่ทัพสีนิล’ เซน กรอส แบล็คเบอร์เซอร์เกอร์ <Black Berserker> ผู้คุมกองลาดตระเวนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ราชาเซซิลทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะหันไปถามคนที่ยังคงนิ่งเงียบ “แล้วท่านว่าอย่างไร รูบี้ซัมมอนเนอร์ คิด มิเรน่า”

คิด มิเรน่า ไฮซัมมอนเนอร์ <Hi-Summoner> ‘นักอัญเชิญสีทับทิม’ ใช้มือลูบคาง “หม่อมฉันว่า.. เราลองส่งทูตไปเชื่อมสัมพันธ์ดูก่อน เพราะว่าลูนาร์เทียกับโซเลียก็เป็นพันธมิตรกันมาก่อน ถ้าหากว่าล้มเหลว.. เราก็ควรเตรียมกำลังรบป้องกันป้อมปราการอเมซอนไว้ได้เลยพะย่ะค่ะ เพราะหากเป็นอย่างที่ท่านเซนว่า จักรพรรดิ คลั่ง พระองค์นั้นคงต้องเริ่มก่อสงครามชิงดินแดนในไม่นานนี้แน่..”

แล้วการประชุมก็ดำเนินต่อไป..



“การประชุมเป็นอย่างไรบ้าง เซน” สังฆราชขาวในชุดนักบวชเต็มยศก้าวเท้าเนิบๆ เข้ามาหานักรบหนุ่มชุดหนังสีดำที่กำลังยืนพิงเสามองเหม่อไปทางสวนสวย เธอคลุมผมครึ่งหนึ่งไว้ด้วยผ้าคลุมสีขาวขลิบขอบด้วยด้ายสีน้ำเงินประกาย ประดับด้วยคลิปโลหะสลักตรากางเขนและจี้สวมศีรษะรูปกางเขนสีเงินยวง ปลายผมยาวรวบไว้กับเครื่องประดับรูปไม้กางเขน เสื้อแขนยาวสีขาวผ่าช่วงเอวลงไปขลิบด้วยด้ายสีเดียวกับผ้าคลุมผม ตามชุดมีสัญลักษณ์กางเขนสีเงินประดับไว้หลายจุด รองเท้าส้นสูงสีขาวส่งเสียงกึกเป็นระยะเมื่อส้นกระทบกับพื้นหินอ่อนของระเบียงทางเดินชั้นล่าง

เซน แม่ทัพสีนิลเบือนดวงตาสีอเมทิสต์มาสบกับเนตรคู่โตสวยของเธออย่างช้าๆ พร้อมกับยกมุมปากขึ้นยิ้มแล้วค้อมหัวคำนับ “ก็ดีพะย่ะค่ะ..”

“ฮึ! ดีบ้าอะไรเล่า” คนที่เดินมาใหม่ทำหน้าบึ้งใส่ ราชินีออโรร่าในชุดเกราะอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ไวท์พาลาดิน ขมวดคิ้วมุ่นแล้วถอนหายใจยาว “มีแต่เรื่องเครียดๆ ทั้งนั้นข้าล่ะเหนื่อยใจ..”

“ท่านแม่/ท่านออโรร่า” สองคนพูดขึ้นพร้อมกัน

ออโรร่ายิ้มเจื่อน นางส่ายหน้าน้อยๆ แล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าๆ ว่า “ถ้าโชคดีเราไม่ต้องทำสงครามก็คงดีสินะ.. ข้าไม่อยากสูญเสียอะไรเพราะสงครามอีก..”

“สงครามไม่เคยให้อะไรกับใคร..”
ไวท์พาลาดินพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเดินหายไปจากคลองสายตา

...

“หมั้น?” เจ้าหญิงน้อยที่บัดนี้อายุเกือบครบ 16 ปีตะโกนลั่น

พระราชาและราชินีพยักหน้ารับคำถามของเจ้าหญิงองค์โต “ใช่.. เจ้าจะต้องหมั้นกับลูกชายของราเวน”

“ลูกชายของท่านน้าราเวน คนที่หม่อมฉันไม่เคยแม้รู้จักชื่อรึเพคะ? ท่านพ่อท่านแม่ทำกับลูกอย่างนี้ได้อย่างไรเพคะ? ทำไมไม่คิดถึงใจลูกบ้าง” เจ้าหญิงพูดตัดพ้อด้วยความน้อยใจ แล้วจึงวิ่งหายลับไป

เซน่าเปิดประตูเข้ามาในห้องบรรทมของเจ้าหญิง องครักษ์สาวปลอบโยน “ไม่เป็นไรเพคะ อย่ากรรแสงเลย”

“ฮือ.. เซน่า ข้าจะไม่ได้แต่งงานกับคนที่ข้ารัก.. มันเป็นหน้าที่ใช่มั๊ย เจ้าหญิงก็มีหน้าที่ของเจ้าหญิง พระราชาก็มีหน้าที่ของพระราชา แต่หน้าที่ของพ่อต่อลูกล่ะ?” เจ้าหญิงโผเข้าหาเซน่าที่เป็นแทบทุกอย่างให้กับเจ้าหญิงองค์นี้ เซน่าเป็นทั้งองครักษ์ ทั้งพี่เลี้ยง เป็นทั้งพี่สาว เป็นทั้งเพื่อน..

“ความรักกับหน้าที่.. บางทีมันก็ขัดแย้งกันเพคะ..” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ



ดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนส่องประกายแพรวพราวระยิบระยับ จันทราทั้งสองดวงกำลังส่องแสงสีนวลสว่าง และสีฟ้าอ่อนๆ สายลมแผ่วเบาของฤดูร้อนอันแสนสั้นของลูนาร์เทียพัดมาต้องผ้าม่านให้ปลิวไหว เจ้าหญิงสองพี่น้องของพระเทศแสงพระจันทร์กำลังนั่งสนทนากันอย่างลำพังภายในห้องบรรทมของเจ้าหญิงองค์โต

“เจ้ารู้รึยังว่าท่านพ่อจะให้ข้าหมั้นกับลูกชายของท่านน้าราเวน?” สังฆราชขาวแห่งประเทศแสงพระจันทร์ลูนาร์เทียพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว

“..ทราบแล้วเพคะ..” เจ้าหญิงแอนเน็ตต์ตอบอ้อมแอ้ม “หม่อมฉันได้ยินมาว่าอย่างนั้น..”

แองเจลาพ่นลมหายใจออกจมูกด้วยเสียใจปนความหงุดหงิด “ฮึ! ท่านพ่อคิดอะไรของท่านนะ สงครามจะเกิดรึเปล่าเนี่ยข้ายังกังวลไม่หายเลย นี่ยังจะหาเรื่องให้ข้าปวดหัวกับงานหมั้นของตัวเองอีก...” ก่อนที่น้ำเสียงของราชนิกูลสาวจะแผ่วลง “ข้าน่ะ.. ยัง..”

“แล้วหมอนั่นชื่ออะไรเหรอแอนเน็ตต์? เจ้ารู้บ้างมั๊ย” จู่ๆ เจ้าหญิงรัชทายาทอันดับหนึ่งก็หันมาถามน้องสาวที่กำลังมองมาด้วยความหวั่นๆ กับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของพี่สาว

“..เซอร์รัสเพคะ.. เซอร์รัส เฟนเรียส แต่หม่อมฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าเขาเหมือนกัน ได้ข่าวแค่ว่า..” แอนเน็ตต์ตอบ ยิ่งพูดคิ้วของเธอก็ยิ่งมุ่นขึ้นเรื่อยๆ พาเอาคิ้วของคนเป็นพี่สาวขมวดเป็นปมตาม

“อะไร?” แองเจลาเอียงคอถาม จนเจ้าหญิงรัชทายาทอันดับสองต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ “..ข้อมูลอย่างเดียวที่มีคือเขาเป็นลูกชายคนเดียวของท่านน้าราเวนกับท่านน้าซีรีนเพคะ ส่วนเรื่องอื่นไม่มีข้อมูลเลย อย่างกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ในลูนาร์เทียเพคะ..”

“...” แองเจลาทิ้งตัวลงกระแทกเตียงจนยวบอย่างหัวเสีย น้ำตาหยาดใสๆ มันแอบมาคลอโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ “ทั้งๆ ที่ข้าอยากเห็นหน้าหมอนั่น แล้ว.. คุยกันให้มันรู้เรื่องนี่นะ.. แบบนี้.. ข้าคง..”

แอนเน็ตต์นั่งมองพี่สาวของตนด้วยแววตาเศร้าหมอง “หม่อมฉันช่วยอะไรพี่หญิงไม่ได้เลย.. ทั้งๆ ที่หม่อมฉันรู้ว่าพี่หญิงรักใครแท้ๆ ..”

แองเจลาได้ยินก็ลุกขึ้นพรวดพราดแล้วเช็ดน้ำตาออกด้วยชายเสื้อแก้มทั้งสองข้าขึ้นสีแดงเรื่อๆ เธอปฏิเสธเป็นพัลวัน “ข้า.. ข้าไม่ได้รักเจ้านั่นนะ เจ้าอย่า.. อย่า..” แต่เมื่อเห็นหน้าตาที่เศร้าหมองของน้องสาวสุดที่รักแล้วน้ำตาก็ร่วงผล็อย..

“หม่อมฉันเห็น.. หม่อมฉันทราบทุกอย่าง.. และหม่อมฉันก็รักเขาเหมือนกับที่พี่หญิงรัก แต่เพื่อพี่หญิงแล้ว หม่อมฉันยอมเสียสละได้ทุกอย่าง ทุกอย่าง.. แม้ชีวิตของหม่อมฉัน” เจ้าหญิงน้อยแห่งลูนาร์เทียพูดด้วยสีหน้าและแววตาจริงจัง แองเจลาจ้องมองดวงตาสีน้ำเงินเข้มไม่หวั่นไหวของน้องสาวก็โผเข้ากอดแล้วร้องไห้ออกมา

“แอนเน็ตต์ อย่านะ.. เจ้าไม่ต้องทำเพื่อข้าถึงขนาดนั้น เจ้าจะทิ้งความสุขทั้งชีวิตของเจ้าเพื่อข้าไม่ได้นะ เจ้าห้ามคิดอย่างนี้อีกนะ แล้วห้ามคิดจะตายด้วย ไม่งั้นข้าคง..” แองเจลาฟูมฟาย เธอกอดตัวน้องสาวไว้แน่นราวกับกลัวว่าจู่ๆ น้องสุดที่รักจะจางหายไปต่อหน้า

แอนเน็ตต์หลุุบตาลงช้าๆ “เพคะ..”

ทั้งคู่หารู้ไม่ว่าการสนทนาระหว่างสองพี่น้องกำลังถูกแอบฟังโดยใครบางคน เขาคนนั้นถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ดวงตาสีไพลินของเขาเหม่อมองขึ้นท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม เส้นผมสีบลอนด์ของเขาถูกโบกเบาๆ ด้วยสายลมอ่อน “...ท่านแม่.. ท่านบอกข้าที ที่ข้าทำมันผิดรึเปล่า?..”


----------------------------------------
เอากันให้ตายไปข้างนึงเลย Like a Star @ heaven


เนเธเน‰เน„เธ‚เธฅเนˆเธฒเธชเธธเธ”เน‚เธ”เธข เน€เธกเธทเนˆเธญ Sat Apr 28, 2007 7:16 pm, เธ—เธฑเน‰เธ‡เธซเธกเธ” 1 เธ„เธฃเธฑเน‰เธ‡
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
Rei
ผู้ดูแลพิเศษ
ผู้ดูแลพิเศษ
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 88
อายุ : 27
สังกัด : Asgard
อาชีพ : Grim Angel
ความสนใจ : Diviner
Registration date : 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: อสูร
อาชีพ: จอมเวท

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed Apr 25, 2007 1:22 pm

แอนเน็ตต์หรุบตา <หลุบ... หรือมันใช้ หรุบ ก็ได้ = ="a ตกลงมันผิดมั้ยเนี่ย>ลงช้าๆ “เพคะ..”

ปล.กลอนเพราะดีครับ

_________________


เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://skully.exteen.com
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Apr 28, 2007 7:13 pm

ไปดูมาแล้วน่าจะใช้คำว่า หลุบ ที่แปลว่าตกลงมา ปิดลงมา
ก็ขอบคุณมากนะที่ช่วยดูให้ >_<
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Apr 28, 2007 7:49 pm

บทที 11
ความหลังของสองคน 3

“ท่านพ่อ!!” แองเจลาผลักประตูเปิดอย่างแรงจนมันกระแทกกับผนังดังโครมใหญ่ เจ้าหญิงวิ่งตรงเข้ามาในห้องบรรทมของราชาเซซิลหน้าตาตื่นท่ามกลางเสียงเพลงสวดไพเราะเพื่อการรักษาของผู้เป็นมารดาที่ดังกังวาน

“ท่านแม่.. ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้างเพคะ? พอลูกได้ข่าวว่าท่านพ่อบาดเจ็บสาหัสจากสมรภูมิที่อเมซอน ลูกกับเซน่าและคล็อดก็รีบตรงมาที่นี่เลย.. แล้ว.. เดี๋ยวแอนเน็ตต์ก็คงตามมาเพคะ” สังฆราชขาวในชุดนักบวชสูงสุดเต็มยศกุมมือที่ไร้เลือดฝาดของบิดาไว้แน่น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้ารัตติกาลจับจ้องใบหน้างดงามของราชินีออโรร่าที่ยังคงประสานมือร้องเพลงศักดิ์สิทธิ์ไม่หยุดแม้ริมฝีปากสีระเรื่อของนางจะเริ่มซีดเซียว

ออโรร่าส่ายหน้าช้าๆ ดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มของนางหมองลงเล็กน้อย เป็นเชิงบอกว่าอาการของพระราชาไม่ดีขึ้นเลย

“ท่านพ่อ.. ลูกจะรักษาท่านพ่อเองเพคะ..” แองเจลาตรงเข้าไปทรุดนั่งลงข้างเตียง เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นทาบลงบนร่างที่กำลังนิทราสนิทของบิดา “ข้าแต่เทพีเทียร์น่า มารดาแห่งแสงสว่างทั้งมวล ข้อขอวิงวอนต่อท่าน โปรดมอบแสงสว่างเพื่อการเยียวยาให้แก่ข้า..”

“ฮีลลิ่ง ไลท์(Healing Light แสงแห่งการรักษา)”
แล้วผ่ามือทั้งสองข้างของสังฆราชขาวก็ปรากฏแสงสีทองสว่าง ยิ่งเธอตั้งสมาธิจดจ่อกับการรักษาเท่าไรแสงนั้นมันก็ยิ่งสุกใสยิ่งขึ้นเท่านั้น

“...”
คล็อดที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ได้แต่ปิดปากเงียบสนิท หากแต่ใบหน้าของเขาก็ดูหมองลงเช่นเดียวกับเซน่าองครักษ์สาวที่ปกติมักตีสีหน้าเรียบเฉยเสมอ แต่บัดนี้เธอหลั่งน้ำตาออกมามากมาย

“ท่านเซซิล.. ข้าทำอะไรเพื่อท่านไม่ได้เลยรึเพคะ?..” องครักษ์สาวถามกับกษัตริย์หนุ่มแห่งประเทศแสงพระจันทร์เป็นเชิงตำหนิตัวเอง และร้องไห้คร่ำครวญ “..ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตของข้า.. ในสงครามครั้งนั้นท่านเก็บข้าที่กำลังหมดหวังและใกล้จะตายมาชุบเลี้ยง.. อีกทั้ง.. ท่านยังไว้ใจและคาดหวังในตัวข้า.. ท่านจำได้มั๊ย? สมัยก่อนท่านเคยพูดไว้ว่า หากท่านมีลูกชายล่ะก็ท่านจะให้ข้าแต่งงานกับเขา ท่านรู้มั๊ยเพคะ? แค่ได้ยินคำพูดนั้นข้าก็รู้สึกเป็นเกิยรติและปลาบปลื้มอย่างที่สุด แม้ว่าท่านแองเจลาจะไม่ใช่ผู้ชาย แต่ข้าก็จะจงรักภักดีกับนางในฐานะที่ข้าควรเป็น.. ท่านเซซิล..”

“พี่เซน่า..”
เซน่าค้อมคำนับราชินีออโรร่าและร่างที่นอนไร้สติของราชาเซซิลด้วยความเคารพและรักยิ่งอย่างเศร้าสร้อยก่อนจะสะกิดแขนคล็อดให้กลับ “คล็อด.. กลับกันเถอะ อยู่ไปเราก็ช่วยอะไรไม่ได้.. ปล่อยให้ท่านออโรร่ากับท่านแองเจลารักษาท่านเซซิลเถอะ..” สุดท้ายนางหันมาพูดกับเจ้าเหนือหัวของตนด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านเซซิล.. ท่านต้องไม่ตายนะเพคะ..”

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะเดินออกจากห้องไป แอนเน็ตต์ก็ก้าวเท้าเดินเร็วๆ ตรงเข้ามาถึง ใบหน้าของเจ้าหญิงองค์เล็กซีดขาวเหมือนกระดาษ เธอเบือนสายตามามองหน้าของคล็อดแล้วค่อยๆ ขยับริมฝีปากที่หนักอึ้งของเธอ “ท่านพี่คล็อด.. ข่าวจากอเมซอนเพคะ.. ท่านอาหญิง.. นาง... นาง..”

“..นางเสียชีวิตในสมรภูมิที่อเมซอนเพคะ...” ประโยคที่พยายามฝืนพูดออกมาทำให้สีหน้าของแอนเน็ตต์ยิ่งหมองลงจนมองเห็นรอยแดงๆ ที่ขอบนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเธอ

ทุกอย่างเงียบไปเป็นเวลาชั่วอึดใจ เงียบ.. จนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจแผ่วๆ ของราชาผู้กำลังนิทราสนิท

“วะ..ว่าอะไรนะ!!” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยได้ฟังถึงกับเข่าทรุด ในอกของเขารู้สึกโหวงๆ เหมือนกับว่าหัวใจหายไป “ท่านแม่..”

“ใคร.. แอนเน็ตต์? คนคนนั้นเป็นใคร? ข้าจะไปฆ่ามัน!!!!” คล็อดคำราม เขาขบกรามแน่น มือทั้งสองข้างกำจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ องครักษ์หนุ่มน้อยทำท่าพร้อมจะกระโจนออกไปเพื่อเข้าสู่สนามรบได้ทันที

แอนเน็ตต์เดินปรี่ตรงเข้าหาคล็อด เธอง้างมือแล้วฟาดเข้าที่แก้มจนองครักษ์ของสังฆราชขาวจนหน้าหันตามแรง “จะไปตายเปล่ารึยังไง คิดดูสิ ขนาดท่านอาหญิงยังพลาดท่า แล้วท่านล่ะ! ท่านคิดว่าท่านไปแล้วจะทำอะไรได้รึไง!! ลองคิดถึงคนที่เป็นห่วงท่านบ้างสิ”

ขอบตาของเจ้าหญิงองค์เล็กมีน้ำใสๆ คลอ เธอยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเครือ “ท่านคิดถึงพี่หญิง.. ข้า.. แล้วก็ทุกคนที่เป็นห่วงท่านบ้างมั๊ย.. ท่านไม่ควรตายอย่างสูญเปล่าเพราะความคิดเพียงชั่ววูบอย่างนั้น.. ข้าเป็นห่วงท่าน ท่านรู้บ้างมั๊ย?”

“แอนเน็ตต์..” คล็อดลูบรอยแดงที่แก้มซ้าย ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำ “ข้าขอโทษ..”

แอนเน็ตต์พูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบาหมายแค่ให้ลูกพี่ลูกน้องบุญธรรมได้ยิน “ท่านก็รู้.. ว่าข้าคิดกับท่านอย่างไง..”

...

แสงสีเหลืองนวลจากจันทร์ดวงโตยามต้นสนธยาตัดกับเส้นขอบของปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาทำให้เกิดภาพทิวทัศน์ที่งดงาม..

ปราสาทสีขาว ถูกรายล้อมด้วยหมู่สถาปัตยกรรมแบบกึ่งยุโรปที่วางตัวกันอย่างเป็นระเบียบภายใต้เงาปีกแห่งราตรี แสงสีเหลืองสว่างส่องลอดออกมาจากหน้าต่างของบ้านหลายๆ หลัง บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านยังไม่เข้านอน ผู้คนบางกลุ่มยังคงสัญจรไปมาท่ามกลางแสงสีอ่อนที่ส่องออกมาจากโคมไฟบนยอดของต้นเสาสีหม่นๆ ข้างทาง บางส่วนก็จับคู่กันอยู่บริเวณลานน้ำพุ กระจกเงาทรงรีความสูงราวๆ สองเมตรลอยเด่นอยู่ที่ใจกลางของอ่างทรงกลมที่ทำจากหินสีสวย

ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนวันวาน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเฉลียวใจถึงสิ่งที่กำลังย่างกรายเข้ามา..

บรึ้มมมมมมม!!!!!!!!

เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วทั้งบริเวณ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตกใจ และเปลวไฟสีแดงโร่ที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้าพร้อมกับกลุ่มควันสีทะมึน และเสียงแหลมสูงของสัญญาณเตือนภัย

“ท่านแม่ทัพ!!!! กองทัพของโซเลียบุกขอรับ!!”

เสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าทหารรักษาการและเหล่าแม่ทัพนายกองดังระงมทั่วทั้งพระราชวัง แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงคำสั่งเฉียบขาดจากสตรีร่างบางในชุดเกราะหนักสีเงินวาวที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมายังห้องบัญชาการ “เรียกทหารทุกหน่วยให้เตรียมพร้อมรับมือ เมื่อกี้เป็นแค่การขู่”

“พะ..พะย่ะค่ะ!!” เหล่าทหารทั้งยศน้อยใหญ่ลงไปคุกเข่าซ้ายลงกับพื้น ขยับมือขวาแตะบนบ่าซ้ายแล้วค้อมหัวเป็นการทำความเคารพและน้อมรับคำสั่ง คำสั่งอันศักดิ์สิทธ์จากสตรีงดงามผู้เป็น ราชินี ของประเทศนี้ นางเม้มปากแล้วพึมพำกับตัวเอง “ไม่คิดว่าจะมากันเร็วอย่างนี้..”

ใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์และดูอ่อนโยน ทว่าดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ย้อมไว้ด้วยแววเด็ดเดี่ยวของนักรบที่เคยผ่านสงครามนั้นทำให้ใบหน้าขาวนวลเนียนรูปไข่นั้นดูเข้มแข็งอย่างประหลาด นางหยิบห่วงโลหะสีเงินรวบผมสีรัตติกาลให้เป็นระเบียบ ชุดเกราะสีเงินยวงคลุมทับด้วยผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์ประดับไหล่ซ้ายด้วยโล่กลมรูปกางเขน กระโปรงยาวสีครีมที่ทอจากผ้าเนื้อดี บวกกับหมวกเหล็กสีเงินถูกอุ้มแนบชิดไว้กับเอวบางอ้อนแอ้น ดาบสีขาวจัดที่เหน็บไว้ข้างตัว ทุกอย่างนั้นบ่งบอกความเป็นนักรบของหญิงผู้นี้อย่างเด่นชัด ราชินีผู้มียศ อัศวินศักดิ์สิทธิ์ <white paladin>

"บ้าจริง.. ถ้าเซซิลไม่บาดเจ็บหนักล่ะก็.."
ราชินีถอนใจเบาๆ พลางแหวกม่านสีขาวบริสุทธิ์ที่มีประกายมุกออก ทอดเนตรไปยังกองทัพใหญ่ทางตะวันตกของเมือง ธงพื้นสีแดงเพลิงรูปมังกรคาบตะวันโบกพลิ้วดูสง่าและน่าเกรงขาม ทัพหน้าเป็นทัพของนักรบเกราะสีดำสนิทที่นั่งบนหลังมังกรสีน้ำตาลรูปร่างคล้ายนกกระจอกเทศ มือข้างหนึ่งกำหอกประจำกายส่วนอีกข้างก็คุมบังเหียนไว้ด้วยความทะมัดทะแมง เหล่าทหารราบเดินเท้าเข้าแถวเรียงแน่นเป็นตับเตรียมพร้อมรับคำสั่งจากผู้นำทัพ

สตรีผู้สูงศักดิ์ไล่สายตาจากกองทัพภาคพื้นดิน มองสูงขึ้นจนเห็นเงาสีดำหลายสิบเงาบินฉวัดเฉวียนเล่นลมไปมา ริมฝีปากสวยเผยอออกแล้วเปรยกับตัวเองเบาๆ “นี่เอง.. ตัวการของเสียงระเบิดเมื่อครู่ หน่วยรบมังกรบิน..”

...

เปรี๊ยะ!! เปรี๊ยะ!!

เสียงสะเก็ดไฟปะทุดังขึ้นมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ เคล้ากับกลิ่นควันไฟและกลิ่นกำมะถันที่คละคลุ้ง ผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวของเหล็กที่เป็นเอกลักษณ์ของของเหลวสีแดงสด.. เลือด

เคร้งงง.. เคร้งงงงงง….. ฉัวะ!!

“เฮ!!!!!!”

โลหะปะทะโลหะส่งเสียงกรีดร้องชวนแสบโสตดังมาจากทั่วสารทิศ พร้อมทั้งเสียงคำรามเกรี้ยวกราดของผู้ถือครอง เหล่าโลหะที่ผ่านการหลอม.. ตี.. ผ่านเปลวไฟแดงฉาน จนกระทั่งเป็นรูปร่าง จนกลายเป็น อาวุธ ที่มีไว้เพียงเพื่อทำลายเท่านั้น

“นี่คือสงคราม.. ถ้าไม่ฆ่าเราจะถูกฆ่า ถ้าอยากอยู่รอดก็จงอย่าปราณี ถึงยังไงเราก็ต้องสู้เพื่อปกป้องนครแสงจันทร์นี้ไว้ให้ได้” ชายหนุ่มผู้สวมชุดหนังสีดำที่ปกป้องด้วยเกราะสีเงินเงาวับ ตะโกนสั่งเหล่านายทหารใหม่ในบังคับบัญชา บางคนยังแทบทรงตัวไม่อยู่เพราะความหวาดกลัว ขณะที่ตัวเขากำลังเหวี่ยงดาบเล่มมหึมาฟาดฟันใส่ทหารชั้นเลวของฝ่ายศัตรู

บรึ้มม!!!!!

เหล่ามังกรบินไวเวิร์นบินฉวัดเฉวียนเล่นแสงจันทร์คอยยิงลูกไฟสีเพลิงออกจากปากที่อุดมไปด้วยเขี้ยวขาว อัญมณีสีอำพันในเบ้าตากลอกไปมาราวสอดส่องหาเป้าหมาย นักรบมังกร<dragoon>ในชุดเกราะสีดำเงาประดับศีรษะด้วยเขามังกรนั่งในท่าทะมัดทะแมงอยู่บนหลังของเหล่ามังกรบิน มือที่ใส่เกราะที่ทำคล้ายกรงเล็บคมกริบข้างหนึ่งกำหอก อีกข้างคุมบังเหียนคอยบังคับมังกรพาหนะ

นักรบมังกรคนหนึ่งบังคับไวเวิร์นให้ตรงดิ่งไปยังปราสาทที่ตั้งเด่นตัดกับเงาของพระจันทร์ทั้งสองดวง เขาดึงบังเหียนเบาๆ เจ้าไวเวิร์นคู่ใจของเขาก็ผงกหัวเหมือนจะรับรู้ มันอ้าปากกว้าง แสงเรืองสีส้มเริ่มมารวมตัวอยู่ที่ปากของมันจนมีขนาดใหญ่พอๆ กับลูกฟุตบอลที่มีสิ่งคล้ายๆ กระแสไฟฟ้าอัดอยู่ข้างในแล้วก็..

บรึ้ม!!!!

ครืน..
เสียงไหวของศิลาที่ใช้สร้างปราสาทพร้อมกับฝุ่นควันสีทึมๆ ลอยขึ้นจากจุดที่ถูกยิงด้วยลูกไฟมหาประลัยของเจ้าไวเวิร์น

“เจ้าหญิง!!”
นายทหารคนหนึ่งอุทานลั่น เมื่อเห็นไวเวิร์นตัวนั้นยิงลูกไฟใส่ตัวปราสาทซีกตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์โซเฟีย นักรบในชุดหนังสีดำคนเดิมและทหารอีกหลายคนแหงนหน้ามองตามเสียงระเบิดใหญ่ทันทีด้วยความตระหนก แต่กลับพบเพียงรอยยิ้มหยันๆจากคนคุมบังเหียนที่โฉบลงมาท้าทายคมดาบ

ช่วงเวลาที่เผลอไผลไปชั่วขณะฝ่ายศัตรูก็ฉวยโอกาสจู่โจมอย่างสายฟ้าแลบ อัศวินฝ่ายศัตรูคนหนึ่งวาดดาบเข้าใส่ใบหน้าของนักรบในชุดหนังสีดำอย่างรวดเร็ว

“!!”

ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติ เขาเบี่ยงตัวหลบเพียงเล็กน้อยทำให้ได้แค่รอยเฉี่ยวเรียกเลือดเพียงซิบๆ มือตวัดดาบยักษ์ฟันร่างอัศวินเคราะห์ร้ายแยกเป็นสองส่วน โลหิตสีแดงไหลกระเซ็นซ่านไปทั่ว.. ทุกๆ แห่ง ณ ลานหน้าปราสาทเวลานี้หากไม่เต็มไปด้วยเลือด ก็ปกคลุมด้วยซากอสุภกองกลาดเกลื่อนระเกะระกะ และเปลวอัคคีที่คอยแผดเผาให้ความโกรธเกรี้ยวในใจของแต่ละคนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง



ห้องสวดมนต์มหาวิหารเซนต์โซเฟีย ปราสาทแสงจันทร์ซีกตะวันออก..

เปลวเพลิงจากเจ้ามังกรบินได้เผาทำลายบางส่วนของพื้นพรม กระจกภาพเขียนสี ที่เคยสวยงามทั้งในยามทิวาราตรีกลับแตกเป็นเศษๆ ผ้าม่านสีขาวและอุปกรณ์ตกแต่งหลายอย่างกลิ่นไหม้โชยมาต้องนาสิกประสาท เหล่าอัศวินประจำวิหารที่สวมเกราะขนาดเบาคลุมไหล่ด้วยผืนผ้าสีแดงเพลิง ในมือกุมดาบประจำกายแน่น พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับทหารหญิงของฝ่ายศัตรูที่แต่งชุดรัดรูปสีม่วงที่อวดความขาวของผิวกาย

“เจ้าหญิง.. หนีไปเพคะ!” อัศวินปกป้องวิหารคนหนึ่งตะโกนบอกให้เจ้าหญิงน้อยรีบหลีกออกห่างจากสถานที่อันตรายนี้โดยด่วน แต่เธอก็ถูกคมขวานของศัตรูที่เข้ามาประชิดตัวฟันใส่กลางหลังจนล้มลงไปกองกับพื้นทันทีที่ตะโกนเสร็จ แต่เธอช่วยให้เจ้าหญิงของเธอหนีพ้นศัตรูได้ แม้จะแค่ชั่วระยะหนึ่งก็เถอะ..

“ข้าจะจัดการกับเจ้าหญิงเอง.. ที่เหลือฝากด้วย..” ทหารหญิงของฝ่ายศัตรูคนหนึ่งบอกกับพรรคพวกที่เหลือ นางใช้ดวงตาสีแดงเหมือนอัญมณีน้ำงามกวาดไปมาราวกับจะรอฟังคำตอบจากคนที่เหลือ หากดูจากการแต่งกายคงบอกได้ว่านางนั้นมียศศักดิ์สูงกว่า

ชุดหนังรัดรูปสีม่วงที่ประดับด้วยสายคาดตามตัวระโยงระยาง กางเกงหนังขาสามส่วนเอวต่ำโชว์ความขาวนวลเนียนของน่องและหน้าท้อง คาดด้วยเข็มขัดหนังประดับหมุดสีเงินเช่นเดียวกับที่ถุงมือหนังสีน้ำตาลทั้งคู่ ผ้าคาดศีรษะรูปผลึกสีน้ำตาลถูกนำมาใช้แทนผ้าพันคอ ที่หน้าอกด้านซ้ายติดตรารูปมังกรคาบดวงตะวันสัญลักษณ์ของโซเลีย ประเทศแห่งอาทิตย์อรุณ

"ค่ะ ท่านชาล็อตต์.." เหล่าทหารหญิงในชุดแต่งกายรัดรูปสีม่วงเข้มรับคำ หัวหน้าทหารหันมาพยักหน้าก่อนที่จะใช้ขวานรูปสามเหลี่ยมในมือเข้าโรมรันฝ่ากำแพงอัศวินวิหารของฝ่ายนครแสงจันทร์ไปทางเจ้าหญิงที่วิ่งหลบหนีไป

เจ้าหญิงองค์โตแห่งเมืองแสงจันทร์อยู่ในระหว่างความสับสน ใจหนึ่งก็กลัว อีกใจก็ค้านให้กลับไปช่วย หัวของเธอหมุนติ้วๆ เป็นสิบตลบ ลมหายใจถี่รัวแสดงออกถึงความเหน็ดเหนื่อย ด้วยวัยเพียง 16 จึงทำให้ยังตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาด “รู้อย่างนี้หัดออกกำลังกายมั่งก็ดีหรอก” เธอตำหนิตัวเองในใจ

“ท่านสังฆราชขาวหนีไปเพคะ.. กรี๊ดดดดดดด”

“หนีไป!! อย่าหันมานะ!! หนีไป.. ไป.. ไป.. …”

เสียงของอัศวินวิหารและเหล่านักบวชขาวดังสะท้อนมาจากห้องเดิมที่เธอวิ่งผละจากมา สังฆราชขาวสะดุดกึกยืนรำพันแผ่วเบาด้วยนัยน์ตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้ “ทุกคน.. ข้าขอโทษนะ” เธอกัดฟันทนหันหน้าหนีแล้วรีบวิ่งต่อไป เพราะรู้ตัวดีว่าถ้าหากตัวเองถูกจับได้ทุกคนที่เสี่ยงชีวิตช่วยเธอให้หนีออกมาก็จะต้องตายเปล่า ประกายจากหยดน้ำเล็กๆ สะท้อนแสงจากเปลวไฟเมื่อเจ้าหญิงน้อยพาร่างบางจากไป..
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Apr 28, 2007 7:49 pm

...

ลานหน้าพระราชวังจันทรา..

เสียงกุบกับของฝีเท้ามังกรดังใกล้เข้ามาในบริเวณด้านหน้าพระราชวัง แค่พักเดียวกองทัพนักรบมังกรดรากูนในเกราะสีดำสนิทผู้นั่งบนหลังมังกรสีน้ำตาลรูปร่างคล้ายนกกระจอกเทศก็มาถึงบริเวณที่เป็นเป้าหมาย

ผ้าคลุมพื้นสีแดงเข้มดุจเพลิงของจอมทัพฝ่ายศัตรูพลิ้วไหวตามสายลมแรง มังกรแดงร่างยักษ์ที่อยู่ใต้บังคับสะบัดหัวหายใจฟืดฟาด เขาและแผงคอสีแดงสดของมันบวกกับร่างของ ‘จักรพรรดิคลั่ง’ ที่ประทับนั่งอยู่บนหลังทำให้ภาพเงาที่ตัดกับฉากดวงจันทร์เบื้องหลังก่อให้เกิดความน่าเกรงขามยิ่งนัก ใบหน้าแม้จะดูเยาว์วัยแต่นัยน์ตาสีม่วงเข้มนั้นกลับส่งประกายกล้า เรือนผมสั้นสีดำขลับใต้กระบังหน้าผากสีทองประดับด้วยเขามังกรโค้งงอพลิ้วตามแรงลมเผยให้เห็นใบหูที่ดูเหมือนครีบสีแดงเพลิงที่แสดงความเป็นเผ่ามังกรเทพชัดเจน ชุดเกราะสีทองสะท้อนแสงจากพระจันทร์เป็นประกายเหลืองนวล ดาบอัศวินทำด้วยโลหะสองสีในมือชูขึ้นพร้อมกับริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งสุรเสียงทรงอำนาจออกมา

“โจมตี!”

ดั่งถ้อยคำประกาศิต กองทหารมังกรโซเลียที่เพิ่งเข้ามาถึงสมรภูมิดึงบังเหียนมังกรสีน้ำตาลให้เร่งฝีเท้าขึ้นตามคำสั่งของเจ้าเหนือหัวเพื่อเข้าโจมตีทางประตูใหญ่ด้วยเสียงโห่ร้องอันบ้าคลั่งและกึกก้องทันที

“เฮ!!!!!!!!!!!!!!!”

กองอัศวินหญิงพาลาดินที่นำโดย บุหลันเพชร ราชินีออโรร่า หนึ่งในสี่จตุมณีที่กำลังโรมรันอยู่กับข้าศึกต่างก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องของทัพมังกรที่เข้ามาใหม่ นางขบฟันกรอดแล้วตะโกนสั่งการ “..จักรพรรดิคลั่ง ครอส กลาดิอาเรียส! ทัพใหญ่ของศัตรูมาแล้ว!! เตรียมพร้อม!”

“ย้าก!!!”

เสียงดาบปะทะโล่ ดาบกระทบดาบ เสียงดาบฟาดฟันเนื้อ เสียงเลือดที่พุ่งกระฉูด เสียงร้องโอดโอย เสียงโห่ข่มขวัญศัตรู เสียงเหล่านี้ดูเหมือนจะเงียบลงทันทีที่เสียงแหลมสูงของอัศวินหญิงพาลาดินนางหนึ่งดังก้องกังวาน

“ท่านออโรร่าเพคะ! กองลาดตระเวนของท่านเซนมาช่วยเราแล้ว!!”

เซน กรอสส์ แม่ทัพสีนิลผู้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคล็อดกุมดาบเล่มมหึมาไว้ในมือ เขาชูดาบขึ้นสูงก่อนจะวิ่งตะลุยเข้าหากองทหารมังกรดรากูนนายหนึ่ง แล้วตวัดดาบฟันมังกรพาหนะขาดเป็นสองท่อน เซนแกว่งดาบชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วตะโกนก้อง “สู้เพื่อแผ่นดินที่พวกเรารัก ไม่ว่าอย่างไรวีรกรรมของพวกเราในวันนี้จะถูกจารึกลงประวัติศาสตร์แน่นอน!!!”

เมื่อได้ยินถ้อยคำปลุกใจจากแม่ทัพ เหล่านักรบในชุดหนังสีดำก็ตวัดดาบใหญ่ขึ้นชูแล้วร้องกู่ก้องอย่างฮึกเหิมก่อนจะวิ่งเข้าหากองทัพนักรบมังกรฝ่ายโซเลียเช่นเดียวกับผู้นำทัพ “สู้เพื่อมาตุภูมิ! สู้เพื่อลูนาร์เทีย!”

“เซน! ระวังนะ นั่นมันทัพหลักของครอส” ออโรร่าตะโกนบอกแม่ทัพสีนิลที่วิ่งตะลุยเข้าไปในวงล้อมศัตรูอย่างบ้าระห่ำ

“ท่านนั่นแหละที่ต้องระวัง.. ท่านออโรร่า ราชินีแห่งลูนาร์เทีย..” เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นมาจากข้างหลัง เงาดำมหึมาทาบทับเงาของไวท์พาลาดิน นางกระโจนออกจากที่ยืนได้ทันก่อนที่ดาบใหญ่เล่มหนึ่งจะฟันลงมาถูกพื้นศิลาแตกกระจายเหลือเพียงเศษหินและฝุ่นควันคละคลุ้ง

“ชิ! พวกลอบกัด” เนตรสีน้ำเงินของราชินีวาวโรจน์ นางตวัดดาบอัศวินคู่ใจขึ้นชี้หน้าอัศวินชุดเกราะสีทองที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำสนิท “แน่จริงลงมาจากหลังม้า ออสการ์ ดีออส เลโอการ์น่า หอกเทพเจ้าแห่งโซเลีย”

ชายผู้มีฉายาว่าหอกเทพเจ้าตอบรับคำท้าอย่างไม่กลัวเกรง “รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ”



ทางด้านของจักรพรรดิคลั่ง เซนกระชับอาวุธในมือแล้ววิ่งเข้าโจมตีใส่ด้วยดาบคู่ใจเล่มยักษ์ หากแต่ก็ถูกจับรังสีสังหารได้ เป้าหมายเบื่ยงตัวหลบทันท่วงที ครอสตวัดหางตากลับมามองผู้ลอบทำร้ายแต่เมื่อนัยน์ตาสีม่วงทั้งสองคู่ประสานกัน

“ไม่นึกไม่ฝันนะว่า แม่ทัพสีนิลผู้เกรียงไกรแห่งลูนาร์เทียจะเป็นเจ้า น้องชาย..” นัยน์เนตรสีม่วงเข้มของจักรพรรดิคลั่งผู้ประทับบนหลังมังกรแดงจ้องมาทางเซน ริมฝีปากนั้นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด ครอสควงดาบประจำตัวเป็นวงก่อนจะเปลี่ยนเป็นกุมกระชับแล้วชี้ตรงไปยังคนที่มีฉายาว่าแม่ทัพสีนิล “คนอ่อนแออย่างเจ้า ข้านึกว่าจะตายไปแล้วซะอีก”

“ครอส กลาดิอาเรียส เสียใจด้วยนะที่ข้ายังไม่ตายง่ายๆ และอีกอย่างข้าไม่ใช่น้องชายของเจ้า!!” น้ำเสียงของนักรบดำ แบล็ค เบอร์เซอร์เกอร์บ่งบอกความขุ่นเคือง

จักรพรรดิคลั่งยิ้มยั่วโทสะ “งั้นแกก็ไม่สนสินะว่าใครจะเป็นกษัตริย์ ไอ้หมาขี้แพ้ อุดมการณ์สมัยก่อนหายไปไหนหมดล่ะ ช่างน่าสมเพชจริงๆ นี่รึเจ้าชายรอย กลาดิอาเรียส องค์รัชทายาท.. ไม่สิ อดีตองค์รัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งโซเลีย”

ด้วยเสียงอันทรงอำนาจของครอส กลาดิอาเรียส จักรพรรดิคลั่งแห่งโซเลีย บวกกับถ้อยคำดูถูกถากถางอันเจ็บแสบทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ทหารทั้งสองฝ่ายที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่อย่างชัดเจนเกิดอาการชะงักจนหยุดมือจากการต่อสู้ไปชั่วขณะ

ดาบยักษ์ในมือเซนหรืออีกนัยหนึ่งเจ้าชายรอยแห่งโซเลียถูกยกขึ้นชี้ตรงไปยังใบหน้าของจอมทัพแห่งอาณาจักรตะวัน “ไม่ใช่! รอย กลาดิอาเรียส ตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้และที่นี่ข้าคือ เซน กรอสส์ แม่ทัพสีนิล หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนพิเศษของลูนาร์เทีย”

“เฮอะ! จะเป็น รอย หรือจะเป็น เซน ก็ช่าง วันนี้แหละที่ข้าจะได้ฆ่าแกซะที เข้ามา!!” เสียงตะคอกจาก ดรากอนลอร์ด<Dragon lord>ผู้ขี่มังกรสีเพลิงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ บังเหียนมังกรถูกดึงกระชับอีกครั้งหนึ่ง เจ้ามังกรแดงส่งเสียงคำรามลั่นกึกก้อง “มาพิสูจน์กัน เจ้ากับข้า ใครที่เหนือกว่ากัน ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก ข้าขอเดิมพันด้วยบัลลังก์ที่ได้มาโดยไม่มีก้างอย่างเจ้า!”

ทั้งสองต่างนิ่งสนิทไร้การเคลื่อนไหวราวกับรอการเปิดรุกของอีกฝ่าย เหล่าทหารได้แต่ยืนมองลุ้นระทึกต่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดเบื้องหน้า สงครามนี้ได้กลายเป็นศึกชิงบัลลังก์ของอาณาจักรตะวันไปซะแล้ว..

...

แม้เวลาจะผ่านไปลานหน้าปราสาทในขณะนี้ยังคงเงียบกริบไร้สรรพสำเนียงใดๆ เมื่อจักรพรรดิคลั่งกำลังจะดวลดาบกับแม่ทัพสีนิล เซน กรอสส์ หรือรอย กลาดิอาเรียส เจ้าชายผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์โซเลียอีกคนหนึ่ง

ร่างดำทมึนของกษัตริย์แห่งโซเลียผู้ทรงมังกรแดงขนาดมหึมา ที่เคยนิ่งสงบรอดูเชิงของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มจะขยับเขยื้อนไหวตัวจากตำแหน่งเดิม

มังกรแดงชูคอขึ้นสูงมันพองแผงขนสีสดตรงคอให้ดูน่าเกรงขามทันทีที่บังเหียนในมือจอมทัพแห่งโซเลียฉุดกระชาก มันค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างช้าๆ และเปลี่ยนเป็นเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ ปากของมันอ้ากว้างเผยฟันขาวอันคมกริบ ปีกของมันกางออกกระพือลมราวกับว่าพยายามจะพาร่างอันใหญ่โตให้โผบินขึ้นสู่ท้องนภา

พรึบ พรึบ

ในที่สุดร่างของมังกรแดงลอยขึ้นสูงจากพื้น เซนยืนจ้องมองนิ่งกระชับดาบใหญ่ไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง เหงื่อหลายหยดเริ่มไหลซึมตามใบหน้าแสดงความวิตก เขาตัดสินใจวิ่งแทนที่จะอยู่เป็นเป้านิ่งให้เจ้ามังกรแดง พ่นไฟอันเป็นเอกลักษณ์ของมังกรแทบทุกชนิดเข้ามาย่างเขาให้เกรียมอย่างง่ายดาย

เซนกระโจนพุ่งเข้าใส่มังกรแดงของจอมทัพโซเลียที่กำลังเหินหาวพุ่งเข้ามาหมายที่จะใช้กรงเล็บแหลมคมโฉบกระชากใส่ตัวเขา แม่ทัพสีนิลง้างดาบยักษ์ด้วยมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ แล้วฟันลงไปอย่างหนักหน่วง

ฉัวะ!!

“กรรร..”

เสียงดาบยักษ์ในมือของเซนฟาดถูกปีกซ้ายของมัน พร้อมกับเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดของมังกรแดงที่เสียหลักเพราะปีกถูกฟันขาด

ดรากอนลอร์ดแห่งโซเลียสะบัดบังเหียนคุมมังกรทิ้งแล้วยันกายขึ้นแล้วกระโดดลงจากหลังมังกรพาหนะที่กำลังจะร่วงลงไปกระแทกกับพื้น พร้อมกับใช้ดาบฟันผ่าอากาศลงกลางหลังเซน เซนหันหลังกลับหลบดาบที่ฟันวูบลงมาได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด ส่วนเจ้ามังกรสีแดงเพลิงพุ่งตกลงสู่พื้นเบื้องล่างดังโครมใหญ่พร้อมกับเสียงดังกร๊อบเหมือนของแข็งๆ บางอย่างหัก แล้วเจ้ามังกรแดงก็ไม่มีมีท่าว่าจะลุกขึ้นมาอีก

“เล่นทีเผลอเรอะ ครอส” นักรบดำแห่งลูนาร์เทียยิ้มเหี้ยม

“ใครใช้ให้แกหันหลังล่ะ รอย คำว่าขี้โกงน่ะมันใช้ในสงครามไม่ได้หรอกนะ ผู้มีพลังเท่านั้นที่เป็นฝ่ายถูก อีกอย่างแกทำให้มังกรตัวโปรดของข้าคอหัก” จอมทัพแห่งโซเลียยวน ดาบสองในมือตวัดวูบปาดหน้าเซนอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว เลือดสีแดงไหลซิบๆ ตามรอยกรีดบางบนใบหน้า ดวงเนตรสีม่วงอเมทิสต์ของเซนส่องประกายวาวโรจน์แสดงความขุ่น เขาเม้มริมฝีปากแน่น

“แก..”

เซนเหวี่ยงดาบใหญ่ฟาดเข้าไปกลางลำตัวคู่ต่อสู้ทันทีด้วยอารมณ์กรุ่น

เคร้ง !!

ดาบปีศาจลูซิเฟลในมือของจักรพรรดิคลั่งถูกยกขึ้นปัดป้อง แม้ว่าจะกันได้แต่ก็ทำให้จอมทัพเซถอยหลังไปด้วยความแรงของดาบสองมือเล่มยักษ์ในมืออดีตเจ้าชายแห่งโซเลีย

ใบหน้าของกษัตริย์หนุ่มแห่งโซเลียเริ่มปรากฏแววโกรธเช่นกัน เขากระโดดยันกายให้ตีลังกาม้วนตัวหนึ่งรอบแล้วยกดาบฟันลงสู่พื้น โดยมีเป้าหมายเบื้องล่างคือนักรบดำนามว่าเซน กรอสส์

“เวอร์ติคอล แครชเชอร์ (Vertical crasher)”

ครอสตะโกนเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ

ดาบในมือของจอมทัพแห่งโซเลียเปล่งเรืองแสงสีม่วงถูกฟาดลงสู่พื้นมองเห็นประกายดาบมหึมาทอดยาวจากฟากฟ้าสู่พื้นดิน เซนยกดาบขึ้นกันไว้ทันแต่คลื่นพลังสีม่วงที่พุ่งออกมาจากดาบยังพุ่งทะลุลงมาเฉียดหัวผ่าพื้นปฐพีเป็นรอยแยกยาวเหยียด

ครืนนน...

รอยแตกใต้รองเท้าเริ่มทำให้พื้นศิลาเริ่มพังทลาย จากแรงกดอันมหาศาลราวกับปีศาจของครอส พื้นลั่นครืนและแล้ว..

ตูม!!!

“อั่ก..”

เซนกระอักเอาโลหิตสีแดงออกมาทันทีที่จักรพรรดิคลั่งเพิ่มความหนักหน่วงลงไปในดาบ พื้นศิลาระเบิดเป็นฝุ่นธุลีดินคละคลุ้งไปทั่วบริเวณลาน เขาลอยลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างพร้อมกับเศษกระเบื้องหินที่แตกทลาย ดาบหลุดลอยละลิ่วจากมือทันที เขามองเห็นใบหน้าและนัยน์ตาสีม่วงเข้มของครอสส่งแววบอกชัยชนะและเหยียดหยามอยู่ลึกๆ “ลาขาด.. หมาขี้แพ้”

“เซน!!” ออโรร่าที่ผ่านศึกหนักกับ ‘หอกเทพเจ้า’ แห่งโซเลียวิ่งตรงเข้ามา ชุดเกราะสีเงินของนางมีร่องรอยถูกของมีคมฟาดฟันอย่างหนักหน่วงอยู่หลายแห่ง นางวาดดาบคู่ใจตวัดชี้ไปที่ใบหน้าของครอส “ครอส กลาดิอาเรียส.. ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง!!”

“หึ.. ข้าไม่สู้กับผู้หญิง.. อ่อนแอ” จักรพรรดิคลั่งปรายตามองแล้วไม่สนใจตรงเข้าหาคู่ต่อสู้ใหม่ในสนามรบต่อไป

“แต่ถ้าผู้หญิงที่ไม่อ่อนแอล่ะ!! โฟตอน เบลด(Photon blade)!!!!” ไวท์พาลาดินฟาดดาบที่เรืองแสงที่ขาวสว่างจ้าเข้าใส่ครอส

ครอสเบี่ยงตัวหลบ ดาบที่พลาดเป้าหมายจึงฟันใส่พื้นแตกกระจายเป็นหลุมขนาดใหญ่ จักรพรรดิคลั่งสะบัดมือควับ ดาบปีศาจลูซิเฟลในมือก็กระแทกใส่เกราะของไวท์พาลาดินจนแตกเป็นสองเสี่ยง ครอสหันหน้ามาจ้องราชินีแห่งลูนาร์เทียด้วยดวงตาข้างซ้ายที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงดังโลหิตและเปล่งรังสีน่าหวาดผวาออกมา กษัตริย์หนุ่มกล่าวอย่างไม่พอใจ “อีกอย่าง.. ข้าไม่สู้กับคนบาดเจ็บ มันไม่สนุก และมันจะเริ่มทำให้ข้าอารมณ์เสีย..”

แล้วออโรร่าก็ทรุดลงกับพื้นเธอใช้ดาบปลายกางเขนยันตัวไว้ไม่ให้ล้ม ร่างของนางสั่นเทิ้มด้วยแรงกดดันจากรังสีอำมหิตที่แผ่ออกจากตัวของกษัตริย์หนุ่ม ก่อนที่นางจะกระอักเลือดออกมาเพราะบาดแผลจากแรงกระแทกของดาบเมื่อครู่แล้วทรุดลงไปกองกับพื้น

“ท่านออโรร่า!!”
เหล่าอัศวินหญิงพาลาดินเห็นจึงรีบเข้ามาประคองให้หลีกเข้าไปในที่ปลอดภัยอย่างทุลักทุเล พวกนางดูสับสนและเสียกำลังใจอย่างมาก

“พวกเจ้าพานางไปพักก่อน!” เซซิลที่เข้ามาสมทบสั่งการอย่างเด็ดขาด กษัตริย์แห่งลูนาร์เทียยังคงมีอาการบาดเจ็บจากการทำศึกครั้งก่อน แม้เรือนผมสีเงินดูซีดลงไม่เปล่งประกายสดใสเหมือนดังก่อน แต่ดาบเทพมิคาเอลและนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มกลับเปล่งประกายโรจน์ เขาสวมชุดเกราะขนาดเบาสีเงินเหมือนกับชุดของอัศวินวิหารแต่ดูสูงศักดิ์กว่า ผ้าคลุมไหล่สีแดงปกปิดรอยเลือดที่เริ่มซึมที่สีข้างด้านซ้ายของเขา

ออโรร่าผลักเหล่าอัศวินหญิงพาลาดินที่คอยประคองออกห่างตัวแล้วพยุงกายเดินออกมายืนเคียงข้างคู่ชีวิตอย่างทุลักทุเล “อัศวิน.. จะไม่แสดงความอ่อนแอต่อหน้าศัตรูและคนที่ควรปกป้อง เซซิล.. เจ้า.. บาดเจ็บหนักอย่า.. ฝืนเลยนะ..”

“ออโรร่า.. เจ้าควรพัก” ราชาสีเงินแห่งลูนาร์เทียแย้ง

“เจ้าก็เหมือนกัน.. ติดนิสัยหัวดื้อจากข้ารึไง?” ออโรร่าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกระอักโลหิตออกมา เหล่าทหารทำท่าจะเข้ามาพยุงแต่นางยกมือห้ามไว้ “..งานนี้ห้ามใครตายไปก่อนนะ ถ้าหากต้องตายเราจะตายด้วยกัน..”

“อืม..” เซซิลพยักหน้ารับก่อนจะมองไปยังสมรภูมิ

“สัญญานะ?” ออโรร่าเบือนดวงตาสีน้ำเงินเข้มมาสบกับดวงตาสีเดียวกันของพระสวามี

“สาบานเลย..” เซซิลหันมายิ้มนิดหนึ่งให้ก่อนที่ทั้งคู่ก็แหวกฝูงทหารคุ้มกันตรงเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้งหนึ่ง..
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Apr 28, 2007 7:55 pm

บทที 12
ความหลังของสองคน 4

ทางออกสู่ระเบียงชมจันทร์ ระเบียงลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างยอดปราสาทซีกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน.. ณ ประตูของฝั่งตะวันตก(ด้านพระราชวัง)

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยกำลังเร่งฝีเท้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้จากอีกด้านของปราสาท เขาตรงมาถึงยังทางออกสู่ระเบียงชมจันทร์แล้วแต่ทว่า..

พรึบ พรึบ!
เสียงกระพือลมของอะไรบางอย่างดังเข้ามาในหูของคล็อด เงาทมึนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งโฉบร่อนไปมาในอากาศ เสียงร้องแหลมสูงของมันบวกกับอากาศที่เย็นเฉียบในยามค่ำคืนทำให้มือของคล็อดที่กุมหอกคู่ใจสั่นระริก

“หน่วยรบมังกรบินรึ? ชิ! หวังว่าคงผ่านได้โดยไม่ต้องจัดการพวกนี้ก่อนนะ” สีหน้าขององครักษ์หนุ่มน้อยเคร่งเครียดขึ้น เมื่อมองเห็นทัพอากาศของโซเลีย

เหมือนกับโชคชะตากลั่นแกล้ง ดวงตาบนฟากฟ้าคู่หนึ่งที่เปล่งประกายความกดดันมากกว่าคู่อื่นๆ ก็เหลือบมาเห็นเขา

ไวเวิร์นสีดำที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นบินลงมาพร้อมกับใช้เท้าคู่หลังของมันกระแทกพื้นศิลาบนระเบียงยาวดังโครมใหญ่เศษหินแตกกระจายตามแรงกดของน้ำหนัก เจ้ามังกรบินก้มหัวลงปล่อยให้คนขี่กระโดดลงสู่พื้นด้วยความนิ่มนวล นักรบเกราะสีดำสนิทผิวปากหวือเป็นการบอกให้พาหนะคู่ใจออกไปบินเที่ยวอาละวาดเป็นอิสระได้พักหนึ่ง มือที่สวมกรงเล็บสีดำเหมือนมังกรวาดไปข้างหลังแล้วตวัดกลับมาข้างหน้าพร้อมกับอาวุธประเภทหอก เขาใช้นิ้วชี้เสยกระบังหน้าโลหะขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นผมสีดำสนิทยาวพลิ้วสยายก่อนที่จะยิ้มให้อย่างกวนๆ “เฮ้! เจ้าน่ะ มาสู้กันดีกว่า”

“ท่าทางจะแย่แล้วสิ..” คล็อดพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางที่ดูเก่งกาจของคู่ต่อสู้เบื้องหน้า หอกที่มีนามว่าอัสนีน้ำเงินถูกกุมแน่น

“ดราโก ฟรอยด์ อัศวินมังกร<Dragoon master> หัวหน้าหน่วยรบมังกรบินยินดีที่ได้รู้จัก” ดราโกยกมือมาแตะที่หน้าอกพร้อมกับค้อมหัวเล็กน้อย

คล็อดตวัดหอกเตรียมเข้าสู่สถานะพร้อมต่อสู้สายตาสอดส่องมองกองหนุนของดราโกที่ยังบินฉวัดเฉวียนปล่อยลูกไฟโจมตีอยู่เป็นระยะ “เป็นเกียรติที่ได้สู้กับหนึ่งในห้าแม่ทัพมังกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งโซเลีย.. คล็อด บลูซิลเวอร์”

หนึ่งในห้าแม่ทัพมังกรแห่งโซเลียคลี่ยิ้มมุมปากก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่ต้องห่วงพวกนั้นหรอก ข้าสั่งไม่ให้มันมาขัดความสนุกข้าเรียบร้อยแล้วรับรองได้ อย่าทำหน้าเครียดอย่างนั้นสิ ข้าไม่เล่นตุกติกหรอกน่า..”

คล็อดผ่อนลมหายใจลงเล็กน้อย แต่ดวงตาสีน้ำเงินไพลินกลับส่องประกายกล้า “แต่ถ้าจะให้ดีข้าอยากให้ท่านหลีกทาง ข้ายังมีงานต้องทำ”

ดราโกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาควงหอกไปมาเกิดเสียงดังเฟี้ยวๆ ต่อเนื่องเป็นระยะ ก่อนที่จะกระแทกด้ามหอกลงกับพื้น

กึง!
“สายตาของเจ้าเหมือนศัตรูคนนึงที่ข้ารู้จัก.. นางเป็นกลาดิเอเตอร์เหมือนเจ้า ดวงตาสีมรกตกล้าแกร่งไม่ยอมคน ผิวสีแทนเหมือนน้ำผึ้งผมสีดำสนิทเป็นเงาสวยเหมือนแพรไหม.. เจ้ารู้จักนางรึเปล่า?” ดรากูนมาสเตอร์ผู้มีนามว่าดราโก ฟรอยด์ผายมือข้างที่ไม่ได้ถือหอกออกด้านข้าง แต่ทันทีที่พูดจบนักรบกลาดิเอเตอร์ก็พุ่งเข้าฟาดหอกใส่อย่างไม่ให้ตั้งตัว

ฟ้าว!! ฉับ!
ดราโกเบี่ยงตัวหลบด้วยความว่องไวแต่เขาก็เสียปอยผมไปนิดหนึ่ง อัศวินมังกรหรี่ตาข้างหนึ่งลงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะใช้กรงเล็บที่มือซ้ายตวัดกรีดไปที่ใบหน้าของกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย

คล็อดไหวตัวทัน เขาดีตัวตีลังกาม้วนตัวกลับหลังถอยหนีออกไปได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด องครักษ์หนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเอาหอกคู่กายชี้ตรงไปยังใบหน้าของศัตรู “บอกมา!! ใครฆ่านาง!! ใครฆ่าแม่ของข้า!!”

“มิน่าล่ะถึงได้รู้สึกแบบเดียวกัน” ดราโกทำเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ริมฝีปากของเขาคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกวนประสาท “ไม่ใช่ข้าหรอกนะ.. แต่เป็นคนใหญ่กว่าข้า..”

“เจ้าหมายถึง..” คล็อดใช้มือเช็ดเลือดที่ไหลจากรอยแผลโดนกรีดเล็กๆ ของกรงเล็บมังกรที่ใบหน้า เขาเอ่ยชื่อที่ผุดขึ้นมาในสมองออกไปอย่างแผ่วเบา “ครอส กลาดิอาเรียส?”

“เจ้าบ้าเอ้ย.. ใหญ่กว่าแม่ทัพมังกรจะมีใครอีกล่ะเจ้าหนูนอกจากจักรพรรดิคลั่งองค์นั้น แต่เท่านี้ก็สู้ได้อย่างสบายใจแล้วสินะ ก็คงตายตาหลับ..” หอกของอัศวินมังกรถูกตวัดขึ้นชี้มาที่ใบหน้าของคล็อดที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้เหมือนกัน กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยยิ้มจืดๆ “ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องสู้ล่ะนะ”

...

อีกด้านหนึ่ง..

กองพลทหารราบที่แต่งกายด้วยชุดหนังสีดำประดับตราสัญลักษณ์มังกรคาบตะวันที่เกราะไหล่สีเงินกำลังกวัดแกว่งดาบเล่มโตหรือไม่ก็ขวานขนาดใหญ่ฟาดฟันเข้าใส่เหล่าอัศวินวิหารที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงมือได้หยุดชะงักลงเพราะวงเวทขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นศิลาใต้เท้า มันหมุนวนเปล่งประกายแสงสีแดงเพลิงเจิดจ้าออกมา

“ข้าแต่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งเปลวพระเพลิงอันร้อนแรง เทพีแห่งเปลวเพลิงและสงคราม....”

สิ้นเสียงร่ายมนต์ช่วงแรก หมู่เมฆบนฟ้าก็หมุนวนเป็นเกลียวใหญ่ กลืนกินหมู่ดาราและจันทราบนฟากฟ้าราตรีให้มืดมิด

“..ข้าอ้อนวอนท่านจงปรากฏกายอันบริสุทธิ์ จุติยังเบื้องหน้าข้า ณ บัดดล..”

บทร่ายต่อเนื่องของชายผู้ลึกลับ ทำให้บรรยากาศที่มืดครึ้มกลับสว่างไสวเหมือนยามทิวา สะเก็ดไฟก่อกำเนิดจากทั่วทิศมารวมเป็นเสาไฟสีแดงสูงสุดฟ้ากลางวงเวทแผดเผาเหล่าศัตรูที่อยู่ในวงอาคมจนเหลือเพียงแค่เถ้าถ่าน หลังจากที่เสาไฟหายลับไปก็ปรากฏหญิงสาวผู้มีผมสีน้ำตาลแดงยาวถึงปลายเท้าแต่งกายด้วยอาภรณ์สีชมพูโทนอุ่นที่มีสายสร้อยประดับยาวระโยงระยางดูแปลกตา ที่ศีรษะประดับด้วยทับทิมสีแดงสดเม็ดเขื่องพร้อมสายสร้อยประดับยาวที่พลิ้วสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง รอยสักสีแดงเพลิงใต้ตาซ้ายเปล่งแสงสีแดงเรื่อๆ นางคือ เฟียอา เทพีเพลิงหนึ่งในวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 6 ที่กล่าวในพระคัมภีร์โซเฟียน่า..

“...เพื่อล้างหมู่อริของข้าด้วยเปลวฟ้าอันร้อนแรงของท่าน...”

เมื่อสิ้นสุดบทสุดท้าย เสียงท่องมนต์ยาวที่ดังมาจากประตูพระราชวังจันทราก็หยุดลง ร่างอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพีเพลิงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางลดมือทั้งสองข้างลงจากอก นัยน์ตาเป็นประกายสีแดงดุจอัญมณีจับจ้องไปยังหมู่นักรบชุดดำเบื้องล่าง นางชูมือข้างหนึ่งขึ้นฟ้าก่อเกิดเปลวไฟรูปดาบขึ้นในมือก่อนที่ไฟนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นดาบสีแดงจัดสลักด้วยอักษรภาษาเทพ เหล่าทหารของโซเลียได้แต่ทำสีหน้าเลิ่กลั่กเมื่อเห็นจ้าวอัคนีลอยนิ่งอยู่เบื้องบน และไม่สามารถขยับตัวหนีพ้นจากวงเวทมหึมาเบื้องล่างได้

“เฟียอา(Fiaa)!!”

เทพีเพลิงขยับดาบในมือตั้งท่าเตรียมพร้อมโจมตี ริมฝีปากของนางเหยียดยิ้มก่อนจะเอ่ยถ้อยคำประกาศิตสังหารด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “..แม็กซิม่า โพรมิเนนซ์(Maxima Prominence)”

บรึ้มมมม!!

เสียงดาบแห่งอัคคีตวัดฟาดลงใส่นักรบดำของโซเลียพร้อมกับลำแสงสีแดงที่เกิดขึ้นตามการเคลื่อนที่ของตัวดาบ

ตูม ตูม ตูม ตูม!!

เสาไฟหลากหลายสีสันพุ่งขึ้นมาพร้อมกับบิดตัวเป็นเกลียวจนสูงสุดฟ้าแหวกเมฆให้กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ก่อนจะเหลือเพียงเส้นลำแสงเล็กๆ เส้นเดียวและสุดท้ายก็หายลับไปในที่สุด แต่ทว่าการโจมตีของเทพีแห่งเพลิงยังไม่จบ..

ตูม!!

เฟียอาฟาดดาบคู่กายลงกับพื้นอีกครั้งทำให้แผ่นดินแยกออกเป็นทางยาวเผยให้เห็นหินหลอมละลายเหนียวข้นและร้อนระอุที่กำลังปะทุอยู่ใต้พื้นโลก เหล่านักรบที่เหลือรอดจากการโจมตีครั้งแรกต่างตะเกียกตะกายปีนหนีจากขอบบ่อนรกกันจ้าละหวั่น เฟียอาเบือนสายตามองภาพการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างสนใจก่อนที่จะจุดตัวเองลุกเป็นเปลวเพลิงหายไปในอากาศพร้อมกับแผ่นดินที่ปิดลงดังเดิมโดยฝังเหล่านักรบกล้าของฝ่ายศัตรูไว้

ฝ่ายทหารโซเลียที่รอดพ้นวิกฤติการณ์เพราะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในอาณาเขตเวทนั้นยืนขวัญผวาไปชั่วอึดใจ ไม่นานนักจอมเวทผู้ร่ายมนต์อัญเชิญเทพีเพลิงก็ปรากฏกายขึ้นอย่างช้าๆ

ท้องนภากลับมาเป็นยามราตรีอีกครั้งเมื่อเปลวไฟสุดท้ายจากร่างของเทพีแห่งเพลิงมอดไหม้จนหมดสิ้น เงาจากดวงจันทราส่องแสงสีเหลืองนวลมากระทบบุรุษผู้ยืนเด่นอยู่หน้าพระราชวังจันทรา เผยให้เห็นใบหน้าคมคาย เส้นผมบางสีขาวแซมด้วยผมส่วนหน้าที่หนาเป็นสีม่วงเข้มซ่อนใบหูแหลมเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของชาวเอลฟ์ แววตาเอาจริงเอาจังในดวงเนตรสีฟ้านั้นทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความยำเกรง เขาแหลมกลางหน้าผากซึ่งเป็นเครื่องประดับติดอยู่กับผ้าคาดผมสีม่วงลายสามเหลี่ยมสีน้ำเงินเข้ม ชุดคลุมสีม่วงเดียวกันกับเรือนผมซึ่งผ่าตั้งแต่เอวลงไปพลิ้วน้อยๆ ตามแรงลมยามค่ำคืน คทายาวในมือประดับด้วยอัญมณีสีแดงสดเหมือนเลือดส่องประกายวูบวาบ

“ทะ..ท่านคิด..” อัศวินวิหารคนหนึ่งพอเห็นหน้าบุคคลที่มาช่วยไว้ได้อย่างชัดเจนก็ร้องออกมาแผ่วเบา แต่ในความเงียบแม้เข็มหล่นก็ได้ยินนี้ ชื่อของเขากลับดังกังวานไปทั่วทั้งบริเวณหน้าลาน

คิด มิเรน่า ไฮซัมมอนเนอร์ <Hi-summoner> หนึ่งใน 4 จตุมณีแห่งลูนาร์เทียเจ้าของฉายานักอัญเชิญสีทับทิมยังคงยืนสงบนิ่ง สายตาจับจ้องไปยังหัวหน้านักรบดำของฝ่ายศัตรูที่ยืนอยู่ไกลๆ “วูล์ฟ ไอเซนไทน์ หมาป่าขาวแห่งโซเลีย..”
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Apr 28, 2007 7:56 pm

ฝั่งตะวันออกของระเบียงลอยฟ้า.. (ด้านวิหารเซนต์โซเฟีย)

“รู้สึกว่าหม่อมฉันจะมาเห็นภาพที่ช่างน่าประทับใจนะเพคะ เจ้าหญิง..” เสียงของสตรีลึกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสองนายบ่าว เจ้าหญิงสะดุ้งเฮือกแต่นัยน์ตาองครักษ์สาวกลับเริ่มส่งประกายกร้าว

เมื่อหันไปสบตากับเจ้าของเสียง เจ้าหญิงก็ผละออกจากวงแขนของเซน่าพร้อมกับจูงมือองครักษ์สาวให้วิ่ง “หนีเร็วเซน่า พวกทหารหญิงของฝ่ายโซเลีย.. นักบงการธาตุของเมืองน้ำแข็งออโรเรีย <element user> มัน.. มันฆ่าทุกคน!!”

ดวงตาสีแดงทับทิมเย็นเยียบบนดวงหน้าขาวราวนางพญาหิมะหันมองสบกลับมา ริมฝีปากไร้เครื่องประทินเผยอยิ้มบาง "อ๊ะๆ เป็นนักบวชไม่สมควรพูดจาสิ่งที่เป็นเท็จนะเพคะ เจ้าหญิง" นางเลิกคิ้วให้เล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยอาการเบิกบาน เส้นผมสีเงินยาวสลวยพริ้วเบาๆตามกระแสลมอ่อนที่พัดโหมเปลวไฟ ขวานรูปสามเหลี่ยมสีม่วงถูกยกขึ้นพาดบ่า "หม่อมฉันยังไม่ได้ฆ่าใครสักคนเลยนะเพคะ คิกๆ.. แต่จะบอกอะไรให้นะ ข้าจะข้าท่านเป็นคนแรก.. เจ้าหญิง"

"เจ้า!! เจ้ากำลังลบหลู่เบื้องสูง" เซน่าทะลึ่งตัวขึ้นพร้อมชักดาบสีน้ำเงินออกจากฝัก แต่ก็ถูกเจ้าหญิงยั้งเอาไว้เพราะความคิดที่ผุดวูบขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดาแน่

หญิงสาวไหวไหล่อย่างไม่ไยดี "เบื้องสูงของเจ้ากับของข้ามันไม่ใช่ที่เดียวกันด้วยสิ แล้วข้าก็ไม่ได้ชื่อเจ้าด้วย" นางพูดพร้อมทำท่าทางยั่วโทสะ ดวงตาสีทับทิมโลหิตหรี่ลง "ชื่อของข้า..."

"ชาล็อตต์.."

พริบตานักบงการธาตุสาวก็พุ่งตัวด้วยความเร็วอ้อมไปโผล่ด้านหลังเป้าหมายพร้อมเงื้อง่าอาวุธคู่กายในมือ "จำเอาไว้ไปบอกยมบาลด้วยล่ะ ว่าตายด้วยน้ำมือใคร คิกๆ.."

เฟี้ยว!!

เคร้ง!!
เซน่าตวัดดาบขึ้นกันขวานรูปสามเหลี่ยมแบนๆ ได้ทัน องครักษ์สาวผลักมันกลับไปด้วยแรงสะท้อนจนเจ้าของขวานกระเด็นไปกระแทกกำแพงที่มีฉากหลังเป็นเปลวเพลิงอ่อนๆ "โอ๊ะโอ.. มีฝีมือเหมือนกันนี่ งั้นเจ้าก็จงตายก่อนเถอะนะ สุนัขน้อยๆ ที่แสนจะซื่อสัตย์" ชาล็อตต์ยันตัวขึ้นอย่างง่ายดายพร้อมทำท่าปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า มือขวาหยิบขวานคู่มือที่หล่นพื้นเพราะการปะทะเมื่อครู่ขึ้นมาด้วยความรวดเร็วและเริ่มเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง

เคร้ง!!

เสียงดาบปะทะขวานดังขึ้นนำก่อน 1 ครั้ง ตามมาด้วยเสียงปะทะกันอีกนับไม่ถ้วน

เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง..

ประกายไฟแปลบปลาบของการเสียดสีของโลหะอย่างรวดเร็วปรากฏขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียง ราวกับเป็นดนตรีที่บรรเลงโดยนักรบสองคนที่กำลังร่ายรำเข้ากับจังหวะอันรวดเร็วและหนักหน่วงด้วยท่วงท่าอันสง่าและงดงาม

องครักษ์สาวยันตัวกระโดดถอยออกมาจากการปะทะ นางหันไปมองเจ้าหญิงน้อยผู้ชมระดับ VIP ที่ยืนดูติดขอบสนามและกำลังลุ้นจนตัวเกร็ง "เจ้าหญิง ทำไมไม่เสด็จหนีไปเพคะ.." เซน่าตีหน้ายักษ์ใส่คนดูเพียงคนเดียว

ฟ้าว!!
พูดยังไม่ทันจบขวานรูปสามเหลี่ยมก็แหวกอากาศตรงเข้ามาด้วยความรวดเร็ว เธอยกดาบสีน้ำเงินขึ้นตวัดเบี่ยงมันให้พ้นคอ ชาล็อตต์ส่งยิ้มมาพร้อมกับแววตาที่เยาะเย้ย "ข้าตอบให้แล้วกันนะ ไม่ใช่ไม่หนี.. แต่หนีไปไม่ได้ต่างหากล่ะ" ได้ยินดังนั้นองครักษ์สาวจึงรีบหันควับกลับไปมองนายของตนที่ได้แต่กระพริบตาปริบๆ เป็นเชิงขอโทษขอโพยมาให้

"เจ้าทำอะไรกับเจ้าหญิงของข้า!!" เซน่าขึ้นเสียงเป็นขู่กรรโชก ดาบในมือถูกตวัดกวัดแกว่งออกไปอย่างรวดเร็วไม่มียั้ง ด้วยอารมณ์โกรธจึงทำให้แต่ละดาบที่ฟาดฟันลงไปหนักหน่วงขึ้นหากแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับอ่านทางมันออกได้ง่ายกว่าเดิม

นักบงการธาตุชาวออโรเรียกเบี่ยงตัวไปข้างหลังของเซน่าก่อนจะกระซิบเบาๆที่ข้างหูเป็นเชิงยั่วแหย่ "โอ้..องค์หญิงสุดที่รักของเจ้าเป็นอะไรไปรึ แหม.. เล่นลืมความสามารถของนักบงการธาตุแบบข้าก็แย่สิ ข้าแค่ขอให้สายลมพันธนาการนางไว้กับที่ก็เท่านั้น อย่าว่าแต่จะเดินเลย จะขยับปากยังทำไม่ได้เลย เฮ้อ.. น่าสงสารจัง" ชาล็อตต์แสร้งตีหน้าเศร้า

"เจ้า!!" อัศวินวิหารตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล กระหน่ำดาบฟันใส่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยั้ง ดวงตาสีมรกตแปรเปลี่ยนจากเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเป็นลุกโชนด้วยไฟพิโรธในดวงตาทันที

ชาล็อตต์ส่ายหน้าดิก "อารมณ์ของเจ้า.. ทำให้เจ้าขาดความเยือกเย็นจึงอ่านทางข้าไม่ออก.. หากแต่นั่นทำให้ทางดาบของเจ้าถูกข้าอ่านออกได้ง่ายนัก.."

เคร้ง...

ดาบคู่กายขององครักษ์ถูกขวานของนักบงการธาตุตวัดหลุดลอยออกจากมือไปตกไกลตัว และเจ้าของลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น ดวงตาสีทับทิมฉายแววผิดหวัง "การเล่นจบแล้วเจ้าหมาน้อย องครักษ์แห่งนครแสงจันทร์ช่างอ่อนแออะไรอย่างนี้" ขวานคู่มือนางถูกยกขึ้น..

เหมือนทุกอย่างกลายเป็นภาพช้า สังฆราชขาวมองเห็นชาล็อตต์ค่อยๆ ยกขวานขึ้นอย่างเชื่องช้า.. ขวานสีม่วงค่อยๆ แหวกอากาศลงมายังเป้าหมาย คอ ระหงของอัศวินวิหาร แต่แล้วเจ้าของขวานกลับหยุดชะงักชั่ววินาที แล้วพลิกเอาด้านสันของขวานกระแทกใส่ฝ่ายตรงข้ามแทน

"รู้ไหม ข้าคิดวิธีที่ให้เจ้าเจ็บกว่าตายได้แล้วล่ะ.." นักบงการธาตุชาวออโรเรียลอบยิ้มมุมปากก่อนจะท่องบางสิ่งที่เหมือนกับ เวทมนตร์

"อากาศรายรอบตัวข้า จงเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นโซ่พันธนาการ... แอร์ ไบด์ (Air bide อากาศพันธนาการ)" สิ้นเสียงร่ายของชาล็อตต์ เซน่าก็รู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านตัววูบหนึ่ง แล้วร่างทั้งร่างก็เหมือนไม่ได้อยู่ใต้ความควบคุมของสมองอีกต่อไป เธอถลึงตาด้วยความโกรธ

ชาล็อตต์ค่อยๆ เดินนวยนาดเข้าไปหาเซน่าพร้อมกับใช้นิ้วช้อนปลายคางอัศวินสาวขึ้นมาสบตา "เป็นยังไง ขยับไม่ได้ใช่ไหมล่ะ.. ดีแล้วล่ะ" พูดเสร็จก็ใช้มือขวาตบฉาดเข้าไปที่แก้มซ้ายของฝ่ายตรงข้าม จนองครักษ์สาวหน้าหันตามแรงตบ

เพี๊ยะ!!

คนได้เปรียบทิ้งขวานลงกับพื้น วาดมือซ้ายตบเข้าให้อีกฉาด ตามด้วยมือขวา สลับกันไปอีกหลายครั้ง ยิ่งตบรอยยิ้มแสดงความพอใจบนใบหน้าของนางก็ยิ่งปรากฏเด่นชัดพอๆ กับรอย 5 นิ้วที่แก้มขององครักษ์สาว

"ฮ่าๆๆ" ชาล็อตต์หัวเราะลั่น มือขวาจิกผมของคู่อริขึ้นมา "รู้ไหมว่าข้าจะทำอะไรต่อ ให้ทาย" ดวงตาสีแดงทับทิมนั้นค่อยๆ เหลียวไปทางเจ้าหญิงของเซน่า องครักษ์สาวใช้นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองนางด้วยสายตาเคียดแค้น ริมฝีปากที่ไร้เรี่ยวแรงขยับขึ้นลงแผ่วเบา "..จัน.."

"แต่ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีนะข้าว่า" นางว่าด้วยน้ำเสียงร่าเริง รองเท้าบู๊ตหัวโลหะค่อยๆ ย่างก้าวตรงไปยังเป้าหมายหลักที่ยังคงขยับไม่ได้เช่นเดียวกับคนที่เพิ่งถูกจัดการไปเมื่อครู่

กึก.. กึก..
เสียงโลหะบนพื้นของรองเท้าบู๊ตกระทบพื้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

"..ทรา.."
น้ำเสียงอ่อนล้าดังขึ้นอีกครั้ง แต่นักบงการธาตุกลับไม่คิดแม้จะสนใจ เพราะเธอเดินมาถึงเป้าหมายแล้ว

"ข้าจะทำอะไรกับท่านดีนะเจ้าหญิง จะฆ่าให้ตายเลย หรือว่าจะทรมานให้หมาตรงนั้นเจ็บใจเล่นดี" ชาล็อตต์แสร้งทำท่าครุ่นคิด และแล้วนางก็ดีดนิ้วเปาะ "ฆ่าเลยดีกว่าหมดเรื่องหมดราว"

"..น้ำเงิน!!"
เซน่ากัดฟันพูดด้วยแรงเฮือกสุดท้าย พลันดาบสีน้ำเงินคู่กายอัศวินวิหารที่เคยนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นก็พุ่งตรงเข้าเสียบด้านหลังของนักบงการธาตุด้วยความแรงและเร็ว

ฉึก!!
“อั่ก..”

“หนอย ยังมีไพ่เด็ดซ่อนอยู่อีกรึ.. ไม่นึกว่าดาบจะตอบรับเสียงของเจ้า" ดวงตาสีทับทิมลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ ริมฝีปากสวยไอเอาเลือดทะลักออกมาเป็นลิ่มๆสีแดงสด เพราะดาบนั้นพลาดหัวใจไปไม่กี่เซนต์ นางชักดาบคู่กายอัศวินวิหารที่เคยเป็นสีน้ำเงินออกจากอกตัวเองแล้วขว้างทิ้งออกไปนอกหน้าต่าง

"สงสัย.. ต้องฆ่าเจ้าก่อนจริงๆ นั่นแหละ"
ชาล็อตต์เปลี่ยนเป้าหมายอีกครั้ง นางค่อยๆ พยุงร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสหันไปหาอริเก่า ขยับปากที่เริ่มเซียวขึ้นลงท่องคาถา

“เปลวไฟจากใต้พิภพเอ๋ย.. จงกลายเป็นเสาเพลิงเผาผลาญศัตรูแห่งข้า......” นักบงการธาตุสาวชูขวานสามเหลี่ยมสีม่วงขึ้นเหนือศีรษะ

“วัลคานิค อีรัปชั่น (Vulcanic eruption เพลิงนรกภูเขาไฟ)”

สิ้นเสียงร่ายคาถาของนาง ขวานสามเหลี่ยมก็ปักฉึกกับพื้น เกิดรอยแยกเป็นแนวตรงไปทางอัศวินวิหารสาว เซน่ามองมาที่เจ้าหญิงเป็นครั้งสุดท้าย "ลาก่อน.. น้องสาวที่รัก.." แล้วนัยน์ตาสีเขียวมรกตทั้งคู่ก็ค่อยๆหลุบลงเหมือนรู้ชะตากรรมของตัวเอง

ครึก ครึก!!
รอยแยกค่อยๆกว้างขึ้นและแตกระแหงเหมือนดินแห้งๆ ตามทุ่งนารกร้าง

ตูม ตูม ตูม!!

ทันทีที่พื้นหยุดการแตกแยกเสียงเสาไฟสีแดงฉานที่ระเบิดพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกกระทบตัวเซน่าดังถึ่ยิบ ระคนกับเสียงกรีดร้องโอดครวญของหล่อนไม่ขาดสาย

“ข้าแต่เทพีเทียร์น่าบนสรวงอันศักดิ์สิทธิ์ ที่พวกข้าเคารพบูชา โปรดแปรเปลี่ยนเปลวเพลิงทมิฬอันร้อนแรง ให้เป็นเปลวศักดิ์สิทธิ์ เพื่อชำระจิตวิญญาณแห่งตัวข้าและรักษาเหล่าสหายของข้าด้วย..” เสียงท่องมนตราดังมาจากปากของเจ้าหญิงที่เป็นอิสระจากพันธนาแห่งสายลม นักบงการธาตุหันไปมองด้วยสายตาเคียดแค้น

“ไวท์ เฟลม (White flame เพลิงบริสุทธิ์)”

สิ้นเสียงร่ายมนต์เสาเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำด้วยความสำราญก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีบริสุทธิ์จากฐานค่อยๆ ไล่ขึ้นไปจนถึงยอดจากนั้นจึงค่อยๆ ลางเลือนไปจากคลองจักษุ

"สายไปหรือ?" สังฆราชขาวถามตัวเองเมื่อภาพที่ปรากฏต่อหน้าไม่ใช่องครักษ์คนเดิมที่ทำหน้าตายใส่เธอตลอดเวลา หยาดน้ำใสๆ เอ่อท้นออกมาเหมือนเขื่อนทลายเมื่อเธอได้รับรู้ว่าความจริงมันเป็นเช่นไร ไม่มีเวทมนตร์บทไหนที่จะชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วให้กลับฟื้นคืนได้ "ลาก่อนพี่สาวที่แสนดี.." เจ้าหญิงองค์โตแห่งลูนาร์เทียพึมพำด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย

รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปากที่ซีดเซียว ชาล็อตต์ใช้ขวานคู่ใจพยุงตัวขึ้นช้าๆ "ต่อไป.. ก็ตาของท่าน.. เจ้าหญิง แค่ก.." นางสำรอกโลหิตสดๆ ออกมาคำหนึ่ง

ราชนิกูลสาวลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆ เดินจากไปโดยไม่ไยดีกับศัตรูใกล้ตาย

"หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าจะฆ่าเจ้า" ชาล็อตต์แผดเสียงลั่น แต่ก็ไร้ผล มีเพียงเสียงพึมพำเบาๆ ดังมาจากสังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทีย

"ซาเคร็ด เอ็กซ์โพลสชัน (Sacred explosion ระเบิดแสงศักดิ์สิทธิ์)"

วาบ!!
วงแสงสีขาวก่อตัวที่กลางหน้าอกของนักบงการธาตุก่อนที่มันจะขยายตัวออกและระเบิดดังสนั่น

บรึ้มมมมม!!!

...

ระเบียงลอยฟ้า สะพานเชื่อมปราสาทซีกตะวันตกและตะวันออก..

ที่ระเบียงลอยฟ้าขณะนี้พลุกพล่านไปด้วยเหล่ามังกรไวเวิร์นที่บินฉวัดเฉวียน ที่นั่นอัศวินมังกรกำลังปะทะอยู่กับนักรบเกราะสีน้ำเงิน หอกกำลังปะทะหอก ทักษะของทั้งสองถูกงัดออกมาใช้อย่างสุดกำลัง

"หลีกไป ข้าต้องไปช่วยเจ้าหญิง" คล็อดตะโกนบอก ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขามีประกายโกรธ หมวกเหล็กถูกฟันกระเด็นหลุดเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูเด็ก ผมสีบลอนด์ที่รวบไว้ที่ท้ายทอยกำลังพริ้วตามลม ตัดกับเงาพระจันทร์ทั้งสองดวง

อัศวินมังกรหัวหน้าหน่วยรบมังกรบินที่เอาแต่ยิ้มกวนๆ ดูเหมือนไม่มีทางให้เด็กหนุ่มทำตามใจได้ หอกคู่กายกวัดแกว่งด้วยความเร็วยากที่คนธรรมดาๆ จะมองทัน "ไม่ต้องไปแล้วล่ะมั้ง ป่านนี้เจ้าหญิงโดนเจื๋อน เรียบร้อยแล้วแหละ สู้กับข้าให้สนุกดีกว่า ไอ้หนูกลาดิเอเตอร์"

เจ้าหญิงค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากทางออกซีกตะวันออกอย่างยากเลื่อนลอย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกลับไร้แววความสดใส มีแต่ประกายของความเศร้าหมอง

"องค์หญิง" นักรบกลาดิเอเตอร์พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม แต่มันกลับจางหายไปเมื่อมองเห็นความจริงที่ว่าคนที่ควรอยู่ข้างกายของนางหายไป เขารำพึงกับตัวเองในใจ "พี่เซน่า.. หรือว่าท่าน.." แต่อัศวินมังกรกลับเบ้หน้า "ชิ มีเรื่องน่าเบื่อมาขัดซะแล้วสิ"

"..ข้าไม่ยอม.. ข้าไม่ยอมตายคนเดียว.. พวกเจ้าต้องไปกับข้า.. ตกลงไปตายให้หมดเลย.." น้ำเสียงขุ่นมัวดังขึ้นข้างหลังของเจ้าหญิง "ร็อค แอวาแลนช์ (Rock avalanche ภูผาทลาย)"

พื้นระเบียงสั่นครืน ก้อนอิฐค่อยๆหลุดร่วงสู่เบื้องล่างทีละก้อนสองก้อน ระเบียงลอยฟ้ากำลังจะถล่มในไม่ช้า!!

"เฮ้ย! ยัยบ้าชาล็อตต์ จะฆ่าข้าด้วยรึไง" ดราโกสบถอย่างหัวเสีย แล้วผิวปากหวือเรียกมังกรบินประจำตัวมารับ

ครืน.....

ระเบียงค่อยๆ ทลายลง เจ้าหญิงหันมามององครักษ์คนเดียวที่เหลืออยู่ที่อยู่ แต่ทั้งสองอยู่คนละซีกของระเบียงที่ยาวเกือบ 100 เมตร ก่อนที่พื้นจะทลายลงไป ร่างบางค่อยๆ ลอยละลิ่วลงสู่พื้นเบื้องล่างที่การรบยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อสติกลับมาเริ่มทำงาน สถานการณ์ที่กำลังประสบอยู่ก็ถูกประมวลผลและรายงานกลับไปยังสมอง คำว่าตายแน่ลอยวนเวียนอยู่เต็มหัวของราชนิกูลสาว และสิ่งเดียวที่จะทำได้ในสถานการณ์นี้ก็คือ..

"กรี๊ดดดดดดด!!"

"เจ้าหญิง!!" องครักษ์ตะโกนลั่น กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและกระโจนตามลงไปอย่างบ้าระห่ำ

มือเล็กๆ ของสังฆราชขาวพยายามไขว่คว้ามืออีกข้างที่กำลังยื่นส่งลงมาให้

"คล็อด!!!!!"
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Apr 28, 2007 7:57 pm

...

“รู้สึกว่าทางนี้จะมีคนมีฝีมือนะ..” จักรพรรดิคลั่งที่เข้ามาเห็นเวทอัญเชิญขั้นสูงสุดบทหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงชวนสยอง วูลฟ์ และ คิดที่กำลังจะสับประยุทธิ์กันหันหลังกลับมามองอย่างรวดเร็ว ราชาแห่งโซเลียสั่งนักรบดำแห่งโซเลียด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจนัยน์ตาข้างซ้ายส่องประกายสีโลหิตชวนหวาดหวั่น “วูลฟ์.. ข้าต้องการสู้กับเจ้านี่ เจ้าไปจัดการกับออโรร่า”

“ท่านครอส พอได้แล้ว.. ข้า.. ข้าไม่ต้องการให้มีการเสียชีวิตผู้คนของทั้งสองฝ่าย” เสียงหวานแต่สั่นเครือของสตรีเอ่ยกับจอมทัพแห่งโซเลีย

ครอสหันกลับมามองก็พบกับเจ้าหญิงองค์เล็กแห่งลูนาร์เทีย มือที่ถือไพ่ทำนายสำหรับโจมตีสั่นระริกด้วยความกลัว แต่กลับมีแววความแน่วแน่ฉายในดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มของเธอ จักรพรรดิคลั่งขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขาเสยผมสีนิลกาฬให้เข้าทรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ข้าต้องการ.. ทุกอย่างรอบตัวข้า.. ทุกอย่างที่ข้าเห็น.. ทุกอย่างที่ข้าไม่ได้.. ทุกอย่างมันช่างดูรกหูรกตา.. ข้าอยากทำลายมัน ทำลายให้หมดทุกอย่าง.. แม้แต่โลกใบนี้ข้าก็จะทำลายมัน”

องค์หญิงแห่งลูนาร์เทียตัวสั่นเมื่อได้ยินคำพูดของจักรพรรดิคลั่ง นักเวทมนตร์อสูรแห่งลูนาร์เทียเริ่มกระชับไม้เท้าในมือ เท้าขวาเริ่มขยับจากที่เดิม เหงื่อหยดเล็กๆ ไหลซึมตามไรผมเพราะแรงกดดันของจอมทัพแห่งโซเลีย หัวหน้านักรบดำของประเทศผู้รุกรานก็เช่นเดียวกัน แล้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของจอมทัพฝ่ายศัตรูก็เกิดเสียงระเบิดขึ้น..

ตูมมม!!!

นักรบในชุดหนังสีดำกระโจนขึ้นจากช่องพื้นที่ถูกถล่มที่ร่วงลงไป ในมือทั้งสองกำดาบยักษ์สีดำสนิทเล่มใหม่ที่เปล่งรัศมีสีม่วงจางๆ ออกมาจากตัวดาบ มันคือดาบปีศาจในตำนานที่เป็นที่หวั่นกลัวกันเพราะว่าดาบเล่มนี้กินวิญญาณของผู้ใช้เพื่อแลกกับพลังทำลายที่เพิ่มขึ้นของตัวดาบเอง!

ฟ้าว

เสียงดาบตัดอากาศวูบเข้ามาทางด้านบน ครอสหันควับพร้อมกับกระโจนหลบวูบ เขาได้ยินเสียงพื้นสนั่นลั่นโครมพร้อมกับฝุ่นและเศษศิลาปูพื้นปลิวว่อน จอมทัพแห่งโซเลียส่งแววตาขุ่นมาทางต้นเสียง

“ครอส แก” สำเนียงคุ้นเคยดังมาจากปากนักรบดำผู้หมายเอาชีวิต เซนตวัดดาบที่ปักพื้นขึ้นฟันอากาศวูบหมายกลางลำตัว แต่พลาดไปไม่กี่เซนติเมตร ครอสไหวกายหลบพร้อมยกดาบขึ้นฟันสวนกลับไป “หนอย!!!!”

เคร้ง !!

โผละ!!

เกราะไหล่สีเงินที่เคยวาววับของเซนขาดกระเด็นออกจากกัน เซนฉวยโอกาสวาดดาบขึ้นสวนทันควัน ครอสหงายตัวขึ้นหลบแต่ช้าไปเพียงนิดเดียว “บัดซบ”

ฉูดดด..

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!”
เลือดแดงฉานกระเซ็นออกจากแผลดาบที่เซนฝากไว้ให้ที่ตาขวา จอมทัพมังกรเทพผงะไปชั่วขณะ เซนตวัดดาบฟาดฟันลงไปอีกครั้ง

เคร้ง..เปรี๊ยะ!!

เกราะสีทองที่ปกป้องร่างกายของจักรพรรดิคลั่งเริ่มปริแทบจะแยกเป็นสองส่วนเมื่อถูกดาบสีดำสนิทฟันลงไปเต็มรัก

“อีวิลคาลิเบอร์รัช(Evilcalibur rush)” สิ้นเสียงตะโกนดาบคู่มือเล่มใหม่ก็ส่องประกายสีม่วงสว่างจ้า เซนบรรจงฟันดาบยักษ์ลงไปไม่ยั้ง

ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม!!!

เสียงรัวดาบดังขึ้นถี่ยิบพร้อมกับเสียงระเบิดที่เหมือนจะดังขึ้นทุกครั้งที่ดาบกระทบตัวคู่ต่อสู้ และรอยยิ้มแสยะชั่วร้ายที่ไม่เคยมีมาก่อนปรากฏบนใบหน้าของเซน

ตูมมม!!!

“ย้ากกก..” ดาบสุดท้ายของเซนกำลังจะถูกยกฟันขึ้นเพื่อเสยร่างของคู่ต่อสู้ขึ้นให้ลอยละลิ่วกลางอากาศ

ครืนนนนนน........

“กรี๊ดดดดด!!”

“แองเจลาระวัง!!!”

เสียงสตรีสาวแรกรุ่นพร้อมกับเสียงของเด็กหนุ่มดังโหวกเหวกจากเบื้องบน ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเซนยั้งดาบสุดท้ายแล้วแหงนหน้าขึ้นมอง

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาขององครักษ์หนุ่มก็คือ ภาพของเจ้าหญิงแองเจลาและองครักษ์ผมบลอนด์ที่รวบตัวเจ้าหญิงไว้ในอ้อมกอดร่วงลงมาจากกลางอากาศพร้อมกับก้อนศิลาที่เคยเป็นสะพานพาดระหว่างยอดปราสาททั้งสองซีก เซนทำหน้าสยอง “เฮ้ย!!”

คล็อดกระโดดไปมาบนก้อนหินที่ร่วงลงมาอย่างไม่ขาดสายจนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย เขาวางเจ้าหญิงลงอย่างนุ่มนวล แอนเน็ตต์เห็นดังนั้นจึงเตรียมวิ่งถลาเข้ามาหาพี่สาวอย่างรวดเร็ว

จักรพรรดิคลั่งผู้ฟุบอยู่กับพื้นสบจังหวะล้วงสิ่งของบางอย่างในคอเสื้อ มันเป็นผลึกสีม่วงอ่อนส่องประกายแวววาวสะท้อนแสงจันทร์สีเหลืองนวล

“ข้าแต่ราชินีแห่งจันทราและรัตติกาลผู้งดงาม.. ข้าขอวิงวอนท่าน.. จงมอบพลังแห่งความมืดอนธการสู่รอบตัวข้า.. ขอห้วงอากาศจงบิดเบือนห้วงเวลาจงแปรผัน.. ทุกสิ่งจงสูญสลายด้วยอำนาจแห่งแรงโน้มถ่วง! กราวิตี้ชาออส(Gravity chaos)”

ถ้อยคำสวดมนตราประหลาดที่ท่องออกมาจากริมฝีปากที่เปรอะไปด้วยเลือดของครอสทำให้ผลึกสีม่วงประหลาดในมือส่องแสงสว่างจ้า บรรยากาศรอบๆ ตัวของเขาเริ่มหมุนวนและบีบอัดตัวเป็นก้อนกลมสีม่วงขนาดมหึมา ภายในประจุไว้ด้วยกระแสไฟฟ้าส่องประกายแปลบปลาบ

เมื่อเซนหันกลับมาเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าก็ถึงกับตกตะลึง “ฉิบหายแล้ว หนีเร็ว!!” เขาสบถพร้อมกับโบกมือไล่ทหารที่ดูเหตุการณ์อยู่รายล้อมให้ถอยออกไปให้ไกลที่สุด

“..ข้า ไม่ยอมตายคนเดียวหรอก ..ข้าจะเอาพวกแกไปด้วย..” ครอสแค่นคำพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มครั้งสุดท้าย และมือที่กุมรองเท้าหนังของเซนไว้แน่น

แล้วก้อนพลังทรงกลมประหลาดก็ส่องแสงสว่างจ้าพร้อมกับแรงระเบิดขนาดใหญ่กลืนกินอาณาเขตกว้าง นัยน์ตาของคล็อดเบิกกว้างเขารีบพลิกเอาตัวเข้าบังแองเจลาอย่างไม่เสียดายชีวิต แต่แล้วบาเรียแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้นกางกั้นเหล่าทหารที่อยู่รอบนอกไว้ แอนเน็ตต์มองเห็นพี่สาวของตนส่งรอยยิ้มให้ เธอนั่นเองที่เป็นคนกางอาณาเขตป้องกัน เจ้าหญิงองค์เล็กแห่งลูนาร์เทียตะโกนลั่น “พี่หญิง!!!!!!!!!!!!!!”

ตูมมมมมมมมมมมมม!!!!

เสียงระเบิดสนั่นดังไปทั่วทั้งบริเวณ ภาพที่ทุกคนมองเห็นทุกอย่างกลายเป็นสีม่วงสว่างจ้าและในไม่ช้าก็พลันกลายเป็นความมืดสนิท มืดชนิดที่ไร้ก้นบึ้ง พร้อมกับภาพผู้คนที่ค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับการระเบิดครั้งใหญ่!!



“พี่หญิง!!!!!!!!!!!”
เสียงตะโกนร้องของแอนเน็ตต์ยังคงดังก้องซ้ำไปซ้ำมาท่ามกลางความมืดสนิท

แองเจลาพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งออก แต่เธอกลับไร้เรี่ยวแรง ในที่สุดแพขนตาหนาของเจ้าหญิงขยับยกขึ้นเล็กน้อยแต่ก็เพียงพอที่จะให้ดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้าราตรีคู่นั้นมองเห็นสิ่งรอบตัว..

“ที่นี่.. ข้าอยู่.. ที่ไหนกัน?”
ทุกสิ่งอยู่ในความปั่นป่วนแสงสีโทนน้ำเงินเข้มบ้างอ่อนบ้างวิ่งวนไปวนมาน่าเวียนหัว ภาพของเหตุการณ์และสถาณที่ต่างๆ วิ่งผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงคำพูดมากมายของผู้คนผสมปนเปจนฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างทำให้เธอรู้สึกปวดหัว

“เวลางั้นหรือ.. นี่คือผลจากการบิดเบือนของเวลา?”
ด้วยความคิดที่สับสนวกวนบวกกับความเหนื่อยล้า ในที่สุดเรี่ยวแรงของเธอก็เหือดหายไปจนหมด เธอกุมมืออุ่นที่คอยปกป้องไม่ยอมปล่อยให้แน่นขึ้น “คล็อด..”

เปลือกตาของเจ้าหญิงค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ ก่อนที่ประสาทสัมผัสทั้งหลายทั้งมวลของเธอจะไร้ความรู้สึกไป เหลือเพียงสัมผัสอบอุ่นจากมือของผู้ที่รักที่สุดและเสียงกระซิบสุดท้ายของสังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทีย “คล็อด.. ข้ารักเจ้า”
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed May 09, 2007 9:48 am

บทที 13
ผู้ข้ามกาลเวลา..


แองเจลาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกับถอนหายใจแผ่ว เธอยิ้มอย่างเศร้าๆ ให้กับเพื่อนทั้งสองคน(กับหนึ่งผี) “ฉันเดินทางข้ามกาลเวลามาเพราะมนตราโบราณบทนั้น.. มนตราต้องห้ามของเผ่าบูชาพระจันทร์.. 100 ปี.. เวลา 100 ปีที่ฉันได้ล่องลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงมิติเวลาอันบิดเบี้ยว มันนานเกินพอที่จะทำให้ความทรงจำของใครซักคนในนั้นเลือนหายไปจนหมดสิ้น.. ซึ่งนั่นก็รวมถึงฉันด้วย..”


“...” นาตาเลียนิ่งเงียบพูดไม่ออก ดวงตาสีน้ำตาลจางของเธอไหวระริกเพราะสิ่งที่ไม่เคยคิดจะได้ยินจากคนเป็นเพื่อน คาเรนก็ทำหน้าเศร้า หางที่เคยกระดิกไปมาอย่างอารมณ์ดีแค่ส่ายไปมาอย่างช้าๆ เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก

“คล็อดก็คงเหมือนกันสินะ..” คาเรนพูดเหมือนรำพึง

ราชนิกูลสาวพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันก็คิดอย่างนั้น..”

นาตาชาโผเข้าไปกอดเจ้าหญิงแห่งประเทศแสงพระจันทร์แน่น “ไม่เคยนึกเลย.. ว่าเธอจะน่าสงสารอย่างนี้..”

“นาตาชา.. พอๆ ..ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก.. ฉันมันคนหัวดื้อ ใครๆ ก็ว่าฉันน่ะดื้อเหมือนกับท่านแม่ที่สุด เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฉันต้องทำให้ความทรงจำของเขากลับมาให้ได้ เรื่องร้องไห้น่ะพอเถอะ” แองเจลากลับมาพูดด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นเดิม

“แล้วเจ้าหญิงจะสามารถทำได้รึเพคะ?” นาตาชากระเซ้ากับเจ้าหญิง

“ต้องทำได้สิ.. เธอก็เคยรู้ว่าฉันน่ะก็เคยลืมมันไปเหมือนกัน แต่ในที่สุดฉันก็จำได้ แล้วคิดหรือว่าฉันจะหาวิธีไม่ได้น่ะ.. แต่ว่า.. ถ้าหมดหนทางแล้วจริงๆ ถึงจะต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ฉันก็จะทำ แลกด้วยอะไรก็ยอมขอให้แค่เขา.. จำฉันได้..” แองเจลาตอบด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

“เอ่อ.. แองเจลา.. ขอถามอะไรซักอย่างสิ” คาเรนก้มหน้าดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์ของเอถูกบังมิดด้วยปอยผมสีม่วงที่ปรกลงมา

แองเจลาเลิกคิ้วสูง “อะไรเหรอ?”

“เธอ.. ตั้งแต่ตอนที่ความทรงจำกลับมาแล้ว เธอไม่เคยคิดเลยเหรอว่าจะกลับไปยังบ้านเกิด ที่นั่น.. อาจยังมีใครที่เฝ้ารอการกลับมาของเธอ..” คาเรนพูดโดยไม่สบตาของคู่สนทนา

“...” แองเจลานิ่งไปพักใหญ่ เธอแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามก่อนจะตอบว่า “คิดสิ.. คิดตลอดเวลา.. คิดว่าป่านนี้ที่นั่นจะเป็นยังไง.. บ้านของฉันจะเปลี่ยนไปขนาดไหน.. แล้วสวนดอกไม้ที่ฉันชอบจะมีคนดูแลหรือเปล่า.. คิดจนไม่รู้จะคิดยังไง.. แต่ทุกครั้งที่คิดมันก็มาจบลงที่คำว่า.. กลัว..”

“กลัว.. ฉันกลัวจนไม่รู้จะพูดว่ายังไง.. กลัวว่าจะไม่หลงเหลืออะไรแม้กระทั่งซากปรักของบ้าน.. กลัวว่าแผ่นดินมาตุภูมิจะหายไปจากแผนที่.. กลัวว่าจะไม่เหลือแม้คนที่ร่วมสายเลือดเดียวกัน.. กลัวว่าคนที่รู้จักทุกคนจะตายโดยไร้ซึ่งแม้กระทั่งป้ายหลุมศพ..” นักดาบหญิงพูดทั้งน้ำตาและเสียงที่สั่นเครือ

ราชนิกูลสาวปาดน้ำตา “อีกอย่าง.. ชาวมังกรศักดิ์สิทธิ์อย่างฉันมีอายุขัยสั้นมาก แค่มีชีวิตอยู่เกิน 40 ปีก็นับว่าเก่งแล้ว แล้วลองคิดดูสิ 100 ปีที่ผ่านไป จะยังมีใครที่ฉันรู้จักหลงเหลืออยู่อีกหรือ ฉัน.. กลัวจริงๆ ..”

เพี๊ยะ!!
ผ่ามือของคาเรนฟาดเข้าที่แก้มซ้ายของแองเจลาฉาดใหญ่ แองเจลาลูบแก้มข้างที่ถูกตบจนเป็นรอยแดงด้วยความงุนงง

“ขี้ขลาด! เจ้ามันขี้ขลาดสิ้นดี! หึ! สังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทียก็แค่ผู้หญิงตาขาว ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นเลยรึไง ความรู้สึกของคนที่รอเจ้าน่ะ เพราะว่าเจ้ามัวแต่กลัวจนไม่กล้าทำอะไร!” คาเรนตวาดใส่แองเจลาอย่างรุนแรง

แต่แล้วน้ำเสียงแข็งกร้าวก็อ่อนลงกลายเป็นคำพูดที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์เศร้า “แองเจลา.. การรอน่ะมันทรมานมากนะ ได้โปรด.. อย่าทำผิดเหมือนอย่างข้าอีกเลย.. อย่างน้อย.. แค่ไปเยี่ยมหลุมศพก็ยังดี แต่เจ้าต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง.. อย่ามัวแต่คิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้นมันจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะความจริงน่ะ มันอาจไม่เหมือนสิ่งที่คิดหรอก” แองเจลามองเห็นดวงตาของเธอกลายเป็นสีทองแข็งกร้าวมีอำนาจ แต่แค่เพียงวูบเดียวมันก็กลายเป็นดวงตาที่แสดงความปวดร้าว ก่อนที่จะกลับมาเป็นสีม่วงลาเวนเดอร์อย่างเดิม

“คาเรน..” แองเจลาตัวสั่นเทิ้ม เธอไม่ได้โกรธหากแต่รู้สึกขอบคุณที่ช่วยปัดเป่าเมฆหมอกแห่งความหวาดกลัวในใจออกไปจากใจเธอจนหมดสิ้น เธอกอดเพื่อนใหม่ผู้แสนจริงใจไว้ในอ้อมกอดแน่น “..ขอบคุณ”

“ฉะ.. ฉันทำอะไรลงไปเหรอ?” คาเรนทำหน้าสงสัย “มันวูบๆ เหมือนสติขาดไปงั้นแหละ”

เจ้าหญิงในคราบนักดาบสาวส่ายหน้าดิก เธอยังคงกอดเพื่อนสาวชาวฮาล์ฟไว้แน่น “ไม่เป็นไรหรอก.. เธอแค่โกรธในความงี่เง่าของฉันจนลืมตัวแค่นั้นเอง.. แต่ว่านะ.. เธอทำให้ฉันตัดสินใจได้”

“ฉันจะกลับ.. บ้าน” แองเจลาพูดพร้อมรอยยิ้ม คำว่า ‘บ้าน’ ของเธอฟังดูช่างอบอุ่น



เฮรินน่ายื่นมือมากุมมือของคล็อดไว้ แล้วกล่าวอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “อย่ากังวลเลยนะ.. เจ้าทำได้ข้ารู้ คล็อด.. ข้าแน่ใจว่าถึงอย่างไรเจ้าก็เลือกความทรงจำและตัวตนที่หายไปของเจ้าแน่ ถ้าปรารถนาเช่นนั้นเจ้าจงตามหาสิ่งสะท้อนตัวตนทั้ง 2 ชิ้น..”

“สิ่งสะท้อนตัวตน?” ชายหนุ่มทวนคำด้วยความสงสัย เฮรินน่าพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงรับ “ใช่มันจะนำพาความทรงจำและตัวตนที่แท้จริงของเจ้ากลับมา.. แต่เจ้าจะต้องค้นหาเองว่ามันคืออะไร” นางเบิกผ้าบางที่คลุมใบหน้าออก เผยให้เห็นดวงตาสีเหล็กเป็นประกายที่จับจ้องมายังใบหน้าของเด็กหนุ่ม นางโน้มตัวเข้าไปจูบที่แก้มของเขาเบาๆ แล้วแย้มยิ้มบาง “ที่เอลรอน นครแห่งเอลฟ์จะมีคำตอบให้แก่เจ้า เด็กน้อย..”

“คะ..คุณเฮรินน่า.. ทำอะไรน่ะ!” คล็อดผงะหนีพร้อมกับเอามือลูบร่องรอยอ่อนละมุนที่แก้ม นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของชายหนุ่มจับจ้องใบหน้าที่งดงามที่ไร้แพรพรรณมาบดบังของเฮรินน่าเขม็ง ดวงตาทรงอำนาจแต่ก็แฝงแววแห่งความอารี ผิวที่ขาวสะอาดราวหิมะแรกของเหมันต์ รอยยิ้มประหลาดที่เหมือนจะชักพาสู่ความฝัน เรือนผมยาวเป็นประกายดุจดวงดาวที่ยาวระพื้นห้อง

“ค่าแลกเปลี่ยนไง.. ก็เจ้าได้เห็นหน้าข้าแล้วนี่ แหม.. ลูกชอบอย่างไงแม่ก็ชอบอย่างนั้นแหละ” นักพยากรณ์สาวตอบยิ้มๆ แต่เมื่อเห็นคล็อดทำท่าอ้ำอึ้งของชายหนุ่มนางจึง โบกมือผ่านหน้าของเขาไปมาแล้วพูดแกมหยอก “เป็นอะไร.. อย่าบอกนะว่าเกิดชอบข้าขึ้นมา?”

ฉากสนทนาของเขากับเฮรินน่าหรือโซเฟียยังคงปรากฏเด่นชัดในห้วงคิด คล็อดระบายลมหายใจยาว “ชอบน่ะมันชอบอยู่หรอก.. แต่ว่ามันชอบแบบ.. แม่กับลูกน่ะสิ”

คล็อดคิดไปคิดมาก็สั่นหัวดิก “เฮ้อ.. คิดมากไปได้ ไปหาอะไรใส่ท้องที่ร้านพี่รีน่าดีกว่า” ว่าแล้วเขาก็เดินดุ่มๆ กลืนหายไปกับฝูงชนที่เดินพลุกพล่านในเมือง

...

ร้านกาแฟรีน่ายังคงเต็มไปด้วยลูกค้าขาประจำและไม่ขาประจำอย่างคล็อดเต็มไปหมด เด็กหนุ่มตัดสินใจเลือกที่จะนั่งใกล้เคาน์เตอร์เพื่อหาอะไรคุยกับพี่สาวเจ้าของร้านสุดสวยที่ชื่อว่ารีน่า สตาร์ริ่ง

“อ้าว.. คล็อดนี่นานั่งๆ ว่าแต่เราน่ะหาที่พักได้รึยัง?” รีน่าถามอย่างเป็นกันเองเพราะความถูกชะตาเป็นพิเศษ

“หา.. ยังไม่ได้หาเลยครับ” คล็อดเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องที่พักเสียสนิทเลย

ไบรอันโผล่พรวดขึ้นมาจากหลังร้านพร้อมกับจานอาหารพร้อมเสิร์ฟ เขาชูนิ้วโป้งส่งให้คล็อด “งั้นก็อยู่ที่นี่ก่อนเป็นไง”

“ก็ได้จ้ะ แต่พี่คิดค่าเช่าแพงนะ” รีน่าทำตาเจ้าเล่ห์เล่นเอาคล็อดเหงื่อตก ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างหน้าตาเฉย “แล้วเรื่องดูดวงเป็นไงบ้างจ๊ะ?”

คล็อดเบ้หน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ แล้วหัวเราะแห้งๆ “ท่าทางพักนี้ผมจะดวงไม่ดีซักเท่าไหร่เหอะๆ”

“เหรอจ๊ะ” เจ้าของร้านหัวเราะเบาๆ คล็อดคิดในใจว่ายังไงเรื่องที่ว่าเฮรินน่าก็คือโซเฟีย เฮรินน่า แมกซ์เวล คนนั้นยังไงก็จะไม่บอกใครเด็ดขาด

“นี่คุณรีน่า จะสนใจเจ้าหนูนั่นมากไปหน่อยล่ะมั้ง เมื่อกลางวันก็เลี้ยงข้าวไปทีแล้ว สนใจลูกค้าขาประจำอย่างเรามั่งเซ่” ลูกค้าคนนึงแซวขึ้น เรียกเสียงเฮลั่นได้จากเหล่าลูกค้าผู้ชายที่หมายตาเจ้าของร้านสุดสวยไว้ตั้งแต่แรก “ผมน่ะนะชวนคุณไปกินข้าวตั้งหลายครั้งยังไม่ยอมไปด้วยเลยซักกะครั้งเดียวเลย โธ่!”

“เงียบไปเลย.. จะกินดีๆ รึว่าอยากจะกินทางสายยางหา!!!” รีน่าแหวลั่นร้านพลางเอากระทะมาโบกไปมา ทำเอาเสียงเฮเงียบกริบ เหลือแต่รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของไบรอันและคล็อด

ลูกค้าคนเดิมบ่นอุบอิบเกาหัวแกรกๆ “สวยแต่ไม่น่าดุเลยเฟ้ย”

“นี่!!ได้ยินนะ เมื่อกี้ว่าใครดุ พูดอย่างนี้มาดวลดาบกันซักหน่อยเอามั๊ย ชักดาบออกมาเลย!!” อดีตนักดาบหญิงที่เก่งที่สุดในเมืองว่าพลางถลกแขนเสื้อขึ้นพร้อมกับเรียกดาบเรียวประจำตัวมาไว้ในมือแล้ววาดดาบชี้หน้าคนแซว

“ขะ..ขอโทษก๊าบ” ในที่สุดเขาก็ยกมือยอมแพ้น้ำตาไหลเป็นสาย รีน่ายิ้มอย่างคนมีชัยแล้วค่อยๆ ลดดาบลง

“คุณรีน่าครับ คัดเลือกธิดาวารีปีนี้จะเข้าประกวดมั๊ย ผมจะได้ไปเชียร์” ลูกค้าอีกคนยกแก้วเหล้าชูให้

รีน่ายิ้มหวานให้ “ไม่ได้เข้าจ้ะแต่ปีนี้มีคนน่ารักลงหลายคนเลยแหละ เมื่อกี้แองเจลาบอกจะลงประกวดด้วยนะ แล้วบอกว่าจะพาน้องสาวของนาธานมาประกวดด้วยนี่”

ลูกค้าคนที่ชูแก้วลดแก้วในมือลงอย่างผิดหวังเล็กน้อย “ว้า.. งั้นเหรอครับ แย่หน่อยนะ.. รู้ป่าวว่าผมน่ะแฟนตัวยงของคุณเลย”

เสร็จแล้วรีน่าหันมาคุยกับคล็อดต่อ “เอ้าว่าไง ตัดสินใจได้รึยังว่าจะอยู่ที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ” นัยน์ตาสีฟ้าสดใสของรีน่าจ้องคล็อดด้วยสายตาเอาจริง คล็อดพยักหน้าตกลงด้วยความไม่อยากขัดใจเพราะเพิ่งเห็นโหมดโหดของเจ้าของร้านคนสวยสดๆ กับตา

“พี่บอกว่าแองเจลามาเมื่อกี้เหรอ” ไบรอันที่เพิ่งเดินกลับมาจากยกอาหารไปเสิร์ฟถามขึ้นอย่างลอยๆ

“อื้อ มากับนาธานและผู้หญิงอีกคนผมยาวสีม่วง” รีน่าว่าแล้วส่งแก้วใส่น้ำแข็งให้คล็อด

“ผู้หญิงผมม่วง คาเรนรึเปล่า?” ไบรอันกระซิบถามคล็อดที่ดูเหมือนจะพยักหน้าเห็นด้วยแล้วคว้าแก้วน้ำแข็งขึ้นซดอึกอึก..

คล็อดทำท่าทางครุ่นคิด ก่อนจะหันไปถามนักรบรับจ้างที่ตอนนี้มาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านของพี่สาวตัวเอง “แองเจลา.. ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ?” และก็ได้คำตอบเป็นการพยักหน้าที่เขาบอกกับตัวเองว่ามันดูน่าเตะมากกว่าน่ารัก

“แล้ว..ไอ้การคัดเลือกธิดาวารีน่ะ มันคืออะไรเหรอครับ?” คล็อดถามรีน่าที่หันมาสบตากับเขาพอดิบพอดี

รีน่ารวบรวมความคิด “จะพูดไงดีล่ะ.. มันก็คล้ายๆ การประกวดที่มีเป็นประจำทุกปีในเทศกาลเทพีสมุทรน่ะ โดยธิดาวารีน่ะเป็นตำแหน่งคล้ายๆ มิโกะที่เป็นผู้ติดต่อกับเทพีสมุทร ท่านเอลดีน และคนที่ได้รับเลือกจะได้รับพร 1 ข้อจากท่านเทพีสมุทรโดยตรงเลยด้วย เป็นไง น่าทึ่งใช่มั๊ย แล้วอีกอย่างนะ อาจได้ไปเที่ยวในที่ๆ คนอื่นไม่เคยไปด้วย(ใต้ทะเลไง)”

“แล้วคุณรีน่าก็เคยได้รับเลือกเป็นธิดาวารีด้วย ไม่ใช่ว่าคุย ฉันน่ะตามดูทุกปีเลยนะ เหมือนนางงามระดับโลกเลยฮ่าๆ นอกจากนั้นนะยังมีการทดสอบของท่านเลเวียธานอีก คนที่ตอบคำถามของท่านเลเวียธานถูกจะสามารถเลือกสมบัติอะไรก็ได้ชิ้นนึงจากคลังของท่านด้วยนะ สนใจบ้างมั๊ยล่ะ” ลูกค้าคนที่ชูแก้วเมื่อกี้ตะโกนบอกคล็อด

“โห..” คล็อดมองรีน่าอย่างชื่นชม จนคนถูกมองเริ่มเขิน “คุณเอ็ดเนี่ยล่ะก็.. แล้วคล็อดก็ด้วยอย่ามองด้วยสายตาอย่างนั้นสิพี่ก็เขินเป็นนะ”

ไบรอันหัวเราะคิกคัก “ดีนะที่ปีนี้พี่ไม่ได้ลง จะได้ไม่ต้องโดนบังคับไปดูคนแก่อีก” หลังจากพูดจบคนพูดก็สัมผัสได้ถึงรังสีจากรีน่าและคนทั้งร้านที่อยู่ข้างพี่สาวของคนปากเสีย

ป้าบ..
“เงียบไปเลย นายอยากเป็นศัตรูกับคนทั้งร้านรึไงดูสิ ไม่เห็นรังสีอำมหิตรึไง” คล็อดเอามือฟาดผัวะไปที่หัวไบรอันจนหัวกระเซิง แอบกระซิบกระซาบและชี้ให้เห็นสายตาอาฆาตของคนแทบทั้งร้าน รวมทั้งสายตาที่บ่งบอกว่าถ้าไม่หยุดแค่นี้ตาย!! ของคนที่กำลังถูกนินทาซึ่งๆ หน้า



เสียงดนตรีจากฮาร์โมนิก้าทำนองเศร้าๆ เหงาๆ ดังคลอมากับสายลมยามดึก ดวงดาวบนฟากฟ้าพราวแสงระยับดังเช่นทุกวัน พระจันทร์สองดวงยังคงลอยเด่น อากาศของเมืองชายทะเลเริ่มเย็นลงทุกขณะ

เจ้าของเสียงฮาร์โมนิก้านอนเอกเขนกบนหลังคา ดวงตาสีไพลินจับจ้องอยู่กับพระจันทร์ที่เคลื่อนคล้อยดังเช่นทุกราตรี เรือนผมสีบลอนด์ของเขาถูกมัดรวบไว้ที่ท้ายทอย บรรยากาศแบบนี้ทำให้เขารู้สึกเหงาเป็นที่สุด..
“เฮ้ออ..” คล็อดถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“คืนวันงานเทศกาลเทพีสมุทร?..” คนนอนบนหลังคาบ่นพลางมองดูเครื่องเป่าที่ถือไว้ในมืออย่างเหม่อลอย

“ไฮ้ย่าห์!!” ไบรอันโบกมือเรียกจากทางระเบียงข้างล่างเส้นผมด้านหน้าที่ถูกไฮไลท์เป็นสีขาวสะบัดตามสายลมดึก คล็อดโงหัวขึ้นมามองตามเสียงแล้วเอ่ยทัก “ไง”

ไบรอันปีนขึ้นมาบนหลังคาแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เพื่อน “รู้สึกว่านายจะชอบบรรยากาศบนนี้นะเนี่ย ดูๆไปก็บรรยากาศก็เข้าท่าไม่เลว”

“ค่าเช่าคงแพงน่าดูนะนี่” ไบรอันไหวไหล่ล้อเลียน

คล็อดเอนตัวลงนอนเอามือหนุนต่างหมอน “แพงจริงๆ น่ะแหละ ให้ไปซื้อของจากเมืองเอลรอนเป็นเพื่อนนายเนี่ย ไหนจะต้องทนฟังคำพล่ามของนายไปตลอดทางเอย แถมพี่รีน่ายังบอกให้ดูแลนายไม่ให้ไปไล่จีบสาวๆ ที่ไหนอีกเอย ไหนจะ..”

“เฮ้ยพอๆ แล้วตกลงนายจะเดินทางต่อเมื่อไหร่?” ไบรอันยิ้มแหยหันไปถามเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มเป็นประกายเหมือนไพลิน

คล็อดถอนหายใจเฮือก “ยังไงฉันก็ตั้งใจจะไปเอลรอนอยู่แล้ว แต่คงจะอยู่ที่นี่จนกว่าเสร็จเทศกาลเทพีสมุทรล่ะมั้ง”

“นายกลุ้มใจเรื่องที่ไปหาหมอดูมารึเปล่า? ตั้งแต่นายกลับมาดูแปลกๆ ไป” ไบรอันใช้ดวงตาสีน้ำเงินทั้งคู่มองค้นลึกไปในดวงตาของอีกฝ่าย

“เปล่านี่..” คล็อดตอบปัดๆ เขาหยิบเอาฮาร์โมนีก้าประจำตัวที่สลักชื่อเขาขึ้นมาเป่า

เสียงบทเพลงที่เหงาหงอยถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง ลมจากริมฝีปากผ่านเครื่องเป่ากลั่นออกมาเป็นตัวโน้ต ทุกท่วงทำนองทำให้นึกถึงใครบางคนที่อยู่ไกลแสนไกล..

“ทำไม.. มันฟังแล้วเหงาจัง..” คนฟังถามขึ้นลอยๆ

คนเป่าหยุดแล้วชำเลืองมองด้วยหางตาแล้วมุ่นคิ้วให้ “เหงาเหรอ? มันคงเป็นความรู้สึกตอนนี้ของฉันล่ะมั้ง ฉันรู้สึกว่ามีใครบางคนที่รอฉันอยู่ ไกลแสนไกล.. คอยดูเถอะ สักวันนึงฉันจะหาเธอให้พบให้ได้.. ดวงใจของฉัน สาบานด้วยไออุ่นในมือข้างนี้เลย” ประโยคสุดท้ายเขาพูดกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบา คล็อดยกมือข้างซ้ายขึ้นมามองอย่างอาลัยอาวรณ์ไออุ่นจากมือของใครสักคนยังคงไม่จางหายไป เขาทิ้งตัวลงนอนบนหลังคาจากนั้นกลาดิเอเตอร์หนุ่มก็บรรเลงเพลงต่อไปโดยไม่สนใจว่าใครหลายๆ คนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งห้วงความเหงา..

ห่างไกล.. ห่างไกล.. ใจหวั่น..
พ้นวัน.. เข้าคืน.. เหน็บหนาว..
ใต้ฟ้า.. ดารา.. พร่างพราว..
ความเหงา.. เข้ากุม.. หัวใจ..

ปิดตา.. ให้หลับ.. ไม่ลง..
ยังคง.. ครุ่นคิด.. สงสัย..
จะได้.. พบกัน.. เมื่อไร..
รู้ไหม.. คิดถึง.. แค่เธอ..

กลอนเศร้าเหมือนดังเนื้อร้องที่ผุดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังยิ่งทำให้อารมณ์เศร้าหมองลง บรรยากาศอันแสนเงียบงันของราตรีคืนนี้ ยังคงเหลือไว้แค่นักดนตรีหนุ่มน้อยผู้ขับกล่อมบทเพลงแห่งความโทมนัสใต้ทะเลแห่งดวงดาวเพียงผู้เดียว..
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed May 09, 2007 9:49 am

บทที 14
คืนเทศกาลเทพีสมุทร


ปราสาทโบราณแห่งอินเฟลเนีย นครโบราณที่ล่มสลาย

“มาช้านะ.. เจ้าสองคนมั่วแต่ไปเที่ยวเล่นอยู่ล่ะสิ เป็นไงคราวนี้มีอะไรสนุกๆ มั่งมั้ย?” บุรุษในเงามืดถามขึ้นลอยๆ

“เชอะ ข้ารำคาญจะตายมีอะไรก็เอาแต่สั่งพวกข้า แล้วตัวเองกลับนั่งสบาย คิดดูสิถ้าไม่ได้ข้าเจ้าคงไม่ได้มานั่งบ่นอยู่ตรงนั้นหรอก” เสียงแหลมสูงของสตรีตอบกลับมา

“แล้วมีอะไรสนุกมั๊ยล่ะ ทีน่า” เสียงแรกยังคงถามขึ้นอีกพร้อมหัวเราะเบาๆ

“ถามรวินน์เอาสิ หมอนั่นเจอเด็กที่น่าสนใจคนนึง ถึงไม่เก่งมันก็พอสู้กับรวินน์ได้เชียวนะ” เสียงผู้หญิงคนเดิมแนะ

“ก็จริงอยู่ แต่หมอนั่นมันหลุดจากคาถาสะกดเงาของทีน่าได้ด้วย..” เสียงทุ้มราบเรียบของรวินน์ดังขึ้น เขาขยับตัวให้แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของเขา เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ไม่ถูกผมสีเพลิงปกปิด ดวงตาสีโลหิตฉายแววเย็นชา แต่ริมฝีปากกลับยิ้มน้อยๆ

“อืม..ไม่เลว แล้วได้ของที่ว่ารึเปล่า?” เจ้าของเสียงแรกเดินออกมาจากความมืดที่บดบังร่างกาย ดวงตาสีม่วงที่แข็งกร้าวบนขอบตาเข้มคล้ำ รอยบากยาวพาดผ่านดวงตาด้านขวาที่เปล่งประกายสีเลือดชวนสยอง เรือนผมสีนิลกาฬตัดสั้นปรกต้นคอ รอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก ใบหูมังกรสีเพลิงโผล่แพลมจากเรือนผม ชุดเกราะสีทองที่ย้อมไว้ด้วยประกายมัวๆ กับผ้าคลุมสีแดงสดแสดงให้เห็นถึงยศชั้นลอร์ด จักรพรรดิคลั่งแห่งโซเลีย!

“ได้สิ” สิ้นเสียงของหล่อน ทีน่า สตรีนางหนึ่งก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากเงาของบุรุษผู้มีผมสีเพลิงนามรวินน์ ในมือกำศิลาผลึกทรงเหลี่ยมสี่หน้าสีเหลืองนวลที่กำลังทอประกายระยิบระยับไว้ในมือ เรือนผมสีบลอนด์ของเธอยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องนักรบในชุดเกราะสีทอง พร้อมกับสยายปีกที่มีลักษณะเหมือนค้างคาวออกจากกลางหลัง “เฮ้อไม่ได้กางปีกซะนาน เป็นไงเพคะท่าน ครอส กลาดิอาเรียส จักพรรดิคลั่งแห่งโซเลีย เอ.. ไม่สิต้องบอกว่าเป็นอดีตต่างหาก”

ครอสหัวเราะหึๆ ออกมา “เจ้าสวยอยู่แล้วทีน่า ทั้งสวยทั้งเก่ง ไม่งั้นคงไม่ช่วยข้าไว้ได้จากตอนที่ข้าหายไปในช่องว่างมิติเวลาหรอก”

ทีน่าเหยียดยิ้ม “คิกคิกคิก.. เจ้าชมข้าก็ไม่ดีใจเท่าไหร่หรอก ว่าแต่จะเอายังไงต่อดีกับแผนการของเรา”

“ระหว่างที่เจ้ากับรวินน์ออกไปตามหาหินก้อนนี้.. ศิลาแห่งสายลมหรือหินสายฟ้า..” ครอสแบมือออกเรียกหินที่ทีน่ามาไว้ในมือแล้วคลึงเล่น “ข้าก็เตรียมการยึดออโรเรียที่ตอนนี้ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโซเลียไว้แล้ว”

“ก็ดี แต่ช่วยบอกหน่อยเถอะว่าไอ้หินสับปะรังเคที่ให้ข้ากับรวินน์ไปเอามามันเกี่ยวข้องอะไรกับแผนของเรา” ทีน่ามองก้อนหินในมือครอสด้วยสายตาไม่เชื่อถือ มีแต่รวินน์ที่ไม่สนใจหยิบดาบคู่แดงฟ้าของตัวเองขึ้นมาขัดเงาอย่างสบายๆ ในขณะที่หูยังคอยจับฟังบทสนทนาของทั้งคู่อยู่ตลอดเวลา

ครอสขมวดคิ้ว “นี่เจ้าถือมันไว้นานเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้สึกเลยรึไงว่าหินนี่น่ะมันเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณและพลังของเจ้าที่ถูกปิดผนึกไว้ ..วิญญาณสีดำดวงที่หนึ่ง.. เฟียร์(ความกลัว)”

ทีน่าหันไปค้อนตาเขียวใส่รวินน์ที่เงียบมาตลอด “จริงๆ รึ ทำไมข้าไม่รู้เลยฮึ รวินน์..”

“ก็เจ้าไม่ถาม..” นักดาบชาวเผ่ามังกรอสูรตอบกลับมาเรียบๆ จนคนถามแทบอยากวิ่งเข้าไปฉีกอกให้รู้แล้วรู้รอด “อีกอย่างความทรงจำของ ‘วิญญาณเก่า’ ข้าก็ยังกลับมาไม่หมดด้วย”

“เอาน่า.. ต่อไปคือการปลุกชีพเทียแมท ที่ข้ากำลังดำเนินการอยู่ ส่วนเจ้ากับรวินน์ ไปหาหินแห่งฤดูกาลอีก 3 ธาตุที่เหลือ หวังว่าคงไม่มีปัญหานะ.. แต่ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ หึหึ..” ครอสคลึงก้อนหินแห่งฤดูก้อนแรกที่ได้มาเล่นในมือ แล้วส่งสายตาไปทางทีน่าและรวินน์ ซึ่งเขาก็หันมาสบตาก่อนพยักหน้า “จริงสิ.. ทีน่า.. เจ้าเอาหินก้อนนี้ไป หาทางเอาพลังและความทรงจำที่ขาดหายไปส่วนใหญ่ของวิญญาณเดิมของเจ้ากลับคืนมาให้ได้ แล้วงานของเราจะง่ายขึ้นมาก..”

“ส่วนข้า จะดำเนินการเรื่องยึดทวีปเหนือต่อไป พวกมังกรอสูรนั้นยึดติดกับความสงบมานานเกินพอแล้ว ข้าจะทำให้ช่วงเวลาแห่งหายนะเหมือนยุคสงครามผลึกกลับมาอีกครั้ง.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เทียร่าทำกับพวกเราไว้.. ใกล้ถึงเวลาแห่งการแก้แค้นแล้ว หึหึหึ ฮ่าๆๆ” ครอสพูดแล้วสะบัดผ้าคลุมสีแดงสดดังพรึบแล้วหายไปในเงามืดของราตรี

ทีน่าก็ได้แต่ยักไหล่บางให้กับรวินน์ “สมกับเป็นจักรพรรดิคลั่ง แต่ดูสิหมอนั่นให้เราทำแต่งานน่าเบื่อทุกที เฮ้อ.. แล้วนี่จะมีอะไรสนุกให้เล่นอีกไหมเนี่ย ว่าไงรวินน์”

รวินน์ยิ้มบางๆ ให้ทีน่า “เจ้าเด็กนั่นมันยังไม่ตายหรอกนะ บางทีเราอาจจะได้เจอมันอีกที่วิหารแห่งฤดูกาลอีก 3 ที่ที่เหลือ”

ทีน่าทำตาโต “หา.. นี่เจ้าไว้ชีวิตมันเหรอ.. คิกคิก.. ร้ายกาจอุตส่าห์เก็บของเล่นสนุกๆ ไว้ด้วยนะ ข้าชักอยากเล่นด้วยแล้วสิ”

“แล้วเราจะได้พบกันใหม่ ‘เจ้าหนูกลาดิเอเตอร์’ หวังว่าครั้งหน้าคงทำให้พวกเราสนุกกว่านี้” สิ้นคำพูดทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาลั่นปราสาทน้ำแข็ง เสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนเหล่านกในป่าแตกฮือออกจากรังในยามที่สมควรเป็นเวลาสำหรับการพักผ่อน..

อีกไม่นาน.. จนกว่าวิญญาณของข้าจะได้รับการเติมเต็ม.. จนกว่าพลังทั้งมวลของข้าจะกลับคืนสู่ร่างใหม่นี้.. และเมื่อนั้นแหละ.. ที่พวกเจ้าจะสัมผัสได้ถึง ‘ความมืดดำ’ ที่แท้จริง..



คาล์ม.. วันงานเทศกาลเทพีสมุทรเอลดีน

คาล์มวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ ร้านรวงต่างๆ พากันแข่งลดกระหน่ำราคาอย่างสุดๆ เพียงวันเดียวในรอบปี นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาเพื่อดูงานในค่ำคืนนี้ โดยคาดหวังว่าจะได้เห็นแสงเทียนสีเหลืองวอมแวมงดงามส่องสะท้อนอยู่บนพื้นน้ำ

ลานกว้างกลางเมืองถูกตั้งประดับไว้ด้วยรูปสลักหินอ่อนสีฟ้ารูปเทพีเอลดีนพระแม่แห่งท้องสมุทรในอากัปกิริยาที่มือข้างหนึ่งกำลังโอบอุ้มอัญมณีรูปหยดน้ำ มืออีกข้างชูขึ้นสูงเหนือศีรษะประหนึ่งจะมอบพลังแห่งวารีให้กับคนทุกผู้ทุกนาม ดวงหน้าของนางงดงามเกินกว่าที่หญิงใดในโลกจะเสมอ แม้จะเป็นเพียงรูปสลักแต่ก็ให้ความรู้สึกราวกับมีชีวิต

ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างเดินกันพลุกพล่านบริเวณชายหาดที่อาบไล้ด้วยแสงสีแดงส้มของอาทิตย์อัสดง ด้วยรอเวลาการปรากฏขึ้นของวิหารสมุทรที่จะโผล่ขึ้นจากใต้ท้องน้ำเพียงปีละหนึ่งครั้ง วิหารของเทพีสมุทรที่เก็บรักษาของวิเศษแห่งห้วงน้ำทั้งหลายทั้งมวลที่รอผู้กล้าผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของ

แสงแดดส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาวรุ่น แพขนตาบางขยับเล็กน้อยก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลจางนั้นจะลืมขึ้น ภาพแรกที่เธอเห็นคือพื้นไม้ของเตียงชั้นบนที่บัดนี้ว่างเปล่า เธอเบิกม่านสีอ่อนออกให้แสงแดดยามสายส่องเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่จะทำตาปริบๆ “สายขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย..”

นาตาเลียคว้าหวีขึ้นมาสางผมที่ยาวขึ้นเพราะผลจากมนตราของนีน่าด้วยอารมณ์เนือยๆ สาวน้อยที่บอกกับใครต่อใครว่าตัวเองเป็นผู้ชายเบือนหน้าไปมองที่กระจก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ปรือลงนิดๆ และเรือนผมยาวหนานุ่มสีเดียวกัน คิ้วบางขมวดมุ่นพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มอย่างไม่พึงใจ “มองตัวเองในกระจกทีไร นาต้องนึกถึงพี่ทุกทีเลยเนอะ.. นาตาชา”

เธอค่อยๆ ถอดชุดลำลองที่ใส่นอนออกเก็บลงตะกร้าที่มุมห้อง เสร็จแล้วจึงห่มผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เตรียมเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการกิจวัตรประจำวันเหมือนปกติ

พูดถึง น้ำ นักเวทมนตร์สาวน้อยก็ทำหน้าบูด ใช่.. น้ำนี่แหละที่ทำให้ความลับแตกมา 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกกับแองเจลา ครั้งที่สองกับเพื่อนใหม่ที่ชื่อคาเรน นาตาเลียเอนกายลงนอนแช่อยู่ในน้ำอุ่นๆ ที่มองเห็นไอน้ำสีขาวลอยฟุ้งเป็นเวลาเนิ่นนาน เธอชอบน้ำแต่ขณะเดียวกันก็เกลียด..

วันนี้เป็นคืนเทศกาลเทพีสมุทร นี่ก็เกือบ 2 ปีแล้วสินะที่ต้องใช้ชีวิตในร่างหญิงโดยที่ปิดบังความลับไว้กับคนรอบข้าง..
สาวน้อยนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

“ตั้งแต่วันนั้น..” นาตาเลียจมตัวลงในน้ำอุ่นให้ลึกกว่าเดิม ดวงตาสีน้ำตาลจางมองฟองสบู่และไอน้ำที่ฟุ้งหนาด้วยอาการเหม่อลอย “..วันที่พี่ตาย”

“นาจ๋า.. ขอเค้าอาบด้วยคน” ผีสาวที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ตรงเข้ามากอดน้องสาวฝาแฝดไว้แน่น

นาตาเลียส่ายหัวดิกแล้วพูดอย่างเหนื่อยใจ “นาตาชา พี่น่ะตายไปแล้วนะ ยังจะมาทำตัวดีด๊าอยู่ได้.. นาน่ะ..” แล้วคำพูดช่วงท้ายของนักเวทมนตร์สาวก็หายไปในลำคอ

ผีสาวลูบเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มของน้องอย่างทะนุถนอม “ช่างปะไร ขอแค่เค้าได้อยู่กับนา ขอแค่มีเรา 2 คน เราก็ไม่ต้องการอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ จำได้มั๊ยที่เราเคยพูดกันไว้เมื่อตอนเด็กๆ ว่าเราทั้งคู่จะไม่แต่งงาน เราจะอยู่กันไปอย่างนี้จนตายเลยไง”

“พี่.. แต่พี่ตายเพราะนานะ.. วันนั้นพี่ตายเพราะช่วยนา” คนเป็นน้องกอดร่างโปร่งใสของพี่สาวแน่น

“เฮ้.. ผู้ชายน่ะเค้าไม่ร้องไห้ง่ายๆ หรอก นับวันนายิ่งเหมือนผู้หญิงทุกทีนะ” นาตาชายืนเท้าสะเอวบ่นใส่ผู้เป็นน้อง

“แต่ว่า.. ที่จริงนาก็ไม่ใช่ผู้ชายนิ” ฝาแฝดผู้น้องเถียงกลับ

ผีสาวใช้นิ้วแตะที่ริมฝีปากของน้องสาวเบาๆ เป็นการห้าม แล้วแย้มยิ้มบาง “อย่างน้อยก็เคยเป็นล่ะน่า.. เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมากเรื่องเค้าหรอก เค้าอยู่ได้ถ้ามีนาเคียงข้าง แค่มีนาคอยอ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอน แค่ได้ไปไหนต่อไหนด้วยกัน แค่เราเป็นอย่างเดิมเหมือนที่เคยเป็น แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ เราน่ะเป็นมากกว่าฝาแฝดธรรมดา เราน่ะเป็นครึ่งหนึ่งของกันและกัน นาเคยพูดเองไม่ใช่รึไง?”

“อื้ม” นาตาเลียรับคำเบาๆ เธอยกกำไลสีเงินสวยที่สวมไว้ที่มือซ้ายขึ้นมา “นาสัญญา.. นาจะดูแลพี่เอง”

“นาธาน.. นาธาน..”

เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังมาจากชั้นล่าง สองพี่น้องฝาแฝดหันมามองหน้ากันพักหนึ่ง นาตาชาจึงพยักหน้าให้ก่อนที่ร่างโปร่งใสของเธอจะหายไปจากห้องน้ำ “เดี๋ยวเค้าไปดูให้”

“มารอในห้องได้เลยจ้า แองจี้” เสียงของผีสาวดังมาให้ได้ยิน นักเวทมนตร์สาวจึงจัดแจงอาบน้ำต่อให้เรียบร้อยแล้วตามขึ้นไปทีหลัง

แองเจลาแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีขาวตัวเก่งที่สวมทับด้วยเสื้อโค้ทที่สีครีมเพื่อเตรียมรับมือกับอากาศที่เริ่มเย็นของต้นฤดูหนาว เธอรวบผมสีดำสนิทเป็นหางม้าทำให้ดูแปลกตาไปจากทุกวัน

คาเรนแต่งกายด้วยชุดลำลองเรียบๆ เสื้อแบบจีนสีชมพูอ่อนกับกางเกงขาสามส่วนสีโทนฟ้า เรือนผมสีม่วงยาวที่หยักศกนิดๆ ตรงปลายถูกปล่อยให้สยายออกเป็นธรรมชาติ เธอส่งยิ้มให้กับเจ้าของห้องอย่างเขินๆ

นาตาเลียสั่นหัวเล็กน้อยเมื่อพบว่าพี่(ผี)สาวฝาแฝดของตนหายไปจากห้องแล้ว
พี่นี่ชอบผลุบๆ โผล่ๆ จริงๆ เลยน้า..

“นาธาน ไปเดินเที่ยวดูงานกันเถอะ” แองเจลาเข้ามาเกาะแขนแล้วออดอ้อนคนที่อุปโลกน์ให้เป็นแฟนของตน “นะนะ.. ไปกันน้า”

คนถูกเกาะทำหน้าเหยเก แล้วร้องโวยวายใส่แองเจลาที่เขย่าแขนของเพื่อนไปมาจนเหมือนจะดึงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกจากร่างของนักเวทมนตร์สาว “แง.. อย่าดึง!! เดี๋ยวผ้าหลุด”

ฝ่ายคาเรนเห็นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ แล้วกระดิกหางด้วยความชอบอกชอบใจ

“จ้าๆ ไปก็ไป แองเจลาปล่อยได้แล้วเดี๋ยวมันหลุดจริงๆ..” นาตาเลียที่กำลังทำสงครามยื้อแย่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกับแองเจลาร้องบอกจ้าละหวั่น

“จริงๆ นะ สัญญาแล้วนะ” แองเจลายกมือขึ้นประกบกันดัง..

พรึบ!

เสียงที่ไม่น่าจะใช่เสียงตบมือทำให้นักดาบสาวยกมือที่กำลังถือผ้าเช็ดตัวที่ดูคุ้นตาขึ้นมาดู สาวน้อยเริ่มทำสีหน้าปั้นยากก่อนจะหันไปมองร่างบางของนักเวทมนตร์สาวที่กำลังเปลือยล่อนจ้อน..

“ว้าย.. ขอโทษ”
แองเจลารีบตาลีตาเหลือกเอาผ้าไปคลุมร่างขาวของเพื่อนสนิท ที่กำลังทำหน้าแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศและทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “แง.. ก็บอกแล้วว่าอย่าดึง.. โป๊เลยเห็นมั๊ย?”

“งั้นจะไถ่โทษด้วยการเลือกชุดให้” ว่าแล้วแองเจลาก็ลากนาตาเลียมายืนที่หน้ากระจกทั้งผ้าขนหนูคลุมตัวไว้หลวมๆ แล้วก็จัดการรื้อค้นตู้เสื้อผ้าที่มีทั้งเสื้อผู้หญิงและเสื้อผ้าของผู้ชายแบ่งแยกออกเป็นสัดส่วนออกมา

“ไม่เอ๊า!!” นักเวทมนตร์สาวน้อยร้องเสียงหลงพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนสาวของเธอจะไม่สนใจฟังยังคงตั้งหน้าตั้งตาเลือกชุดด้วยความเคร่งเครียด

คาเรนมองมาพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ “น่าสงสาร..”

“นี่.. คาเรน ช่วยเล่าเรื่องคล็อดให้ฟังอีกหน่อยได้มั๊ย? คราวที่แล้วเธอเล่ายังไม่จบเลย..” แองเจลาหันมายิ้มกับคนที่กำลังมองดูปฏิบัติการสุดยอดของเธอแล้วถามอย่างนึกขึ้นได้

“คล็อดเหรอคะ? อืม.. ยังจำที่เล่าไว้เมื่อคืนก่อนได้มั๊ยคะ.. คล็อดน่ะ ตกลงมาจากฟ้าในคืนที่พายุใหญ่เข้าที่ชายฝั่งของเมืองท่าฮาร์โมนี ตอนนั้นพอดีซิสเตอร์กำลังสวดมนตร์อยู่และได้ยินเสียงเขาเข้าก็เลยออกมาดู..” สาวน้อยหูสุนัขพูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยเหมือนกำลังรำลึกความหลัง

“แล้วซิสเตอร์คนนั้นก็ได้พบคล็อดในสภาพปางตายจึงพาไปรักษาตัว เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ สิ่งที่เธอพอจะรู้เกี่ยวกับเขาก็มีแค่ฮาร์โมนิกาที่สลักชื่อ คล็อด บลูซิลเวอร์ใช่มั๊ย?” แองเจลาถามเพื่อย้ำความแน่ใจ

คาเรนพยักหน้าหงึกหนึ่ง “ฉันก็เลยขอร้องให้เขาอยู่ช่วยงานที่โบสถ์น่ะค่ะ อืม.. ที่โบสถ์น่ะมีสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยนะคะ หลังจากนั้นเราก็ไปทำงานที่ไหนต่อไหนด้วยกันหลายครั้ง.. เขาก็ดูเหมือนยังจำอะไรไม่ได้”

“เหรอ..” แองเจลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่มือก็กำลังจับ ‘ตุ๊กตา’ มาแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงเปิดไหล่สีน้ำตาลอ่อนออกครีม

“ครั้งสุดท้ายที่ๆ เราเดินทางไปด้วยกัน คือที่อาชูร่าค่ะ เราเจอไบรอันตอนที่ขึ้นรถไฟ อยากรู้มั๊ยคะเวลาที่หมอนั่นทำเด็กร้องไห้แล้วหมอนั่นจะทำหน้าตาอย่างไง แต่แค่นึกก็อยากหัวเราะแล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวผมม่วงพูดยิ้มๆ

แองเจลาหัวเราะออกมาเบาๆ “นึกภาพได้เลยว่ามันคงดูไม่จืดแน่”

“แต่ว่านะคะ.. ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในหอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง.. คล็อดบาดเจ็บปางตายออกมา ไม่รู้ว่าไปสู้กับคนมีฝีมือที่ไหน แต่ฉันว่า.. ต้องเป็นคนร้ายที่ฆ่านักท่องเที่ยวแล้วบุกเข้าไปในนั้นแน่เลยค่ะ มีคนตายเต็มไปหมด..”

“หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง.. ฟอลล์ รูน..” แองเจลานึกย้อนไปถึงข่าวเมื่อประมาณสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะตบบ่าของ ‘ตุ๊กตา’ เบาๆ “เอ้า! เสร็จแล้วจ้า วันนี้ต้องออกไปข้างนอกในฐานะนาตาเลียนะ”

ร่างบางของนาตาเลียดูดีในชุดที่เลือกให้ คนถูกจับแต่งตัวทำหน้างอนิดๆ แล้วบ่นกระปอดกระแปด “เป็นเจ้าหญิงก็น่าจะรู้ว่ามันน่าอึดอัดที่มีคนมาแต่งตัวให้เนี่ย..”

เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฉันไม่ชอบถูกจับแต่งก็จริง แต่ชอบจับคนอื่นแต่ง เรียกว่าเป็นงานอดิเรกเลยล่ะ โดยเฉพาะน้องสาวของฉันนะ แต่เธอไม่ยักกะบ่นกระปอดกระแปดเหมือนใครบางคนแถวนี้ด้วย ฮึ”

นาตาเลียจัดการรวบผมเป็นสองข้างแล้วเดินจ้ำหนีงอนตุ๊บป่องออกไปจากห้อง โดยมีแองเจลาวิ่งตามไปง้อ “อ้าว.. อย่างอนสิ ดีกันนะ แต่ว่าตอนเธองอนก็น่ารักดีน้า..”

คาเรนเห็นภาพนั้นก็อดส่ายหัวไม่ได้
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed May 09, 2007 9:50 am

...

สนธยาล่วงเข้ามาถึง สีน้ำเงินเข้มเริ่มกลืนกินไล่ตั้งแต่ขอบฟ้าด้านตะวันออก ซึมซับสีเดิมของท้องฟ้าให้เลือนหายจนในที่สุดก็มาบรรจบที่ขอบฟ้าด้านตะวันตก ดวงจันทร์สีน้ำเงินโผล่ที่ขอบฟ้าซีกหนึ่ง ดวงสีเหลืองปรากฏอีกฟากฝั่ง โคมเทียนที่ทำจากกระดาษสาสีสวยนวลในมือแต่ละคนถูกจุดขึ้นส่องแสงวับแวมให้บรรยากาศไม่ต่างจากคืนลอยกระทง

ดวงจันทร์สองดวงที่โคจรสวนกันในแต่ละรอบเดือน ทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เรียกกันว่าจันทราวงแหวนในคืนสุดท้ายของฤดูมรสุมของทุกปี คืนนั้นดวงจันทร์สองดวงจะทาบทับกันจนเกิดเห็นเป็นรูปวงแหวนสีเหลืองนวลสวยงามนับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกอย่างหนึ่ง เป็นคืนพิเศษที่วิหารเทพีสมุทรจะหวนคืนสู่บนพื้นพิภพอีกครั้ง ในวันนี้ชาวเมืองคาล์มจะบูชาเทพีเอลดีนด้วยโคมเทียนกระดาษสาลอยน้ำลงสู่ท้องทะเล..

“สวยมากนะ” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยอดชื่นชมกับภาพเบื้องหน้าไม่ได้ โคมไฟลอยน้ำมากมายเป็นร้อยเป็นพันส่องแสงวูบวาบสะท้อนกับพื้นผิวทะเลเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก

เมื่อเวลาล่วงผ่านไปจนดึกเวลาที่จันทราสองดวงโครจรมาทับกันจนเกิดเป็นวงแหวนสีเหลืองนวลตา เสียงทะเลลั่นครืนก็ดังสนั่นท้องน้ำ วิหารสีน้ำเงินที่อาบแสงจากจันทราวงแหวนก็ปรากฏสู่สายตาผู้คนที่เฝ้ารอ วิหารทะเลหรือวิหารสมุทรเป็นวิหารลักษณะแบบกรีกโบราณหากแต่ไร้หลังคา มีหินพระจันทร์ประดับอยู่บนยอดเสาทุกต้นส่องแสงนวลสว่างทั่วทั้งวิหาร ด้านในสุดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่รูปกลมรี มีน้ำไหลจากท่อรูปหัวมังกรวารีตลอดเวลา สะพานหินค่อยๆ ผุดขึ้นจากใต้ท้องทะเลทอดยาวจากชายหาดไปยังตัววิหาร

“นั่นล่ะวิหารเอลดีน” ไบรอันเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ แล้วหันไปยิ้มให้กับคล็อด เขายกนิ้วโป้งขึ้นชี้ไปข้างหลัง “สุดยอดเลยใช่มั้ยล่า.. เฮ้ย! นั่น.. สีผมนาย..”

สีผมที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ทำให้คนช่างพูดอึ้งไปชั่วขณะ..
“อย่าไปสนใจเลยน่า.. เป็นอย่างนี้ทุกปีแหละ” คล็อดตอบปัดๆ ก่อนจะตั้งสมาธิเรียกชุดเกราะสีน้ำเงินประจำตัวให้ปรากฏ หมวกเหล็กของกลาดิเอเตอร์ถูกสวมเพื่อปิดบังสีผมที่เปลี่ยนไปของเขา

ซ่า...
น้ำในสระน้ำเริ่มกระเพื่อมแล้วรวมตัวเกิดเป็นคลื่นขนาดยักษ์ผุดขึ้นสูงเหนือเสาหินของวิหาร ร่างมหึมาของมังกรน้ำสีฟ้าจางปรากฏขึ้นจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับสตรีผมยาวระพื้นที่ประทับอยู่บนหัวของมัน เทพีผู้มีสีดวงตาและสีผมเหมือนน้ำทะเล ครีบใสๆ เหมือนมังกรน้ำกางออกมาแทนใบหู นางแต่งกายด้วยอาภรณ์สายน้ำสีฟ้าสดใส กลางหน้าผากประดับไว้ด้วยศิลาสีน้ำลำธารเปล่งประกายเหมือนสายน้ำยามต้องแสงแดด และคทายาวสีม่วงประดับด้วยคริสตัลทรงกลมสีน้ำทะเลอันทรงฤทธิ์ที่กระชับในมือ.. เทพีสมุทรเอลดีน และมังกรสมุทรเลเวียธาน

นางทอดเนตรสีน้ำทะเลมองโคมเทียนลอยน้ำอย่างพึงพอใจ สักพักเหล่าสาวพรหมจรรย์ผู้เข้ารับการคัดเลือกธิดาวารีประจำปีก็ทยอยกันเดินไปตามสะพานหินมุ่งสู่วิหารเอลดีน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชาคือโคมเทียนกระดาษสาที่ส่องสว่างในมือ เพื่อจะรับการคัดเลือกจากเทพีสมุทร ซึ่งผู้ได้รับคัดเลือกจะมีสิทธิ์ได้วางเครื่องบูชาต่อเทพีและได้รับพรอันประเสริฐจากพระแม่แห่งห้วงน้ำ ดรุณีทั้งหลายที่เข้ารับการคัดเลือกในทุกปีจะต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สีอ่อน กระโปรงบานที่ยาวแทบลากดินประดับด้วยลูกไม้สีขาว และเครื่องประดับที่พวกเธอใส่ต่างทำมาจากคริสตัลสีม่วง

เอลดีนหลุบเนตรลงแล้วลอยตัวขึ้นกลางอากาศพ้นหัวมังกรเลเวียธานสัตว์พาหนะ และค่อยๆ ลอยเลื่อนลงสู่พื้นวิหารตรงหน้าสระน้ำศักดิ์สิทธิ์โดยมีมังกรสมุทรคอยจ้องมองอยู่จากเบื้องหลัง นางลืมตาขึ้นมองโคมเทียนที่อัญเชิญโดยสาวงามหลายสิบซึ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า..

ผู้คนต่างเฝ้ามองแสงเทียนวับแวมที่อยู่ไม่ห่างอย่างใจจดใจจ่อ บางคนกระพริบตาปริบๆลุ้นสุดตัวว่าญาติหรือพี่น้องของตนจะได้รับการคัดเลือกหรือเปล่า บางคนก็เพียงแค่มองผ่านๆแล้วก็ไม่สนใจ คล็อดคงเป็นคนหนึ่งในพวกคนจำพวกหลัง ถ้าหากว่า.. เขาไม่เห็น ‘เธอ’ คนนั้น สาวน้อยในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์กับเรือนผมสีดำที่ยาวคลอเคลียแผ่นหลังขาวนวลเนียน รอยยิ้มงามที่ริมฝีปาก ดวงตาสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี และที่สำคัญที่ทำให้คล็อดจ้องเธออย่างไม่ละสายตา ต่างหูข้างขวาที่ประดับด้วยอัญมณีสีมรกตมันคือ กุญแจพระจันทร์!!

“เฮ้ย จ้องเขม็งเชียว แองเจลาน่ะมีแฟนแล้วนะเว้ย” ไบรอันตบลงบนบ่าคล็อดที่ทำหน้าตะลึงเพริด เขาจ้องมองหญิงสาวอย่างไม่ละสายตา

“นั่นแองเจลาเหรอ??” คล็อดทวนคำถาม

ไบรอันส่ายหน้าดิก “เออ.. ผู้หญิงคนที่นายจ้องจนแทบจะบินเข้าไปหานั่นแหละ เธอชื่อ แองเจลา เฟรย์อาร์ แฟนของนาธาน เกรย์สโตน ชัดมั๊ยครับ ก็น่าจะรู้จักกันแล้วนี่ แต่ว่าเธอดั๊นมาวิ่งหนีนายไปซะก่อน ไปทำอีท่าไหนเข้าว้า..”

“เรื่องนั้นช่างเถอะ.. ว่าแต่แองเจลาจะใส่ไอ้นั่นบ่อยไหม?” คล็อดถามเปลี่ยนเรื่องคุยพลางเอามือเคาะเบาๆ ที่บริเวณติ่งหูของตัวเองเป็นการบอกความหมาย

คนฟังเริ่มใช้ความคิด “เห็นใส่แค่ออกงานแค่นั้นแหละ แถมยังต้องเป็นงานสำคัญด้วย ว่าแต่มีอะไรเหรอ?”

“แล้วนายเคยเห็นไอ้ที่เหมือนๆ กันอีกอันรึเปล่า?” คนถามควักเอาจี้รูปกุญแจพระจันทร์ขึ้นมาแกว่งตรงหน้าไบรอันที่เริ่มทำหน้ามุ่นเกาหัวแกรก

“ถึงว่าไอ้จี้ที่นายเอามาใส่เป็นสร้อยข้อมือมันคุ้นๆ..” ไบรอันลูบคางอย่างใช้ความคิด แล้วแบมือส่งให้คล็อด

“แบมือทำไม?” คล็อดยังไม่เข้าใจการกระทำของเพื่อนที่เริ่มยิ้มมุมปาก

คนแบมือทำตาหวานส่งให้ “จะเอาไปขายให้แองเจลาจะได้ครบคู่ คงได้ราคาดะ..” พูดยังไม่ทันจบคนหัวการค้าก็โดนถีบโครมลงทะเลพร้อมกับคำตวาดว้าก “ไอ้บ้า นี่มันของสำคัญของฉัน!!”

ไบรอันทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากน้ำสำลักแค่กๆ ก่อนจะชี้มือให้คล็อดดูเทพีสมุทรที่เริ่มย่างเท้าเข้าหาเหล่าสาวพรหมจรรย์ที่ยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน “เฮ้ย.. นั่นเริ่มแล้ว..”

ริมฝีปากงามของเทพีเผยอออกช้าๆ พร้อมเปล่งถ้อยคำที่ก้องกังวานดุจดังเสียงสะท้อนในหุบเขาลึก “เหล่าดรุณีที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยความหวังและศรัทธาเอ๋ย บัดนี้ถึงเวลาแล้ว เวลาแห่งการเลือกสรร.. ธิดาวารี มิโกะแห่งสายน้ำ” นางชูคทาขึ้นแล้วขยับเบาๆ แสงสีฟ้าก็ส่องประกายจ้าจนกลบแสงจากพระจันทร์วงแหวนบนฟากฟ้าจนมิด แสงนั้นแยงตาจนเหล่าสาวบริสุทธิ์ต้องยกมือขึ้นป้องหน้า “มังกรสมุทรของข้า..เลเวียธาน..”

“ค่ะ.. นายหญิง..” เสียงที่ออกมาจากปากมังกรสมุทรเป็นน้ำเสียงเย็นชาของผู้หญิง มันหลับตาลงแล้วร่างกายอันมหึมาก็เปล่งแสงที่สว่างไม่แพ้แสงจากคทาของเอลดีน สิ้นแสงสีฟ้า สิ่งที่ปรากฏแทนที่มังกรน้ำขนาดมหึมาและคทาในมือของเทพีแห่งห้วงมหรรณพ คือสตรีงามอีกนาง เลเวียธานในร่างมนุษย์มีเรือนผมสีน้ำเงิน แต่งกายด้วยชุดสีฟ้ารัดรูปสวยงาม ผิวขาวนวลเหมือนดวงจันทร์และดวงตาสีฟ้าที่ค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า รองเท้าบู๊ตยาวถึงเข่ากระทบพื้นหินดังกึกเมื่อร่างนั้นลอยลงสู่พื้น สองมือที่ประสานกลางอกผายออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นผลึกอัญมณีสีฟ้าใสลอยทรงตัวอยู่กลางทรวงอก

เอลดีนยิ้มพราย นางแบมือข้างขวาขึ้นช้าๆ เรียกอัญมณีให้ลอยมาอยู่ในมือ เมื่ออัญมณีสัมผัสกับกลิ่นอายของนางมันก็ยิ่งเปล่งแสงจ้าขึ้นกว่าเดิม เทพีสมุทรทอดเนตรไล่มองเหล่าสาวบริสุทธิ์ที่รายเรียงอยู่เบื้องหน้าก่อนจะยิ้ม..

“ปีนึงที่ไม่เจอกันนะผู้ครอบครองคทาน้ำตาสมุทร ปีนี้เจ้าเข้าคัดเลือกด้วยรึ?” นางเอ่ยทักด้วยเสียงกังวาน ดวงเนตรจ้องมองนาตาเลียอย่างเอ็นดู

ผู้สนทนาย่อตัวเคารพ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเอ่ยรับด้วยคำพูดแบบสมกุลสตรีที่ไม่ค่อยเต็มใจทำนัก “ค่ะ”

เอลดีนส่ายหน้าน้อยๆ แล้วไล่สายตาพิจารณาต่อจนมาสะดุดที่ดรุณีงามในชุดราตรีสีขาว.. แองเจลา “อืม.. เจ้ารู้ไหมอัญมณีชิ้นนี้เรียกว่าอะไร?”

แองเจลาพยักหน้ารู้ “ทราบค่ะ มันคือ ‘อัญมณีหัวใจสมุทร’ ที่เอาไว้คัดเลือกธิดาวารีประจำแต่ละปีค่ะ”

“ใช่ มันคืออัญมณีหัวใจสมุทร แต่มันไม่ได้เอาไว้คัดเลือกอย่างเดียวหรอก มันคือหัวใจของมหาสมุทรตามชื่อนั่นแหละ ใช้ควบคุมความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ในห้วงมหรรณพแห่งนี้ สิ่งนี้จะมีปฏิกิริยากับจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความรักและเห็นคุณค่าในสายน้ำ.. เมื่ออยู่ใกล้ใครมันจะเปล่งแสงที่เป็นสีของจิตใจคนผู้นั้นออกมา สำหรับของเจ้า.. มันเป็นสีน้ำเงินดุจห้วงน้ำที่ลึกล้ำ” เอลดีนยื่นสิ่งนั้นเข้ามาใกล้แองเจลา ทันทีที่ผลึกเข้าใกล้ดวงใจของแองเจลาแสงก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม สาวๆ ต่างพยักหน้ารับรู้ความสำคัญของมัน ใช่แล้ว.. ตำแหน่งของธิดาวารี

“น่าเสียดายที่ข้าเลือกเจ้าไม่ได้.. ข้าเห็นจุดที่เป็นสีดำเล็กๆ อยู่ภายในอัญมณีนี้ หมายความว่าเจ้า.. คงมีเรื่องอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่าสินะ.. อีกอย่างข้ายังไม่อยากไปมีเรื่องกับใครบางคน” นางพึมพำกับตัวเองก่อนจะก้าวเท้าเดินพินิจสตรีนางอื่นต่อไปแต่สุดท้ายสายตาก็มาสะดุดอยู่ที่สาวน้อยนางหนึ่ง สาวน้อยที่มีเรือนผมและนัยน์ตาสีม่วงลาเวนเดอร์

นัยน์เนตรสีน้ำทะเลของเอลดีนจ้องร่างนั้นเขม็ง นางโคลงหัวนิดๆ ก่อนจะมองเลยผ่านไปยังเหล่าหญิงสาวพรหมจรรย์อีกนับสิบคน สุดท้ายนางก็ชูอัญมณีในมือขึ้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน.. “ข้าจะเริ่มการคัดเลือกล่ะนะ.. ทุกคนคงทราบดีผู้ที่ได้รับเลือกจะได้รับพรจากข้าหนึ่งข้อและเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ธิดาวารีจะต้องได้รับการอบรมและรับหน้าที่จากข้าในช่วงเวลาตลอดสามเดือนต่อจากนี้โดยไม่ได้กลับขึ้นมาข้างบน”

นางมอบจุมพิตให้แก่อัญมณีที่ลดลงมาอยู่ระดับดวงหน้า แล้วหัวใจสมุทรก็พลันสลายกลายเป็นละอองน้ำ สร้างความรู้สึกอัศจรรย์แก่คนที่ไม่เคยเห็นพิธีการนี้มาก่อน

“หัวใจแห่งสมุทร.. จงสดับเสียงของข้า.. จงเลือกสรรผู้ที่จะทำหน้าที่ธิดาวารี ณ บัดนี้..” น้ำเสียงกังวานดังไปทั่วท้องสมุทร

แล้วอัญมณีที่หายไปก็ปรากฏขึ้นแทนที่โคมเทียนตรงหน้าของสาวน้อยนางหนึ่ง นางเอื้อมมือประคองมันแผ่วเบาราวเป็นของที่จับต้องแล้วจะแตกสลาย เมื่อสัมผัสถูกแสงสีฟ้าก็ส่องประกายจ้าจนใครบางคนต้องเอามือป้องไว้ ธิดาวารียิ้มทั้งน้ำตาด้วยความตื้นตัน

เอลดีนเดินเข้าไปหาธิดาวารีประจำปีนี้แล้วยิ้มอย่างใจดี “พรที่เจ้าต้องการล่ะ”

“เมืองนี้ ที่นี่ บ้านเกิดเมืองนอน และผู้คนที่ข้ารักที่สุด ข้าขอให้ไม่ว่าที่อื่นจะขาดแคลนหรือทุกข์ยากเพียงไร แต่เมืองนี้.. ตราบใดที่เรายังนับถือท่านและบูชาท่านทุกปี ขอให้เมืองนี้จงมีแต่ความสมบูรณ์ และสงบสุข ได้มั๊ยคะท่านเอลดีน?” ธิดาวารีคนใหม่ตอบ

“..เจ้าจะได้อย่างปรารถนา.. ตราบใดที่คนในเมืองนี้ยังคงนับถือข้า ข้าก็จะคุ้มครองพวกเจ้า เมืองนี้จะไม่ขาดน้ำและฝน.. จะไร้ภัยทางทะเลทุกอย่าง.. นี่เป็นพรจากข้า..” เทพีสมุทรมอบจุมพิตที่หน้าผากของธิดาวารีคนใหม่เบาๆ พลันร่างของผู้ถูกเลือกก็เรืองแสงสีฟ้าก่อนที่เครื่องแต่งกายจะเปลี่ยนไปเป็นเครื่องแต่งกายประจำตำแหน่งธิดาวารี มิโกะแห่งสายน้ำ ธิดาวารีคนใหม่ย่อตัวลงคำนับอย่างสวยงาม “ขอบคุณค่ะ”

เอลดีนหันไปพยักหน้ากับเลเวียธาน แล้วจูงมือธิดาวารีให้เดินตรงไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เกิดประกายแสงสีฟ้าอยู่ชั่วขณะแล้วทั้งสองก็หายไปกับตา

“บัดนี้การเลือกธิดาวารีจบสิ้นแล้ว..” เลเวียธานประกาศด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ต่อไปจะเป็นการทดสอบของข้า.. หลังจากที่ข้าส่งเหล่าสตรีพวกนี้ออกจากวิหารแล้ว ใครก็ตามที่คิดว่ามีความสามารถพอ.. เชิญพวกเจ้าได้เลย แต่ถ้าไม่แน่จริงข้าขอเตือนไว้.. อย่าเสี่ยงจะดีกว่า.. เพราะข้าจะไม่รับผิดชอบชีวิตของพวกเจ้า แต่ถ้าอยากลองเสี่ยงก็ตามใจ เพราะของวิเศษกำลังรอพวกเจ้าอยู่!!”

คล็อดยืนมองภาพเหล่าสาวรุ่นที่เข้าการคัดเลือกเดินออกจากวิหารอย่างสงบนิ่ง การทดสอบของมังกรสมุทร เลเวียธาน เพื่อช่วงชิงของวิเศษแห่งท้องนทีกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า!
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Mon May 28, 2007 10:24 am

บทที 15
บททดสอบของเลเวียธาน 1


มังกรสมุทรเลเวียธาน วิญญาณแห่งสายน้ำชั้นสูงผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของเทพีสมุทรเอลดีน นางยืนโดดเด่นอยู่อย่างโดดเดี่ยวในวิหารโบราณที่ไร้ซึ่งหลังคาท่ามกลางแสงที่อาบไล้จากจันทราที่มองเห็นซ้อนกันเป็นวงแหวนสีเหลืองนวล นัยน์เนตรสีฟ้าแน่นิ่งของมังกรวารีจับจ้องหญิงสาวพรหมจรรย์ที่กำลังอัญเชิญโคมเทียนกระดาษสาออกไปเพื่อลอยลงสู่ท้องทะเลอย่างเชื่องช้า

แองเจลาก้าวเท้าตามคนข้างหน้าออกจากวิหารแห่งท้องทะเลด้วยความรู้สึกที่เธอก็ไม่สามารถอธิบายได้ โคมเทียนกระดาษสาในมือยังคงส่องแสงสว่างวูบวาบสวยงาม อัญมณีประดับที่ต่างหูกุญแจพระจันทร์ของเธอเปล่งประกายมากกว่าครั้งไหนๆ คงเพราะได้สัมผัสไอพลังของอัญมณีที่เหมือนกันของเด็กหนุ่มผมบลอนด์.. คล็อด

ข้าเริ่มแล้วนะ.. ด้วยการให้เจ้าเห็นสิ่งนี้.. ข้าหวัง.. หวังว่าเจ้าคงจะสะกิดใจขึ้นมาบ้างนะ.. คล็อด..

หญิงสาวนึกรำพึงอยู่ในใจ เธอเริ่มก้าวเท้ายาวเมื่อออกพ้นอาณาเขตวิหารแห่งท้องทะเล แองเจลาหันหน้ามองออกไปยังสุดขอบของท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มอย่างเลื่อนลอย เธอประคองโคมเทียนในมือค่อยๆ ปล่อยมันลงสู่ท้องทะเล เมื่อโคมได้สัมผัสกับพื้นน้ำ วงแสงสีฟ้าก็กระจายออกจากจุดที่วางลงไปเหมือนกับวงคลื่นน้ำราวกับเป็นคำขอบใจจากเจ้าแห่งท้องทะเล

นาตาเลียและคาเรนย่อตัวลงนั่งเคียงข้าง นักเวทสาวน้อยหันมายิ้มบางให้ก่อนที่จะลอยโคมเทียนของตนลงสู่ท้องน้ำพร้อมกับคาเรน วงคลื่นสีฟ้าสองวงกระจายออกจากจุดที่วางเหมือนก่อน และค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จากโคมเทียนมากมายที่หญิงสาวผู้เข้ารับการคัดเลือกได้ปล่อยลงสู่ท้องทะเล

“กลับกันเถอะ.. เราเบื่อชุดรุ่มร่ามนี่เต็มทนแล้วนะ” นาตาเลียทำหน้านิ่ว เธอสะกิดเรียกแองเจลาเบาๆ แล้วทำตาแป๋วใส่

“อ๊ะ? อะไรเหรอ” คนถูกสะกิดเพิ่งรู้สึกตัว

“กลับกัน กลับกัน..” นักเวทมนตร์สาวเขย่าแขนของเพื่อนสาวเบาๆ อีกหลายหนเป็นการอ้อน จนเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่มัดไว้สองข้างสะบัดไปมาตามแรงเขย่า แองเจลาหลุดเสียงหัวเราะ ฮึ ออกมาเบาๆ คนเขย่าจึงเริ่มทำหน้าสงสัย “มีอะไรตลก?”

นักดาบหญิงโคลงหัวไปมา “ไม่มีอะไร.. ก็แค่ปกติฉันจะเป็นคนอ้อนเธอ แต่วันนี้เธอมาอ้อนฉันได้นะ รู้มั๊ยว่าฉันชอบตอนเธอทำหน้ายังงี้มากเลย”

นาตาเลียทำหน้าเบื่อหน่าย คิ้วเรียวของเธอขมวดมุ่น นักเวทมนตร์สาวยิ่งเขย่าแขนของแองเจลาหนักขึ้น “ไม่เอาน่า.. อย่ามาเฉไฉเลย.. กลับกันเถอะน้า.. นะ เรารำคาญชุดนี้จะตายอยู่แล้ว มันหวิวๆ ชอบกล”

“แต่ฉันว่าก็เหมาะดี/ค่ะ” แองเจลาและคาเรนพูดขึ้นพร้อมกัน จนคนถูกว่าเหมาะกับชุดเริ่มปั้นหน้ายู่ยี่

“..กลับเองก็ได้.. นาตาชา.. พี่ออกมาเป็นเพื่อนหน่อยสิ” สุดท้ายนาตาเลียก็เบือนหน้าพร้อมกับเดินหนีออกมาเงียบๆ แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยปากเรียกวิญญาณของพี่สาวฝาแฝดออกมาเป็นเพื่อน

เมื่อนักเวทสาวจากไปแล้วคาเรนจึงพูดขึ้น “ไม่บอกไปล่ะคะ ว่ากำลังรอ.. ใครซักคนหรืออะไรซักอย่างอยู่?”

แองเจลาส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่อยากให้เด็กอนามัยต้องนอนดึกน่ะ.. นาตาเลียเป็นคนนอนเร็ว..”

“คิดว่ามีอะไรมากกว่านั้นนะคะ ทำไมไม่พูดออกมาล่ะคะ” คาเรนทำหูลู่ตก ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์จ้องมองแองเจลาอย่างหมายค้นหาความนัย

“นึกถึงคืนวันพระจันทร์วงแหวนน่ะ คืนนั้นเป็นคืนที่ฉันได้พบกับหมอนั่น..”

“หมอนั่น?” หญิงสาวชาวเผ่าฮาล์ฟทวนคำ

“เซอร์รัส เฟนเรียส.. ว่าที่คู่หมั้นของฉัน” แองเจลาระบายลมหายใจออกมาเบาๆ

นักดาบสาวแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วทิ้งตัวนั่งลงที่ริมขอบสะพานหินโดยไม่กลัวว่าชุดสวยจะเปื้อน สายลมของปลายฤดูมรสุมพัดมาปะทะใบหน้าขาวนวลของเธอแรงจนต้องเบือนหน้าหนี พริบตานั้นแองเจลามองเห็นเส้นผมสีเงินยวงแปลกตาของคนผู้หนึ่งที่สะท้อนกับแสงจากพระจันทร์วงแหวนบนฟากฟ้าเป็นสีสวย เธอรีบตวัดหางตากลับไปมองอย่างรวดเร็วแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า.. ไม่มีชายหนุ่มผมเงินที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้แล้ว

เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์รำพึงกับตัวเองเบาๆ ดวงตาสีท้องฟ้ารัตติกาลจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย “เซอร์รัส? เป็นเจ้ารึเปล่า? ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่จริง.. แล้วข้า.. ควรเลือกคนที่ข้ารัก หรือคนที่รักข้ากันแน่?”

...

คืนจันทราวงแหวน ศักราชโซเฟียที่ 35..

เสียงดนตรีไพเราะดังคลอเป็นจังหวะเบาๆ เหมาะกับงานรื่นเริงที่จัดขึ้นภายในห้องโถงของพระราชวังจันทรา หญิงสาวมากมายแต่งกายด้วยชุดราตรีหรูหราสวยงามที่จับคู่เต้นรำกับชายหนุ่มในชุดขุนางเต็มยศดูภูมิฐานและสง่างาม ทุกคนต่างก็สวมหน้ากากเพื่อปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของตนไว้

แองเจลาในชุดราตรีสีขาวที่จับคู่กับชายหนุ่มผมเงินในชุดสีน้ำเงินเข้ม กำลังเต้นรำไปมาตามจังหวะเชื่องช้าของเพลง

“นี่เป็นการพบกันครั้งแรกของเราสินะ.. เซอร์รัส” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มดุจดังท้องฟ้ารัตติกาลของเจ้าหญิงองค์โตมองลอดผ่านแพรพรรณบางเบาที่ใช้ทำหน้ากากรูปทรงประหลาดตาไปยังเด็กหนุ่มคู่เต้นรำของเธอ

เขาเพียงหัวเราะเบาๆ แล้วยิ้ม “ไม่ใช่หรอกองค์หญิง.. แต่นี่เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเรา..”

“เจ้า.. เอ่อ.. ท่านหมายความว่า?” คิ้วของหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเริ่มขมวดเป็นปม มือข้างที่เกาะไหล่ของว่าที่คู่หมั้นบีบลงไปที่ไหล่ของเขานิดๆ ในขณะที่ร่างกายส่วนอื่นยังคงขยับไปตามจังหวะเพลง

เซอร์รัสยิ้ม.. ยิ้มแบบที่ใครบางคนที่เธอคุ้นเคยชอบยิ้ม.. แต่ว่าเธอกลับนึกไม่ออกว่าเขาคนนั้นเป็นใคร “ข้าหมายความว่า.. ข้าเคยเห็นท่านหลายครั้งแล้ว แต่จากในภาพวาดนะ แล้วอย่าเรียกท่งท่านอะไรนั่นหรอก เรียกเจ้าอย่างที่เคยเรียกน่ะแหละดีแล้ว”

“แล้วก็มาพูดให้ข้างงอยู่ได้.. อ้อ.. ข้าเต้นไม่เก่งนะ.. บอกไว้ก่อน” สังฆราชขาวแห่งลูนาร์เทียคลี่ยิ้มบาง เซอร์รัสเห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นมาขยับหน้ากากสีเงินของตนให้เข้าที่ “ข้าก็เต้นไม่เก่งเหมือนกัน..”

“อย่าถ่อมตัวไปเลยน่า.. ข้าไม่เคยเจอใครที่เต้นได้ดีขนาดนี้นอกจากท่านพ่อ”

“เช่นกัน หากเจ้าว่าเจ้าเต้นไม่เก่งแล้ว หญิงอื่นคงจะเต้นไม่เป็นเลยล่ะมั้ง” เซอร์รัสขยับเท้าตามจังหวะเพลง พร้อมกับดันร่างเล็กขององค์หญิงให้หมุนตัวอย่างสวยงามเรียกเสียงปรบมือจากแขกเหรื่อในงานดังลั่น แต่ทั้งสองก็หาได้สนใจสิ่งรอบตัวไม่

“นี่.. ข้าอยากเห็นหน้าของคนที่ข้าจะต้องแต่งงานด้วย ได้มั๊ย?” แองเจลาถามขึ้นอย่างลอยๆ ดวงตาสีท้องฟ้ารัตติกาลของเธอจับจ้องไปที่หน้ากากสีเงินที่ปิดบังใบหน้าครึ่งบนของว่าที่คู่หมั้นเอาไว้

คู่เต้นรำของเจ้าหญิงคลี่ยิ้มแล้วตอบมาสั้นๆ คำเดียวว่า “ไม่”

รอยยิ้มบนใบหน้าของสังฆราชขาวหุบลงทันที เธอเริ่มทำหน้าบูดบึ้ง “ก็ข้าอยากเห็น..”

“แต่ข้าไม่อยากให้เห็น” เซอร์รัสเถียงกลับ

“ไม่ได้? น่านะ ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าจริงๆ นะเซอร์รัส” เจ้าหญิงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แต่ก็ต้องจนใจเพราะเหตุผลที่ว่า “นี่เป็นงานเลี้ยงหน้ากาก ถ้าไม่ใส่หน้ากากก็คงไม่เรียกงานเลี้ยงหน้ากาก เพราะฉะนั้น.. ข้าไม่ถอด” ฝ่ายชายแอบอมยิ้มมุมปากในชัยชนะเล็กๆ ของเขา

“เฮ้อ..... ก็ได้ๆ ข้ายังไม่ดูคืนนี้ก็ได้.. ว่าแต่ผมสีเงินของเจ้าดูแปลกตาดี.. เหมือนกับสีผมของท่านพ่อของข้า ผมสีเงินน่ะหายากมากเลยนะ” แองเจลาถอนใจยาว ก่อนจะใช้มือข้างที่จับไหล่ของเซอร์รัสไล้ไปตามเส้นผมสีเงินที่ยาวระบ่าของเด็กหนุ่ม ในขณะเท้าที่สวมรองเท้าเต้นรำสีขาวขยับเดินตามจังหวะ

เซอร์รัสผลักตัวเองออกห่างจากเจ้าหญิงแล้วหมุนตัว 1 รอบ จากนั้นจึงเข้ามาจับคู่อยู่ในท่ามาตรฐานตามเดิม เขายิ้มบางก่อนจะพูดขึ้นว่า “สีผมข้าเหมือนกับท่านแม่ ท่านพ่อน่ะมีผมสีทองบลอนด์.. น่าแปลกใจนะ ทั้งๆ ที่เป็นน้องชายของท่านแม่ของเจ้าหญิงแต่กลับต่าง”

แองเจลาหัวเราะเบาๆ “เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครบอกได้หรอก.. ว่าลูกของเราจะเกิดมาเหมือนใคร มีผมสีอะไร มีตาสีอะไร หรือมีนิสัยยังไง.. มันเป็นเรื่องของโชคชะตาและอนาคต”

“อ้าว.. นี่ตกลงจะยอมแต่งกับข้าแล้วรึ? เมื่อกี๊ยังเห็นปฏิเสธอยู่เลย.. ไม่ทันไรพูดถึงเรื่องลูกของเราซะแล้ว” เด็กหนุ่มผมเงินเริ่มแซว จนใบหน้าของคนฟังขึ้นสี เสียงดนตรีก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเพลงทำนองหวานซึ้ง

“บ้า! ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น.. ข้าอยากขอโทษเจ้า.. คือ.. ข้าแต่งกับเจ้าไม่ได้..” เจ้าหญิงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วในขณะที่อยู่ในท่าที่เซอร์รัสกำลังโอบตัวของเจ้าหญิงไว้

เด็กหนุ่มผมเงินถอนหายใจเบาๆ แองเจลารับรู้ได้ว่าคำพูดเมื่อครู่ทำให้เขาไม่สบายใจ “ทำไมรึ? ข้าอยากฟังเหตุผล”

ใบหน้าของเจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์แดงซ่านขึ้นมา เธอตอบอย่างตะกุกตะกัก “ขะ.. ข้า.. คือ.. ข้ามีคน.. ทะ.. ข้ามีคนที่ข้ารักอยู่แล้ว..”

เซอร์รัสแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าผ่านทางหน้าต่างกระจกที่อยู่สูงขึ้นไป “ข้าเข้าใจ.. ข้าก็มีคนที่ข้ารักอยู่แล้ว”

เจ้าหญิงชะงักไปเพราะคำพูดของเด็กหนุ่ม “งั้น.. เรายกเลิกงานหมั้น?”

เด็กหนุ่มผมเงินส่ายหน้าช้าๆ แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “เห.. ข้าบอกว่าข้ามีคนที่รักอยู่แล้ว แต่ข้าไม่ได้บอกเลยว่าคนคนนั้นไม่ใช่เจ้าน่ะ”

“เอ๊ะ! นี่เจ้ากวนข้านี่?” แองเจลาใช้มือข้างที่เกาะไหล่ทุบลงไปเบาๆ ที่แขนของฝ่ายตรงข้าม เธอเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างงอนๆ

“เอ้า! ข้ายอมรับก็ได้ว่าข้ากวน.. แต่ข้าจะไม่ยกเลิกงานหมั้นของเราเด็ดขาด เจ้าหญิง.. ความรักกับหน้าที่น่ะ มันมักสวนทางกัน แต่บางที ความรักกับหน้าที่น่ะ ก็อาจไปด้วยกันได้ มันไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้แน่นอนหรอก ท่านจงจำคำของข้าไว้ จนกว่าวันที่เราจะพบกันอีก.. จนกว่าชีวิตของข้าจะหาไม่.. ความรักของข้ามีให้แค่เจ้าคนเดียว.. แองเจลา”

แล้ววันนั้นก็ไม่เคยมาถึง..



ทางด้านของคล็อด..

“ตัดสินใจไม่ถูกรึ? ข้าว่าเจ้าไม่ใช่คนขี้ขลาด.. โอกาสอย่างนี้มีแค่ปีละหนเท่านั้นนะ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังคุ้นหูดังมาจากทางชายฝั่ง คล็อดมองไปก็เห็นเจ้าของเสียงในชุดคลุมสีขาวนวลที่กำลังเดินตรงเข้ามาอย่างเชื่องช้า

“คุณ.. เฮรินน่า” เด็กหนุ่มในชุดเกราะกลาดิเอเตอร์สีน้ำเงินเต็มยศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความแปลกใจ

ไบรอันจ้องมองหญิงสาวที่ใส่ชุดคลุมทั้งร่าง เผยให้เห็นเพียงแค่ใบหน้าส่วนล่างที่ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มจางๆ น่ามอง นางกำลังสนทนากับคล็อด

คนนี้น่ะเหรอ.. เฮรินน่า เทพพยากรณ์แห่งคาล์ม ที่ว่ากันว่าทำนายอนาคตได้แม่นยำนัก.. สวย.. แต่ในใจมันรู้สึกว่า.. ต่างชั้น.. ช่างดูสูงส่ง.. เอาล่ะปล่อยให้สองคนนี้คุยกันไป.. เราไปรอที่นั่นก่อนแล้วกัน
เด็กหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะเอามือเอื้อมข้ามไหล่ตัวเองหยิบดาบประจำตัวเล่มใหญ่โตออกมาจากความว่างเปล่า เขากุมดาบในมือด้วยความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ไบรอันยกมือขึ้นทำท่าอำลาแล้วเดินตรงเข้าสู่วิหารวารีที่มี หญิงสาวนามว่าเลเวียธานยืนเด่นอยู่เพียงลำพัง

“เพื่อนเจ้าตัดสินใจเดินเข้าสู่การทดสอบของเลเวียธานแล้ว แล้วเจ้าหนูคล็อดของข้าจะไม่ไปมั่งรึไง?” นักพยากรณ์สาวกระเซ้า

คล็อดใช้ดวงตาสีไพลินจ้องมองคนตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา เด็กหนุ่มถอนหายใจเบาๆ “ลองคุณเฮรินน่ามายุอย่างนี้ สงสัยไม่ไปไม่ได้แล้วล่ะมั้ง”

เฮรินน่าหัวเราะคิกคัก “ข้าไม่ได้มายุเจ้า ข้าแค่อยากเห็นฝีมือและไหวพริบของเจ้าเท่านั้นเอง.. เอาล่ะ คราวนี้ข้าก็มีของขวัญมาให้อีกฟังให้ดีนะ.. การเดินทางอันยาวไกลของเจ้า จะได้สตรีคอยเกื้อหนุน”

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยฟังคำทำนายของคู่สนทนาแล้วพยักหน้ารับ “ขอบคุณครับ”

“อ้อ.. อีกอย่าง.. นี่เป็นคำแนะนำนะไม่ใช่คำทำนาย อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ล่ะ ไม่งั้นเจ้าอาจต้องเสียใจภายหลังก็ได้..” เฮรินน่ายื่นหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหู ก่อนจะฝากรอยร้อนผะผ่าวบนใบหน้าของคล็อดไว้แล้วจากไปโดยไม่ให้เด็กหนุ่มได้ทันตั้งตัว

“คุณคล้ายกับ.. ท่านแม่จริงๆ น่ะแหละ โซเฟีย เฮรินน่า แมกซ์เวลล์” คล็อดมองตามแผ่นหลังของนางไปจนลับตา ก่อนที่เขาจะใช้ดวงตาสีไพลินจ้องตรงไปยังวิหารวารีที่บัดนี้เริ่มมีเหล่าผู้กล้าหาญเข้ารับการทดสอบไปยืนรอกันเป็นจำนวนมากแล้ว

คล็อดออกเดินฝ่าฝูงชนที่คลาคล่ำมุ่งตรงไปตามสะพานหินที่ทอดยาวจนแทบสุดสายตา เขาตัดสินใจเข้ารับการทดสอบจากนาง มังกรวารี เลเวียธาน..

วิหารเอลดีน..

ผู้เข้ารับการทดสอบหลายสิบคนยืนกันแน่นขนัดบริเวณวิหารเอลดีน ทุกคนที่มั่นใจในฝีมือและเชาว์ปัญญาของตัวเองต่างก็มาเข้ารับการทดสอบเพื่อชิงสิทธิ์การได้รับรางวัล คล็อดมองเหล่าผู้เข้าการทดสอบที่มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งเด็ก..

“คล็อด มีเด็กด้วยว่ะ” ไบรอันสะกิดให้คล็อดดูเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยืนทำตาแป๋ว

“ทำไม ชอบไม่ใช่เรอะ” คล็อดตอกกลับ พอได้ฟังคนถูกว่าก็แยกเขี้ยวใส่ “ผู้หญิงเด็กกว่าน่ะชอบ แต่นี่มันถึงขั้นพรากผู้เยาว์แล้วเฟ้ย”

“ว่าแต่.. ขอเตือนไว้หน่อยดีกว่านะ ยัยเด็กนั่นท่าทางจะเป็นนักเวทวิญญาณ” คล็อดกล่าวเตือนเบาๆ

“ได้เวลาแล้ว..” น้ำเสียงเย็นเยียบของมังกรสมุทรในร่างหญิงสาวทำให้ผู้คนที่คุยกันเบาๆ หยุดลง ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลัง “เอามือไปแตะน้ำในบ่อแล้วกลับมารอที่นี่..” นางพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

แต่ละคนก็ทยอยเดินเข้าไปแล้วเอามือจุ่มลงไปในบ่อก่อนจะค่อยๆ เดินกลับมาบริเวณที่เลเวียธานยืนนิ่งอยู่ “หลับตาลงแล้วข้าจะเริ่มการทดสอบอย่างแรก.. การประลองฝีมือ เจ้าจะได้สู้กับใครซักคนในนี้ ใครที่เอาชนะอีกฝ่ายได้ข้าถึงจะให้คำถามของปีนี้..”

ทุกคนหลับตาลงช้าๆ แล้วความรู้สึกทุกอย่างก็พลันหายไปเหมือนกับดวงไฟที่ดับวูบลงเพราะสายลมแรง..

ไม่นานความรู้สึกก็กลับคืนมา คล็อดพบว่าตัวเองกำลังยืนถือหอกคู่ใจเตรียมพร้อมประจันหน้ากับเด็กผู้หญิงคนเมื่อครู่ เธอควงเคียวโค้งงอที่สลักเป็นรูปกากอยส์เป็นวงกลมแล้วส่งรอยยิ้มสดใสให้กับคล็อด

“สวัสดีค่ะพี่ชาย.. ไม่ต้องออมมือนะคะ” เด็กหญิงควงเคียวเตรียมเข้าสู่สภาพพร้อมต่อสู้ ชุดเก่าของเธอเรืองแสงเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องแต่งกายของนักเวทวิญญาณเนโครแมนเซอร์

คล็อดยกมือแตะที่หน้าอกแล้วค้อมคำนับเล็กน้อย เขาเอ่ยเพียงคำพูดสั้นๆ “เช่นกัน..”

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยควงหอกคู่กาย อัสนีน้ำเงิน แล้วกระแทกปลายหอกลงบนพื้นหินที่ค่อยๆ ปรากฏให้เห็นดังกึง ดวงตาสีน้ำเงินไพลินกวาดมองไปรอบๆ พื้นที่ที่บัดนี้เปลี่ยนจากความมืดเวิ้งว้างกลายเป็นสนามประลองขนาดใหญ่ เลเวียธานปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ นางกอดอกมองทั้งคู่สลับกันไปมาก่อนที่จะพยักหน้าให้กับทั้งคู่ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เริ่มการประลองได้..”

“เอาล่ะนะคะ.. พี่ชาย” เด็กหญิงผู้เป็นคู่ต่อสู้ของคล็อดส่งยิ้มมาให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะเริ่มจู่โจมทันที!
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
ReshaValentine
นักเรียนมัธยม
นักเรียนมัธยม
avatar

Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 145
อายุ : 25
สังกัด : โทโฮคลับ
Registration date : 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Mon May 28, 2007 7:52 pm

ใกล้ถึงตอนที่ต้องการแล้ว อย่าลืมแก้ชื่อกระทุ้เป็นตอน15ด้วยนะคะ เดี๋ยวคนอ่านไม่รุ ^^
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://members.thai.net/animeost/index.html
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Fri Jun 01, 2007 4:42 pm

>_< ตอนนั้นพออัพเสร็จแล้วเน็ตมันหลุดเลยไม่ได้แก้ให้นะ เ้อ้า อัพต่อๆ
----------------------------------------------------------------------------------
บทที 16
บททดสอบของเลเวียธาน 2


“เอาล่ะนะคะ.. พี่ชาย” เด็กหญิงผู้เป็นคู่ต่อสู้ของคล็อดส่งยิ้มมาให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะเริ่มจู่โจมทันที!

เคียวโค้งสีเทาหม่นของเธอตวัดวูบผ่านหน้าของคล็อดอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวหลบอย่างไม่ยาก แต่เจ้าของเคียวยังไม่ยอมลดละวาดอาวุธคู่กายจู่โจมอย่างต่อเนื่องจนกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยสัมผัสได้ถึงสายลมที่กรีดผ่านร่างกาย การโจมตีของเนโครแมนเซอร์วัยกระเตาะเริ่มเพิ่มรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกที

ชิ.. เร็วเป็นบ้า..

คล็อดกัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจที่ได้แต่เป็นฝ่ายตั้งรับ จนเมื่อได้ยินเสียงบทร่ายมนตร์ที่คุ้นหูของฝ่ายตรงข้าม ดวงตาสีน้ำเงินไพลินก็เบิกกว้าง เขารู้จักเวทมนตร์บทนี้ดี

“ข้าแต่เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ผู้งดงาม ขอจงมอบพลังของท่านในการชำระล้างวิญญาณบาปเบื้องหน้าข้า.. โซล ออฟ เดอะ เคิร์ส วัน(Soul of the curse one)” เด็กหญิงชูมือขึ้นฟ้า มือซ้ายของเธอเรืองแสงสีม่วงก่อนที่ลูกบอลเพลิงสีม่วงที่เหมือนประจุด้วยสายฟ้าไว้ภายใน 3 ลูกจะปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวของเธอ เนโครแมนเซอร์น้อยตวัดมือไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายคือนักรบกลาดิเอเตอร์ในชุดเกราะสีน้ำเงิน ลูกบอลประจุพลังงานสีม่วงจึงพุ่งเข้าจู่โจมใส่คล็อดอย่างรวดเร็ว

คล็อดกระโดดหลบลูกพลังลูกแรกได้ มันกระแทกพื้นแล้วระเบิดออกอย่างแรง เกิดฝุ่นควันสีหม่นลอยกลบบดบังทิศทางของลูกบอลวิญญาณลูกที่เหลือ คล็อดกลอกตาไปมาเป็นเชิงสำรวจ ดวงตาสีไพลินพินิจมองหาคู่ต่อสู้ว่าจะจู่โจมมาแบบใดต่อ แล้วจู่ๆ นักเวทวิญญาณก็โผล่ออกจากกลุ่มควันสีน้ำตาลทมึนพร้อมกับวาดเคียวเป็นวงกว้างโจมตีใส่คล็อด

“หัวใสดีนี่” คล็อดว่าขณะที่กำลังตวัดหอกคู่ใจแลกกับเคียวของเด็กน้อยที่ฝีมือไม่น้อย

“ไม่นึกว่าจะหลบได้แฮะ.. พี่ชายเก่งเหมือนกันนะเนี่ย แต่ระวังข้างหลังด้วยล่ะ..” เด็กหญิงหัวเราะเสียงใส คล็อดหันควับกลับไปเห็นลูกไฟสีม่วงลูกที่สองพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็วก็รีบเบี่ยงตัวหนี ลูกบอลไฟมรณะจึงพุ่งเลยไปหาเจ้าของเวทมนตร์ที่ยืนเป็นเป้านิ่ง เด็กหญิงชี้นิ้วขึ้นฟ้าพร้อมกับยิ้มหวานก่อนที่จะกระโดดเตะลูกบอลวิญญาณกลับไปหาคล็อดอีกครั้ง “เอ้า! รับนะคะ”

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยแหงนหน้าขึ้นไปมองบนฟ้าตามนิ้วของเด็กหญิงก็พบ.. ลูกบอลไฟสีม่วงที่กำลังพุ่งตรงมาจากเบื้องบนด้วยความรวดเร็ว!

ตูม!!!!!

เสียงระเบิดจากลูกไฟสีม่วงทั้งสองลูกกระแทกกันอย่างแรง คล็อดกระเด็นกระดอนเพราะแรงระเบิดจนล้มกลิ้ง แต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายเพราะสามารถถอยหลีกออกจากจุดกำเนิดเสียงได้ทันท่วงที เขาทำท่าทางปัดฝุ่นที่เกาะเปื้อนตามตัว “เธอนี่ฝีมือไม่ใช่เล่นเลยนะ สงสัยมัวแต่เล่นคงไม่ได้”

“ก็หนูบอกพี่แล้วไงคะว่าไม่ต้องออมมือ หนูก็สนุกกับการต่อสู้กับคนเก่งๆ น้า” เนโครแมนเซอร์ตัวน้อยพูดด้วยท่าทางน่ารัก ก่อนที่จะวาดเคียวเป็นวงกลมแล้วจับกระชับเข้าสู่สภาพพร้อมสู้อีกครั้ง “ต่อยกสองนะคะ ยกแรกหนูชนะพี่แล้วนี่”

คล็อดพยักหน้ารับแล้วออกวิ่ง เกราะเท้าทั้งสองข้างกระทบกับพื้นหินตามจังหวะการก้าวที่ถี่รัวของเด็กหนุ่มจนได้ยินเสียงโลหะกระทบพื้นดังเป็นระยะๆ กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยง้างหอกในมือออก..

“เล่นกันตรงๆ ไม่ได้หรอกค่ะ” นักเวทวิญญาณง้างเคียวแล้วฟาดเข้าใส่คล็อดด้วยความความเร็วที่สูงกว่า..

วูบ!!
เสียงเคียวฟาดฟันใส่ถูกความว่างเปล่า ภาพของคล็อดที่ถูกฟันค่อยๆ เลือนหายไปกับสายตา เด็กหญิงทำตาโต “ภาพติดตา!”

“ใช่.. ดับเบิลเสต็ป ชาร์จ(Double step Charge)” ร่างจริงของคล็อดที่อยู่ข้างซ้ายมือของเด็กหญิงพูดพร้อมกับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเหมือนการหายตัว เขาไปโผล่ที่ระยะประชิดตัวของเด็กน้อยนักเวทวิญญาณ คล็อดตวัดหอกหวดใส่อากาศจนเกิดคลื่นกระแทกถาโถมใส่ร่างเล็กของเนโครแมนเซอร์น้อย เธอกระเด็นถอยออกไปประมาณ3 ก้าว เด็กหญิงตีลังกากลับตัวกลางอากาศมานั่งคุกเข่ายันตัวกับพื้นได้แต่ทว่าการโจมตีของกลาดิเอเตอร์ยังไม่จบ เขาแทงหอกที่เรืองแสงสีเหลืองสลับกับน้ำเงินเข้าใส่ตัวเธออย่างรุนแรง

เปรี้ยง!!!

เด็กหญิงผู้มีคลาสเนโครแมนเซอร์กระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกโดนกำแพงอย่างจัง ทั่วทั้งร่างเล็กของเธอรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนถูกไฟช็อต เธอกรีดร้องออกมาเสียงลั่น

ดวงเนตรสีไพลินของคล็อดมองไปยังร่างที่แน่นิ่งของเด็กหญิงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “ยกสองจบเร็วไปหน่อย.. แต่เธอคงยังไม่รีบยอมแพ้หรอกใช่มั๊ย? ยกสามยังรอเราอยู่นะ”

เขาเดินตรงไปยังร่างของเด็กน้อย พร้อมกับยื่นมือให้จับพยุง เนโครแมนเซอร์น้อยลืมตาขึ้นมองอย่างลังเลก่อนจะจับมือของคล็อดและถูกพยุงขึ้นยืน “ถ้าหนูเล่นงานตอนเมื่อกี้พี่ก็คงไม่รอด..”

“ถ้าพี่เล่นงานตอนเธอล้ม เธอก็ไม่เหลือเหมือนกัน” คล็อดยักคิ้วให้นิดๆ เป็นเชิงเย้า ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมาพร้อมกัน “ฮ่ะๆ เราทั้งคู่นี่เป็นคนตรงเกินไปจริงๆ เนอะ”

“เอาล่ะ ยกที่สามนี้จะตัดสินแล้วนะคะ หนูไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เหมือนรอบที่แล้วหรอกน่า อีกอย่าง.. อย่าคิดว่าจะเอาวิธีการเดิมมาใช้ล่ะ บอกไว้ก่อนว่ามันไม่ได้ผล” เนโครแมนเซอร์น้อยยื่นเคียวชี้มาที่หน้าของกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย

คล็อดยักไหล่นิดๆ “ใครเขาจะเอาแผนเดิมมาใช้กับศัตรูคนเดิมกัน..”

“เริ่มล่ะนะคะ” เด็กหญิงพุ่งเข้าจู่โจมด้วยเคียวกากอยส์ในมือเล็กๆ ของเธอ ขณะที่ปากกำลังพึมพำร่ายมนตรา “ข้าแต่เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ผู้งดงาม ขอจงแสดงร่างวิญญาณของผู้ที่ยังวนเวียนอยู่ในโลกนี้ให้ปรากฏต่อหน้าข้า ณ บัดนี้.. วิล โอ วิสป์(Will O’ Wisp)”

คล็อดจับจ้องภาพลูกไฟวิญญาณสีน้ำเงินอมม่วงที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวของเด็กสาวอย่างเชื่องช้า จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จนกระทั่งมีเป็นสิบ คล็อดกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วเบ้หน้า หอกในมือก็กำลังกวัดแกว่งรับมือเคียวของเนโครแมนเซอร์คู่ต่อสู้อย่างไม่ยากลำบากนัก แต่เรื่องลำบากกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า..

“โจมตีได้” ความลำบากที่พูดถึงได้เริ่มขึ้นเมื่อเสียงสั่งการของเนโครแมนเซอร์ทำให้เหล่าลูกไฟวิญญาณเคลื่อนไหว มันพุ่งเข้าใส่คล็อดด้วยความเร็วที่เรียกได้ว่าช้า แต่ทว่าเรื่องความเร็วไม่เกี่ยว เพราะลูกไฟวิญญาณสีน้ำเงินอมม่วงเหล่านี้เน้นที่ปริมาณและทิศทาง มันพุ่งเข้าใส่เขาจากแทบทุกทิศทางจนหาช่องว่างที่จะหลบหลีกได้ยาก แถมยังต้องรับมือกับการโจมตีด้วยเคียวของเด็กหญิง ยิ่งทำให้การต่อสู้ยากลำบากขึ้น

คล็อดซึ่งอยู่ในวงล้อมของเหล่าลูกไฟสีน้ำเงินอมม่วงได้แต่ฟาดหอกใส่ลูกไฟไร้ตัวตนให้ดับไปทีละดวงสองดวง แต่ดูเหมือนเหล่าลูกไฟวิญญาณจะสามารถเพิ่มปริมาณได้ ในขณะที่มัวแต่สนใจกับเหล่าลูกไฟที่รายล้อมตัวอยู่นั่นเอง เคียวสีเทาหม่นที่ควงหมุนเป็นวงรอบด้วยความเร็วสูงก็โฉบบินผ่านด้วยความรวดเร็ว มันตรงมายังศีรษะของกลาดิเอเตอร์หนุ่ม ดวงตาสีน้ำเงินไพลินของเขาเบิกกว้าง!

เคร้ง! ฉัวะ!

ก่อนจะตามมาด้วยเสียงวัตถุบางอย่างกลิ้งหลุนๆ บนพื้นศิลา เหล่าลูกไฟวิญญาณดูเหมือนจะหยุดนิ่งไป เนโครแมนเซอร์วัยเยาว์แบมือรับเคียวประจำตัวที่หมุนควงกลับมาหา สายตาของเธอที่มองมานั้นดูว่างเปล่า มองเห็นเงาดำของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยิ้มอย่างพอใจอยู่เบื้องหลัง!

“จบแล้วรึไง?” เสียงของผู้ชายดังขึ้นข้างๆ มังกรสมุทรในร่างหญิงสาว

“ยังหรอก..” เลเวียธานตอบชายหนุ่มผู้มาใหม่ เนตรสีฟ้าของนางจับจ้องแน่นิ่งไปยังบุรุษเบื้องหน้า “ข้าเชื่อว่ายังไม่จบง่ายๆ เจ้าหนูนั่นมีฝีมือมากกว่านี้.. คราเคน”

คราเคน..วิญญาณพิทักษ์แห่งสายน้ำอีกตนผู้เป็นดังคู่ปรับของเลเวียธานที่ปรากฏกายขึ้นเพื่อรับชมการประลองของคล็อด เส้นผมสีม่วงซีดๆ ของเขาที่รวบเป็นเปีย 8 เส้นพลิ้วไหวไปมา ชุดเกราะสีฟ้าแสดงถึงความเป็นนักรบแห่งท้องทะเลยิ่งทำให้ดูน่าหวาดหวั่นและน่าเกรงขาม คราเคนเป็นวิญญาณพิทักษ์ท้องทะเลผู้มีหน้าที่หลักในการลงโทษผู้ที่ลบหลู่ต่อสายน้ำ เรือเล็กเรือใหญ่มากมายจมลงด้วยมือของ ‘แม่ทัพสมุทร’ คนนี้ คราเคนในร่างชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง ดวงตาสีแดงสดจ้องมองมาด้วยความสงสัย “ทำไมเจ้าดูแน่ใจนัก?”

“ไม่รู้สิ.. แค่ท่านโซเฟียพูดไว้ว่าหมอนี่จะชนะ และตอบคำถามของข้าถูก..” เลเวียธานตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“งั้นก็ต้องรอดูต่อไป.. ข้าว่าชักน่าสนใจแล้วนะเนี่ย หึๆๆ” แม่ทัพสมุทรใช้มือปัดผมที่ตกลงมาปรกหน้าปิดบังดวงตาข้างซ้ายออกแล้วหัวเราะเบาๆ ด้วยความสนุกสนาน

คล็อดมองหมวกเหล็กสีน้ำเงินของตนที่ขาดแหว่งออกเป็นสองส่วนแล้วทำหน้าสยอง เส้นผมสีเงินที่ไร้หมวกเหล็กปิดบังพลิ้วน้อยๆ ตามสายลมอ่อน นัยน์ตาสีไพลินของเขามองไปยังเงาดำน่าหวาดหวั่นที่เบื้องหลังของเนโครแมนเซอร์น้อย เขาเริ่มทำหน้าเคร่งเครียด “ให้ตายสิ.. โดนสิงเหรอเนี่ย? สงสัยคงเป็นวิญญาณที่ฉวยโอกาสตอนมนต์บทเมื่อกี้แน่”

“เล่นงานมันสิ... มัวรออะไรอยู่...” น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเสียงของหญิงสาวซ้อนทับกับเสียงเดิมของเด็กหญิงสั่งอย่างเกรี้ยวกราด

สิ้นเสียงสั่ง เหล่าลูกไฟวิญญาณที่หยุดนิ่งไปพักหนึ่งก็เริ่มโจมตีต่อ แต่ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อลูกไฟเหล่านั้นพุ่งมาถูกตัวของคล็อดก็เกิดเปลวไฟสีเดียวกับลูกไฟเผาที่จุดนั้น คล็อดสอดส่ายสายตามองไปมาในขณะที่หอกในมือก็พยายามทำลายลูกไฟปีศาจให้ได้มากที่สุด

มัวแต่เล่นกับลูกไฟพวกนี้คงไม่ดีแน่ ต้องจัดการกับผู้ใช้คาถา..

พลันสายตาของเขาก็มองเห็นช่องว่างของลูกไฟวิญญาณ “ดับเบิลเสต็ป ชาร์จ”

คล็อดพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วหายตัวไปโผล่ที่ด้านหน้าของเนโครแมนเซอร์น้อยที่กำลังโดนวิญญาณร้ายเข้าสิงพร้อมกับฟาดหอกใส่ด้วยความรวดเร็ว แต่เคียวในมือของนักเวทวิญญาณก็ถูกยกขึ้นปัดป้อง คล็อดจึงแทงหอกกระแทกเข้าซ้ำจนเด็กหญิงกระเด็นห่างออกไป เด็กหญิงคำรามออกมาด้วยความโกรธ “หนอยแน่ะ! จะมากไปแล้วนะ”

“ไม่หรอก เธอน่ะเคลื่อนไหวได้ไม่ถนัดสินะ เพราะว่าร่างนี้ไม่ใช่ร่างของตัวเอง” คล็อดที่กำลังรุกไล่เด็กหญิงที่ถูกวิญญาณสิงพูดขึ้น

“ไม่ใช่นะ.. ข้า..” วิญญาณหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังของเนโครแมนเซอร์สาวน้อยทำท่าอึกอัก

คล็อดยิ่งเร่งการโจมตีให้รุนแรงและรวดเร็วขึ้น “ความเร็วและความรุนแรงตกลงไปนี่นะ จะบอกว่าไม่ใช่.. เธอน่ะต้องการอะไรกันแน่ คืนร่างที่สิงมาเถอะน่า”

แล้วทั้งเนโครแมนเซอร์น้อยและวิญญาณของหญิงสาวก็ยิ้มออกมาพร้อมกัน “เจ้าเก่งขึ้นนะ..”

คำพูดนั้นทำเอาคล็อดชะงักมือไปชั่วขณะ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเวทวิญญาณได้โจมตี “เวพ่อน เบรก(Weapon Break)!” เคียวสีเทาหม่นเรืองแสงสีทองอ่อนก่อนจะถูกฟาดลงใส่หอกคู่ใจของคล็อด

“เฮ้ยท่านั้นมัน!” คล็อดกระโดดถีบตัวถอยไปข้างหลังได้ทันแต่หอกคู่ใจก็ได้รับความเสียหายจากท่าโจมตีที่หมายทำลายอาวุธโดยตรง
ท่าของกลาดิเอเตอร์?.. ใช้ได้ด้วยเรอะ?

“ไม่ได้เรื่อง.. เพิ่งจะชมอยู่หยกๆ เจ้ายังฝึกมาไม่พอนะ ฮึ!” เนโครแมนเซอร์และวิญญาณสาวทำท่ากอดอกแล้วถอนใจเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย

คล็อดยืนมองร่างวิญญาณที่อยู่ด้านหลังของเด็กหญิงอย่างพินิจพิเคราะห์ บัดนี้ไม่มีรังสีความน่าหวาดหวั่นอยู่แล้ว เขารู้สึกแปลกใจจนต้องเอ่ยปากถาม เขาเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกวิญญาณหญิงสาวตามความรู้สึก “คุณเป็นใครกันแน่?”

“บอกให้โง่ แต่ถ้าอยากรู้ก็เอาชนะข้าสิ ไม่ต้องไปสนใจลูกไฟพวกนั้นก็ได้” เด็กหญิงวาดมือวูบแล้วลูกไฟวิญญาณที่คอยรังควานคล็อดอยู่ระยะหนึ่งก็หายไป เธอโบกมือท้าทายในแบบที่คล็อดบอกว่ามันคุ้นตา “เออ.. จริงสิ ว่าจะถามซะหน่อยว่าไปย้อมผมเปลี่ยนเป็นสีเงินมาตอนไหน ฮึ?”

คำพูดนั่นยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย “พูดอย่างกับรู้จักผม?”

“รู้จักน่ะรู้จักแน่นอน.. บางทีนะข้ารู้จักเจ้ามากกว่าที่เจ้ารู้จักตัวเองด้วยซ้ำ คิกๆ” วิญญาณหญิงสาวหัวเราะ ร่างของเด็กหญิงจึงส่งเสียงหัวเราะตาม

“งั้นก็คงต้องสู้กันให้รู้แพ้รู้ชนะ..” คล็อดกระชับหอกคู่ใจที่มีรอยร้าวเนื่องจากท่าทำลายอาวุธของฝ่ายตรงข้าม เนโครแมนเซอร์สาวเลิกคิ้วให้นิดๆ “ข้าเก่งนะจะบอกให้.. แม้จะใช้ร่างนี้ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ก็เถอะ”

แล้วทั้งคู่ก็เข้าปะทะกัน..

เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!
เสียงหอกกับเคียวปะทะกัน มองเห็นประกายไฟแปลบปลาบสลับกับวิถีโค้งของอาวุธยาวทั้งคู่เป็นระยะ ช่วงเวลาที่วิญญาณที่สิงในร่างของนักเวทวิญญาณน้อยเริ่มเสียสมาธิเพราะร่างกายนั่นเอง..

“ย้าก...” คล็อดง้างหอกที่เรืองแสงสีน้ำเงินสลับกับสีเหลืองแล้วฟาดลงใส่ร่างของเด็กหญิงอย่างเต็มแรง “แอนนิฮิเลชั่น(Annihilation)!!”

ตูมมมมมม!!!!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อหอกสีน้ำเงินคู่ใจของกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยกระแทกลงกับพื้นที่ว่างเปล่า คล็อดมองภาพเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ ก่อนที่จะจับรังสีสังหารได้จากทางข้างหลัง เด็กหนุ่มหันหลังควับ!

“ทริปเปิลสเต็ป ชาร์จ(Triple Step Charge)” เด็กหญิงหายตัวเนื่องจากการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วอ้อมไปอยู่ข้างหลัง เธอตวัดเคียวในมือฟาดเสยขึ้นข้างบน ส่งคล็อดลอยขึ้นฟ้า เด็กหญิงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอีกครั้งแต่คราวนี้เป็นในอากาศ เธอโผล่มาอยู่ด้านบนของคล็อดแล้วยิ้มหวานให้ เคียวของเธอเรืองแสงเป็นสีทองก่อนจะตวัดวูบใส่เด็กหนุ่มที่ยกหอกคู่กายขึ้นกันอย่างทันท่วงทีแต่ด้วยการโจมตีในทิศทางเดียวกับแรงดึงดูดจึงส่งคล็อดให้ร่วงลงสู่พื้น พริบตาที่เด็กหนุ่มกำลังจะพลิกตัวลงพื้นเด็กหญิงก็มาปรากฏตัวต่อหน้าแล้วฟาดเคียวที่เรืองแสงสีทองใส่อย่างรวดเร็วและรุนแรงจนคล็อดกระเด็นไปกระแทกผนังกำแพงดังโครมใหญ่
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Fri Jun 01, 2007 4:43 pm

“เหนื่อยแฮะ...” เด็กหญิงและวิญญาณที่สิงสู่พูดออกมาเป็นเสียงเดียว เหงื่อเม็ดใหญ่ๆ ไหลโทรมกายของเนโครแมนเซอร์น้อย วิญญาณหญิงสาวพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษด้วยนะที่ข้าต้องยืมใช้ร่างของเจ้า..”

คล็อดพยุงกายขึ้นมาอย่างยากลำบาก การโจมตีเมื่อครู่ทำให้เขาบาดเจ็บภายใน เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง มือขวาที่สวมถุงมือสีน้ำตาลถูกยกขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก “คุณใช้ท่าของ.. กลาดิเอเตอร์จริงๆ ด้วยสินะ แถมเป็นท่าระดับสูงที่น้อยคนนักที่จะได้ฝึกมา.. ตกลงว่าคุณเป็นใครกันแน่”

“อืม.. ว่าแต่เจ้าเจ็บมากไหม พอดีข้าลงมือหนักไปหน่อย..” วิญญาณหญิงสาวที่สิงในร่างของนักเวทวิญญาณพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะถอนหายใจออกมากเบาๆ “ข้านี่แย่จริงๆ น้า ฝากขอโทษยัยหนูนี่ด้วยนะข้าเล่นซะร่างนี้โทรมเลย ถ้าตื่นมาคงจำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าก็บอกแล้วกันว่านางโดนวิญญาณสิงแล้วเจ้าก็ช่วยไล่วิญญาณออกโดยทำให้สลบ”

คล็อดพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ “แล้วคุณจะเอายังต่อไป..”

“ถามโง่ๆ ข้าไม่ยอมออกหรอกจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกับเจ้า” วิญญาณของหญิงสาวตอบกลับมาพร้อมค้อนให้วงโต

นิสัยของนักรบชัดๆ.. ไม่แปลกถ้าจะเป็นวิญญาณของกลาดิเอเตอร์หญิง..
คล็อดนึกในใจพร้อมกับสั่นหัวอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะตอบรับเสียงอ่อย “ก็ได้ครับ...”

“มา!!!!!!” เนโครแมนเซอร์ตะโกนด้วยเสียงของวิญญาณหญิงสาวพร้อมกับวิ่งตรงเข้าหาคู่ต่อสู้ เธอชูเคียวสีเทาหม่นเหนือหัวแล้วฟันลงใส่คล็อดเต็มแรง

วูบ!! เคร้ง!!
เด็กหนุ่มใช้หอกสีน้ำเงินของเขาปัดเบี่ยงการโจมตีของคู่ต่อสู้ให้พลาดเป้าหมายออกไป แล้วสวนเข่าเข้าใส่เนโครแมนเซอร์ฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มแรง

“ไม่เลวๆ..” วิญญาณนักรบหญิงที่สิงสู่ในร่างของคู่ต่อสู้พึมพำๆ พร้อมกับปล่อยตัวให้ลอยตามแรงกระแทกของคล็อด เธอตีลังกากลับหลังหนึ่งรอบเอาเท้าแตะพื้นแล้วพุ่งตรงเข้าปะทะอีกครั้ง

เคร้งงงงง!!!!
หอกและเคียวต่างยันกันไว้ไม่มีใครยอมใคร แต่ฝ่ายที่เสียเปรียบดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเจ้าของเคียว.. ด้วยความเหนื่อยล้าที่เริ่มเข้ารุมเร้า อาวุธที่ไม่ถนัด และร่างของเด็ก..

“ดูท่าจะแพ้เรื่องแรงสินะ” เนโครแมนเซอร์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะวาดขาเตะรวบเท้าของคล็อดหมายให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลง

“แต่ก็ได้เปรียบเรื่องลูกเล่น..” คล็อดว่าพร้อมกับกระโดดหลบลูกเตะเลียดต่ำที่วาดมาอย่างสวยงาม แต่ก็ต้องทำหน้าผงะเมื่อฝ่ายตรงข้ามหมุนตัวเตะซ้ำเข้าที่ท้องน้อย ก่อนจะตามมาด้วยหมัดเสยและลูกเตะกลับหลังอีกหน

“อั่ก!!”
คล็อดกระเด็นล้มกลิ้งเนื่องจากแรงเตะที่มาจากเทคนิคของนักสู้ที่ใช้ความเร็วเป็นหลักจนหอกหลุดจากมือ ฝ่ายตรงข้ามได้ทีจึงวาดเคียวเข้าใส่จากด้านบน เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบจนได้ยินเสียงคมเคียวปักพื้นอยู่ข้างหู เขารีบพลิกตัวลุกขึ้นแล้วเตะเข้าใส่ร่างเล็กๆ ของเนโครแมนเซอร์จนร่างนั้นเคลื่อนที่ออกห่างจากอาวุธของตน คล็อดฉวยโอกาสหยิบอาวุธคู่กายขึ้นอีกครั้ง

อัสนีน้ำเงิน.. อย่าเพิ่งพังซะก่อนนะ.. ฉันขอร้อง..
คล็อดนึกร่ำร้องกับอาวุธคู่กายอยู่ในใจ แต่แค่ชั่วขณะที่จิตใจวอกแวก ร่างของเนโครแมนเซอร์ตัวน้อยก็มาโผล่ต่อหน้าเขาพร้อมกับวาดเคียวกากอยส์สีเทาหม่นใส่เขาไม่ยั้ง วิญญาณของหญิงสาวบ่นใส่เขาขณะที่ร่างสิงก็กำลังโจมตีด้วยความเร็วสูง “กำลังต่อสู้ อย่ามัวแต่คิดฟุ้งซ่านสิ เชอะ.. สอนไม่จำ”

ก็ใครกันเล่าที่ทำให้คิดฟุ้งซ่านน่ะ..
“??” คล็อดขมวดคิ้วมุ่น ในขณะที่ตั้งรับด้วยหอกคู่ใจที่ร่องรอยความเสียหายเริ่มเพิ่มมากขึ้น

“อ๊ะ!!!” อยู่ๆ เนโครแมนเซอร์สาวก็อุทานออกมาพร้อมใช้มือข้างซ้ายกุมอก จนทำให้จังหวะการโจมตีและความเร็วในการเคลื่อนที่ลดลง

ฝ่ายกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยเห็นได้จังหวะจึงพุ่งเข้าประชิดตัว วาดเท้าเตะสกัดเล็กๆ ของฝ่ายตรงข้ามจนตัวลอย

“ไรซิ่ง ดราก้อน(Rising Dragon)” เด็กน้อยนักเวทวิญญาณทำตาโต เธอกัดฟันกรอดก่อนที่จะยกเคียวคู่ใจเตรียมป้องกันแต่หากสายไปเสียแล้ว

เปรี้ยง!!
หอกถูกฟาดลงพื้นแล้วเสยขึ้นในพริบตา มองเห็นมังกรสีฟ้าพวยพุ่งขึ้นฟ้า ในปากคาบเอาร่างของเด็กหญิงไว้ คล็อดแหงนหน้ามองร่างมหึมาของมังกรฟ้าก่อนที่จะตัดสินใจกระโดดขึ้นแล้ววิ่งไต่ขึ้นไปตามลำตัวยาวของเจ้ามังกรด้วยฝีเท้าที่เอาชนะแรงดึงดูดได้สบายๆ

ฟึบ ฟึบ ฟึบ..
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็วิ่งขึ้นมาถึงหัวมังกร เขาเหยียบหัวมันแล้วส่งตัวให้สูงขึ้นไปอีก คล็อดง้างหอกในมือที่เริ่มเรืองแสงสีฟ้าสลับเหลืองแล้วฟาดใส่เด็กหญิงที่กำลังเป็นเหยื่อมังกร หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง.. จนร่างของเนโครแมนเซอร์โชกเลือด

เขาใช้หัวมังกรเป็นที่หยั่งเพื่อจะส่งตัวให้ลอยสูงขึ้นไปอีกครั้ง

“อัลติม่า บัสเตอร์(Ultima Buster)” สิ้นเสียงตะโกนของเด็กหนุ่มหอกอัสนีน้ำเงินก็เรืองแสงสีม่วงสว่างจ้าก่อนที่มันจะถูกฟาดลงใส่ร่างของคู่ต่อสู้อย่างรุนแรง

ตูม! บรึ้มม!!!

เกิดระเบิดขนาดย่อมที่ปลายหอกเมื่อมันปะทะเข้ากับร่างเล็กของเด็กหญิง ส่งร่างนั้นพุ่งตกสู่พื้นด้วยความรวดเร็ว!! หอกสีน้ำเงินของคล็อดก็เช่นกัน มันแตกละเอียดทันทีที่ได้สัมผัสกับร่างของคู่ต่อสู้..

คล็อดพุ่งตัวลงสู่พื้นด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแล้วรับร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนได้ทัน เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เราทำเกินไปรึเปล่านะ..”

เด็กหนุ่มเห็นสภาพที่น่าสงสารของเด็กหญิงก็อดส่ายหน้าไม่ได้ เขาล้วงเอาขวดยารักษาบาดแผลและบรรเทาอาการบาดเจ็บที่บรรจุไว้ด้วยน้ำเรืองแสงสีเขียวในขวดทรงชมพู่เทกรอกใส่ปากของเด็กหญิงอย่างถนอม.. “หวังว่าคงไม่เป็นไรมากนะ..”

“...” ดวงตาที่ไร้ซึ่งแววแสงของเด็กหญิงลืมขึ้นช้าๆ เธอยิ้มบางให้ก่อนที่เธอจะผลักตัวเองออกจากอ้อมอกของเด็กหนุ่ม “อย่าคิดว่าข้าเขินนะ.. ข้าแค่.. ไม่ชิน..”

คล็อดหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบขึ้นส่วนเล็กๆ ของอดีตหอกคู่ใจขึ้นมาพร้อมกับยิ้มจืดๆ “ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ แต่ว่าดูสิ.. หอกของผมไม่เหลือชิ้นดีเลย”

“คิกๆ สมน้ำหน้า..” วิญญาณของหญิงสาวหัวเราะเยาะใส่คล็อดที่เริ่มทำหน้าบึ้ง

“คุณก็มีส่วนทำให้พังนา..” คล็อดค้อนใส่วิญญาณนักรบหญิงที่มองเห็นเป็นภาพลางๆ อยู่ด้านหลังของเนโครแมนเซอร์ตัวน้อย

“เอาเป็นว่าข้ายอมแพ้แล้วกัน.. เก่งขึ้นมากจริงๆ ไม่เสียทีที่ข้าลงทุนมาเจอเอง แต่เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้วนะ อยากรู้อะไรก็ถามมาจะตอบให้” วิญญาณของหญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่พูดด้วยเสียงแผ่วเบา นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน

คล็อดเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้มอย่างสบโอกาส “แน่นอน คำถามนี้สำคัญที่สุด.. คุณเป็นใครกันแน่?” นั่นเป็นคำถามแรกที่ออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม

เนโครแมนเซอร์สาวทำท่าลังเล “อืม.. ไม่อยากตอบแต่สัญญาไว้แล้วก็ต้องตอบสินะ.. ข้าก็เป็น.. แม่ของเจ้าไง”

แล้ววิญญาณของหญิงสาวก็ออกจากร่างของเด็กหญิง ปรากฏร่างโปร่งใสของหญิงงามในชุดกลาดิเอเตอร์ชั้นสูงหากไร้หมวกเหล็กที่เป็นสัญลักษณ์ มือข้างซ้ายจับเอาเปียที่ถักแบบหยาบๆ จากเส้นผมสีดำสนิทมาม้วนเล่นอย่างสบายอารมณ์ นัยน์ตาสีมรกตที่ดูขี้เล่นจับจ้องมายังคล็อดพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

“เอาอย่างนี้จะดีเหรอเลเวีย?” คราเคนที่มองอยู่ถามเลเวียธานอย่างขอความเห็น ในขณะที่ทั้งคู่ปล่อยให้บทสนทนาระหว่างคล็อดและวิญญาณของหญิงสาวดำเนินต่อไป

เลเวียธานหันมาค้อน “อย่ามาย่อชื่อข้าสิ ข้าไม่ชอบ ..มันเป็นเรื่องไม่คาดคิดก็จริง แต่ว่าดูแล้วถ้าวิญญาณของเธอคนนั้นไม่ได้มาสิงเด็กผู้หญิงคนนั้นถึงสู้ไปเรื่อยๆ เจ้าหนูก็ชนะอยู่ดี ก็ให้เป็นอย่างนั้นแหละดีแล้ว”

“มันจะไม่ยุติธรรมต่อเด็กน้อยนั่นรึไง?” คราเคนกอดอกแล้วถอนหายใจเฮือก

“ไม่รู้สิ..” เลเวียธานตอบเสียงเรียบ ดวงตาสีฟ้าของนางจับจ้องภาพของคล็อดที่กำลังพยายามปลุกนักเวทวิญญาณตัวน้อยให้ได้สติจากภวังค์ นางค่อยก้าวเดินจากบนอากาศลงไปยังเป้าหมายอย่างช้าๆ ฝ่ายคราเคนได้แต่มองการทดสอบของคล็อดที่จบลงแล้วพูดให้คู่ปรับคนสนิทได้ฟัง “งั้นข้าไปดูคู่อื่นต่อก็แล้วกัน” พูดจบแม่ทัพสมุทรก็หายตัวไปจากที่นั้นปล่อยให้มังกรสมุทรและผู้ประลองทั้งสองไว้..

เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งเลเวียธานก็เอ่ยกับคล็อดด้วยน้ำเสียงเย็นชาของนาง “ผู้ชนะเอ๋ย.. จงบอกนามของเจ้ามา”

คล็อดแหงนหน้าขึ้นมองตามต้นเสียงที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ “คล็อด บลูซิลเวอร์..”

“อืม.. ใช่จริงๆ น่ะแหละ” นางพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะลอยตัวลงมายืนอยู่บนพื้น “การทดสอบขั้นต่อไป.. คำถามจากข้า ถ้าเจ้าตอบได้ ข้ายินยอมให้เจ้าได้เลือกสมบัติจากห้องนี้ไปหนึ่งอย่าง..” นางพูดพร้อมกับวาดมือไปรอบๆ ก่อนที่สภาพแวดล้อมที่เป็นลานประลองกว้างใหญ่จะค่อยๆ สั่นไหวเหมือนพื้นน้ำและแปรเปลี่ยนเป็นห้องสมบัติที่มีทรัพย์สินมีค่า อาวุธ และเครื่องประดับมากมายกองสูงท่วมหัว

“แล้วเด็กคนเมื่อกี้?” คล็อดหันหน้ามาสบกับดวงตาสีฟ้าของมังกรสมุทร

เลเวียธานลอบหัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องห่วง.. ที่นี่ไม่ใช่โลกความจริง ถึงบาดเจ็บหนักแค่ไหนเมื่อกลับออกไปก็ไร้ร่องรอย เหมือนกับความฝันนั่นล่ะนะ.. แล้วที่ข้าพูดขู่ไว้ว่าไม่รับผิดชอบความปลอดภัยก็เพื่อจะได้ตัดพวกเห็นแก่ได้แต่ขี้ขลาดออกไป งานของข้าจะได้ง่ายขึ้น ดูสิว่าตอนนี้เจ้าไม่บาดเจ็บแล้ว..”

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยได้ฟังดังนั้นก็โล่งอก เขาสำรวจตัวเองก็ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างที่นางว่า บาดแปลทั้งหมดหายไปหมดไม่มีเหลือ “ตอนแรกนึกว่าจะให้ฆ่ากันให้ตายจริงๆ ซะอีก”

“ข้าไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก.. แต่ถ้านิสัยรักสนุกและชอบการต่อสู้อย่างท่านเฟียอาล่ะก็ไม่แน่..” มังกรสมุทรตีหน้าบึ้งนิดๆ ใส่คล็อด เขามองหน้าของนางอย่างพินิจจนนางต้องกระแอมเบาๆ “แฮ่ม.. เอาล่ะ ยังพอมีเวลาเพราะว่าคู่อื่นยังไม่เสร็จ จะคุยกันซักหน่อยมั๊ย?”

คล็อดพยักหน้ารับอย่างช้าๆ เลเวียธานจึงนอนเอนตัวในอากาศ ขาขวาตวัดขึ้นเป็นท่าไขว่ห้าง นิ้วของนางเคาะเบาๆ ที่แก้มซ้ายเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ “เอ.. คุยเรื่องอะไรดีล่ะ ที่ผ่านมาข้าก็ไม่ค่อยได้คุยกับใครซะด้วยสิ.. เอาเป็นว่าคุยเรื่องการทดสอบในปีก่อนๆ แล้วกัน”

“รู้หรือไม่ว่ามีคนซักเท่าไหร่ที่ผ่านการทดสอบจากข้า และได้กลับไปพร้อมสมบัติ” เลเวียธานถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาเหมือนดังปกติของนาง

คล็อดทรุดนั่งลงกับพื้นห้อง เขาส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่ทราบ “ไม่รู้หรอกครับ แต่คงไม่เยอะขนาดที่นับไม่หมดแน่”

“ไม่ถึงสิบคน.. ในรอบร้อยกว่าปีมานี้.. น้อยไหมล่ะ?” เลเวียธานทำคิ้วขมวดอย่างไม่พอใจนิดๆ “ทั้งๆ ที่ข้าว่าคำถามของข้าไม่ยากแล้วนา.. แต่ก็ดีแล้ว ขืนตอบได้หมดทุกคนมีหวังสมบัติกองพะเนินข้างหลังเจ้าคงหมดภายในไม่กี่ปี”

คล็อดมองหญิงสาวตรงหน้า ร่างมนุษย์ของมังกรสมุทรเลเวียธาน ดูภายนอกเป็นคนเย็นชาแต่ที่จริงก็เป็นคนขี้เล่นและเอาแต่ใจอยู่นิดๆ ที่สำคัญเป็นคนแสดงความรู้สึกไม่เก่ง คำพูดของนางอาจดูทื่อๆ ราบเรียบเย็นชา แต่เนื้อความของคำพูดไม่ใช่.. คล็อดอยากส่งยิ้มให้แต่ก็กลัวจะโดนดุกลับมาจึงได้แต่ยิ้มกับตัวเอง

“ข้าคิดว่าเจ้าเหมือนกับใครบางคนที่ข้าเคยเจอนะ.. แต่ช่างมันเถอะ.. ได้เวลาของคำถามแล้ว” มังกรสมุทรในร่างหญิงสาวผุดลุกขึ้นยืนในอากาศ ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันก้องกังวาน “เอาล่ะ.. จงฟังให้ดีเพราะข้าจะไม่ทวนซ้ำ...

สิ่งใดกว้างใหญ่เท่าแผ่นฟ้า.. แต่สิ่งนั้นก็เล็กแค่เพียงกำมือ..
สิ่งใดอบอุ่นดังกองไฟ.. แต่สิ่งนั้นก็เย็นยะเยียบดุจทะเลน้ำแข็ง
สิ่งใดมีสีขาวบริสุทธิ์.. แต่สิ่งนั้นก็ดำสนิทโสมมดุจปีกกา..
ทั้งสามสิ่งคือสิ่งเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน..”

คล็อดได้แต่ครุ่นคิดในใจและทวนคำถามซ้ำไปซ้ำมา
อะไร? ทั้งสามสิ่งคือสิ่งเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน?.. มีด้วยเหรอของพรรค์นั้น..

“ยังมีเวลาอีกมาก.. จนกว่าพระจันทร์วงแหวนจะแยกจากเป็นจันทราสองดวง ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก” เลเวียธานกล่าวเตือน

“ครับ..” คล็อดรับคำ ในสมองก็คิดหาคำตอบของปริศนา

สิ่งใดกว้างใหญ่เท่าแผ่นฟ้า.. แต่สิ่งนั้นก็เล็กแค่เพียงกำมือ..
สิ่งใดอบอุ่นดังกองไฟ.. แต่สิ่งนั้นก็เย็นยะเยียบดุจทะเลน้ำแข็ง
สิ่งใดมีสีขาวบริสุทธิ์.. แต่สิ่งนั้นก็ดำสนิทโสมมดุจปีกกา..
ทั้งสามสิ่งคือสิ่งเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน..

คำตอบของปริศนานี้เป็นอะไรกันแน่!!
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
ReshaValentine
นักเรียนมัธยม
นักเรียนมัธยม
avatar

Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 145
อายุ : 25
สังกัด : โทโฮคลับ
Registration date : 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Fri Jun 01, 2007 9:52 pm

รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ!!
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://members.thai.net/animeost/index.html
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sun Jun 03, 2007 8:20 pm

บทที 17
จันทราวงแหวนเสื่อมสลาย


ยิ่งใกล้.. หัวใจ.. ยิ่งปวด..
มันรวด.. มันร้าว.. หวั่นไหว..
คนดี.. คนเดิม.. ในใจ..
กลับกลาย.. ไม่รู้- -จักกัน..

ชะตา.. ทำเหมือน.. เล่นตลก..
เวียนวก.. จนทน.. ไม่ได้..
ความรัก.. จะเป็น.. เช่นไร..
ถ้าเริ่ม.. นับใหม่.. อีกครา..

แองเจลายืนมองพระจันทร์วงแหวนบนฟากฟ้าอย่างเหม่อลอย ท่ามกลางสายลมระลอกสุดท้ายของฤดูมรสุมที่หอบเอากลิ่นไอเค็มๆ ของทะเลมาต้องนาสิกประสาท เธอใช้มือเรียวเล็กไล้ตามเส้นผมสีดำสนิทที่กำลังสะท้อนแสงจากดวงจันทร์ทั้งสองที่ซ้อนกันจนเกิดเป็นวงแหวนสีเหลืองนวลบนท้องนภาราตรี ดวงตาสีน้ำเงินเข้มดุจดังท้องฟ้ารัตติกาลของเธอจ้องมองไปทางวิหารวารีก่อนที่จะถอนหายใจออกมาแผ่วเบาด้วยอารมณ์หม่นหมอง

คาเรนทรุดตัวนั่งลงข้างๆ ถอดรองเท้าที่แสนไม่ถนัดออกวางข้างตัว ถกชายกระโปรงขึ้นสูงพ้นเข่า เท้าทั้งสองข้างของเธอจุ่มลงในทะเลปล่อยให้คลื่นน้ำซัดผ่านไปผ่านมาระลอกแล้วระลอกเล่า เด็กสาวทำหูลู่ลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับคนข้างๆ ว่า “จะรอจริงๆ เหรอคะ? ไม่คิดว่ามันจะดึกไปเหรอ?”

แองเจลามองมาที่เพื่อนสาวก่อนจะส่ายหน้านิดๆ “ไม่หรอก.. อีกไม่นานจันทราวงแหวนก็จะหมดเวลาของมันแล้วล่ะ”

“...”
คาเรนจ้องมองภาพผู้คนที่ยังคงยืนเฝ้ารอดูผลสุดท้ายของการทดสอบแห่งมังกรวารีอย่างเหม่อลอย อยู่ๆ สาวน้อยผู้มีสายเลือดของชนเผ่าครึ่งสัตว์ก็ถามขึ้นมาว่า “แล้วตกลงว่าแองเจลาคิดอย่างไงกับนาตาเลียรึคะ?”

“นาตาเลียเป็นอีกคนที่ฉันรักที่สุด.. เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ฉันกล้าคุยด้วยอย่างสนิทใจ นาตาเลียเธอเป็นคนน่ารัก.. คนที่.. ทำให้ฉันคิดถึง.. น้องสาว.. ใช่ ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกรักในแบบเดียวกัน ฉันรักนาตาเลียเหมือนกับน้องสาว แล้วเธอล่ะ คิดยังไงกับคล็อด?” ราชนิกูลสาวถามกลับ เนตรสีท้องฟ้ายามค่ำทั้งสองข้างจับจ้องมายังผู้ถูกถามเป็นเชิงรอคำตอบ

“ฉันเคยรักคล็อด.. แต่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ตัดใจไปตั้งนานแล้ว..” คาเรนตอบเสียงใส เธอแสร้งตีหน้ายิ้มหวาน “ฉันรู้ดีค่ะ ว่าคล็อดน่ะ.. ไม่เคยรักฉัน ไม่เคย.. แม้แต่คิดจะชำเลืองหางตามาดู อย่างฉันก็เป็นได้แค่เพื่อนที่รู้ใจคนนึงเท่านั้น..” นัยน์ตาสีม่วงลาเวนเดอร์ดูหมองลงนิดนึง “..คล็อดน่ะ เดินทางไปไหนต่อไหนด้วยกันกับฉันหลายหนจนฉันรู้.. รู้ว่าหมอนั่นรักใครไม่ได้.. หมอนั่น.. กำลังตามหาใครซักคน.. ใครซักคนที่สำคัญมากต่อตัวเขา..”

“และนั่น.. ต้องเป็นแองเจลาแน่ๆ ค่ะ” สาวน้อยชาวเผ่าฮาล์ฟหันมาส่งยิ้มหวานให้กับเพื่อนสาว แองเจลายิ้มให้อย่างเศร้าๆ พร้อมกับจับมือของคาเรนไว้ “ขอบใจนะ.. คล็อดโชคดีที่ได้มีเพื่อนอย่างเธอ และฉันก็โชคดีเช่นกัน”

ครืน...
เสียงท้องทะเลลั่นขึ้นอีกครั้ง สองสาวแหงนหน้าขึ้นมองบนฟ้าก็พบว่าดวงจันทร์ที่ซ้อนทับกันจนเกิดเป็นรูปวงแหวนนั้นได้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากกันทีละน้อยแล้ว ชาวเมืองคาล์มทุกคนทราบดีว่านี่คือสัญญาณเตือนครั้งแรกก่อนที่วิหารจะจมลงสู่ท้องทะเลดังเดิม

วิ้ง!!!!
ลำแสงสีน้ำเงินจากใจกลางวิหารวารีพวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า เป็นสัญลักษณ์บอกถึงเวลาสิ้นสุดของการทดสอบจากมังกรสมุทร

ไบรอันและคล็อดกำลังมองร่างหญิงสาวของเลเวียธานที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ รอบตัวของนางถูกล้อมรอบด้วยออร่าสีฟ้าจางๆ มังกรสมุทรลืมนัยน์เนตรสีฟ้าของนางขึ้นช้าๆ ก่อนที่ริมฝีปากสวยได้รูปจะขยับขึ้นลงเป็นคำพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบและเย็นชา “บัดนี้.. การทดสอบได้สิ้นสุดลงแล้ว.. ข้าขออวยชัยให้แก่ผู้ที่เก่งกล้าด้วยฝีมือ และเต็มเปี่ยมด้วยภูมิปัญญา บุคคลผู้ได้รับพรจากข้า บุคคลผู้ตอบคำถามในปีนี้ได้ถูกต้องและถูกใจข้ามากที่สุด..” ดวงเนตรสีฟ้าของนางจับจ้องมาที่กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยแล้วลอบยิ้มให้ก่อนที่จะพูดต่อจนจบ “..นามของผู้นั้นข้าจะไม่ขอเอ่ย ในที่สุดเวลาแห่งการลาจากก็มาถึง.. เหล่าผู้กล้าเอ๋ย.. หวังว่าคงได้พบกันใหม่ในปีหน้า.. ข้าขออวยพร..”

เลเวียธานยกมือชูขึ้นฟ้า ปรากฏวงแสงสีฟ้าอ่อนที่พื้นใต้เท้าของผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคน เมื่อนางวาดมือลงผู้คนเหล่านั้นก็หายตัวไปโผล่ที่ชายฝั่งในพริบตา พระจันทร์วงแหวนที่ค่อยๆ เริ่มแยกออกจากกัน ต่างก็โคจรไปในทิศทางของตนจนท้องฟ้าเหลือเพียงจันทราสองดวงที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางทะเลดวงดาว วิหารวารีของเทพีสมุทรค่อยๆ จมลงสู่ก้นบึ้งของห้วงทะเลลึกอีกครั้ง รอคืนจันทราวงแหวนในปีหน้าเพื่อที่จะได้โผล่มาอวดโฉมบนพื้นพิภพอีกครา บัดนี้ที่ตั้งวิหารวารีเหลือแค่เพียงท้องทะเลที่ราบเรียบสีดำทมึนเฉกเช่นท้องทะเลทั่วไปเท่านั้น

“ข้าขออวยพร..” ประโยคสุดท้ายของนางเหมือนดังคำประกาศิตที่สะท้อนก้องในจิตใจของทุกคน หลายคนบอกว่าแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว

“ว้า.. ฉันตอบคำถามไม่ถูกอ่ะ เลยอดของดีๆ เลย” ไบรอันเกาหัวแกรกๆ แล้วหันหน้าไปทางคล็อด นักรบรับจ้างใช้ศอกกระทุ้งเอวเพื่อนเบาๆ “ฝีมืออย่างนาย ฉันว่าคงชนะการประลองอยู่แล้วใช่มั๊ยล่า..”

คล็อดรวบรวมสมาธิแล้วปลดชุดรบออก เด็กหนุ่มถามขึ้นมาว่า “นายเห็นเด็กคนที่ฉันชี้ให้ดูเมื่อกี้มั๊ย?”

“เห็น.. ว่าแต่ทำไมเหรอ?” ดวงตาสีท้องฟ้าของไบรอันมองมาด้วยความรู้สึกสงสัย

“นั่นล่ะคู่ต่อสู้ฉัน เป็นเนโครแมนเซอร์จริงๆ แถมฝีมือไม่ใช่ย่อยเลยด้วย กว่าจะชนะได้.. เฮ้อ.. แถมยังมีเรื่องไม่คาดคิดอีก” พูดจบเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจเบาๆ

ไบรอันหลิ่วตาให้เล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มประหลาดๆ บนใบหน้าติดกวนๆ ของเขา “เรื่องไม่คาดคิด? อะฮ้า.. หรือว่านายไปจับหน้าอกยัยหนูนั่น อ๊ะ! ทำหน้าอย่างนั้นอย่าบอกนะว่าทำเกินกว่าที่..”

ป้าบ! พลั่ก!
พูดยังไม่ทันจบคล็อดก็ใช้เท้ายันใส่กลางหลังของคนหัวคิดอกุศลจนหน้าคว่ำพร้อมกับเสียงด่า “ไม่ใช่โว้ย!”

“แค่กๆ แหวะ ทรายเต็มปากเลย..” คนโดนเล่นงานทำหน้าตาบูดบึ้งพยายามเอาทรายออกจากปาก หลังจากเสร็จสิ้นนักรบรับจ้างตัวดีก็เดินเข้าไปกอดคอคล็อดแล้วยิ้มให้ “งั้นเป็นอะไรล่ะ.. เรื่องที่ไม่คาดคิดที่ว่า? อ๋อ.... นายไม่ได้ทำแต่ยัยหนูนั่นทำให้ใช่มั๊ยล่า.. แสดงว่านาย.. เว้ย!!”

ไบรอันร้องออกมาพร้อมกับกระโดดหนีเมื่อเห็นรองเท้าคู่เดิมที่คุ้นเคยพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว คล็อดส่งสายตาอาฆาตออกมาพร้อมกับหักนิ้วดังกร๊อบ “ขืนพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกทีจะเล่นงานด้วยวิธีของพี่รีน่าซะเลย..”

เจ้าตัวดีเกาหัวแกรกแล้วยกมือยอมแพ้ “เอ้าก็ได้.. เออนะ.. ฉันอยากรู้คำตอบของคำถามนั่นจังเลย.. มันยากได้ใจมาก.. แถมยาวจนฟังไม่ทันอีก..”

คล็อดได้ยินไบรอันพูดเรื่องคำถามก็เลิกคิ้วทั้งสองขึ้นอย่างสนใจ เขาท่องบทคำถามนั้นออกมาให้คนฟังไม่ทันได้มีโอกาสได้รับฟังอีกหน

สิ่งใดกว้างใหญ่เท่าแผ่นฟ้า.. แต่สิ่งนั้นก็เล็กแค่เพียงกำมือ..
สิ่งใดอบอุ่นดังกองไฟ.. แต่สิ่งนั้นก็เย็นยะเยียบดุจทะเลน้ำแข็ง
สิ่งใดมีสีขาวบริสุทธิ์.. แต่สิ่งนั้นก็ดำสนิทโสมมดุจปีกกา..
ทั้งสามสิ่งคือสิ่งเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน..

“นายคิดว่าคำตอบเป็นอะไรล่ะ?” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ถาม ในใจคิดอยู่ลึกๆ ว่าเจ้าตัวแสบมันอาจจะตอบอะไรที่พิลึกพิลั่นออกมาก็ได้

“คำตอบคือ!! อากาศไง ต้องใช่แน่” ไบรอันตอบพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นหลังจากที่ตีสีหน้าจริงจังอยู่พักหนึ่ง

คล็อดเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจในคำตอบของเพื่อน “อากาศเหรอ กว้างใหญ่เท่าแผ่นฟ้า แต่ก็เล็กเพียงแค่กำมือ.. อืมมันก็จริงนะ”

“ใช่ม้า?” นักรบรับจ้างพูดด้วยน้ำเสียงดี๊ด๊า

“อบอุ่นดังกองไป แต่เย็นเยียบดุจทะเลน้ำแข็ง.. ตอบว่าอากาศก็ได้จริงๆ ซะด้วย” กลาดิเอเตอร์ใช้มือลูบคางไปมาอย่างครุ่นคิด “สิ่งใดมีสีขาวบริสุทธิ์.. แต่สิ่งนั้นก็ดำสนิทโสมมดุจปีกกา.. ข้อนี้อากาศไม่น่าใช่นะ”

“แป่ว...” ไบรอันอ้าปากค้าง เขาเอามือกุมหัวแล้วร้องออกมา “โอ้.. ไม่นะ ต้องไม่จริง ฉันไม่เชื่อ!!!”

คล็อดส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “ตกลงตอนที่ท่านเลเวียธานถามนายตอบว่าอะไรล่ะ?”

“มัวแต่คิดจนปวดหัวกับตะลึงในความเยอะของสมบัติเลยตอบไม่ทัน..” ไบรอันตอบด้วยน้ำเสียงสุดเซ็ง เขาเอามือขยี้ผมสีดำของตัวเองให้ยุ่งเหยิง “อดได้ของดีเลย อยากได้ตั้งหลายอย่าง ฮือ..”

เมื่อได้ฟังดังนั้นคนเป็นเพื่อนจึงตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ดังเพียะแล้วบ่นออกมาอย่างหน่ายๆ “ไม่ได้เรื่อง..”

ไบรอันเห็นท่าทางของคล็อดจึงทำหน้าบูดใส่ “แล้วตัวเองได้เรื่องตายล่ะ ไหนลองตอบมาซิ อีโธ่!”

คล็อดยิ้มบางก่อนจะตอบออกมาว่า “หัวใจ.. กว้างเท่าแผ่นฟ้า แต่จริงๆ แล้วเล็กเพียงกำปั้น..” ไบรอันเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความสงสัย นักรบรับจ้างแย้งขึ้นทันควัน “หัวใจอะไรจะกว้างเท่าแผ่นฟ้ามันต้องเล็กเท่ากำปั้นสิ”

“นายเคยได้ยินที่ว่า รักเท่าฟ้า หรือใจกว้างเหมือนทะเลมั๊ย นั่นละเหตุผล” คล็อดพูดยิ้มๆ ทำเอาคนฟังอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะพยักหน้าเป็นเชิงให้ตอบความหมายของบทถัดไป “หัวใจ..อบอุ่นดังกองไฟ แต่ก็เย็นเยียบดุจทะเลน้ำแข็ง หัวใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหัวใจในคำตอบแรก แต่หมายถึงความรู้สึก คนเราจะรู้สึกอบอุ่นเมื่อเราดีใจ สุขใจ สบายใจ แต่คนเราจะรู้สึกอ้างว้างเหน็บหนาวเมื่อเป็นทุกข์ โดยเฉพาะเวลาที่เราสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดไป..”

“หัวใจ.. มีสีขาวบริสุทธิ์.. แต่ก็ดำสนิทโสมมดุจปีกกา.. อันนี้ก็เหมือนคำตอบที่สอง หัวใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำตอบแรก แต่หัวใจในข้อนี้หมายถึงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่าจิตใจนั่นเอง ..ความรัก ความห่วงใย ความหวังดี ความอารีทำให้หัวใจบริสุทธิ์ แต่ความแค้น ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเกลียดชังทำให้หัวใจเปลี่ยนเป็นสีดำ นายจะเถียงหรือว่าหัวใจ มีแต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียว หรือมีแต่ความโสมมอย่างเดียว หัวใจคนเราก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีอยู่ในตัวเอง” คล็อดอธิบายความคิดของตัวเองให้ไบรอันฟังเช่นเดียวกับที่ได้ตอบมังกรสมุทร

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยพักหายใจก่อนที่จะทำการสรุปคำตอบสุดท้าย “..หัวใจเป็นคำตอบที่เหมือนกันแต่ หัวใจ อารมณ์ ความรู้สึก ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเพราะฉะนั้น.. สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันคำตอบของฉัน..”

คล็อดแบมือออก เกิดแสงเรืองสีฟ้าที่ฝ่ามือก่อนที่เหล่าหยดน้ำจะมารวมตัวกันจนเกิดเป็นหอกน้ำสีฟ้าที่ห่อหุ้มคมหอกไว้ด้วยออร่าแห่งสายวารี ที่ปลายหอกแยกเป็นสองคมเว้าเข้าหากันเหมือนกับปากของมังกร มันคือหอกของมังกรสมุทร หอกเลเวียธาน

“หมายความว่า..” ไบรอันถามอย่างไม่มั่นใจ นัยน์ตาสีฟ้าของนักรบรับจ้างตัวแสบมองมาอย่างไม่ค่อยเชื่อ แต่คล็อดก็พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มให้

“เฮ้ยๆ ขอดูหน่อยสิ.. อืมๆ เป็นถึงหอกธาตุน้ำระดับสูง งานฝีมือไร้ที่ติ.. ความคมเป็นหนึ่ง.. เอาไปขายคงได้กำไร..” พูดยังไม่ทันจบคนที่คิดจะเอาไปขายก็ถูกของที่กำลังจะเอาไปขายแนบคอ ไบรอันสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยียบของน้ำจากคมหอกและจากสายตาเย็นชาเหมือนน้ำแข็งของเจ้าของหอก เขากลืนน้ำลายเอื๊อก เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของคล็อดพูดว่า “ถ้าคิดจะเอาไปขายล่ะก็นาย.. คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“อ่ะจ้า.. ว่าแต่ผมนายมันกลับเป็นสีเดิมแล้วนี่ เจ๋งดี” ไบรอันว่าแล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างรวดเร็ว จอมยุ่งก็ชะโงกหน้าเข้ามาดูสีผมของคล็อดใกล้ๆ ด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจจนเจ้าของผมเริ่มชักรำคาญ มือของเขาผลักจอมจุ้นจ้านให้ออกห่างตัว “ผมก็ผมฉัน มันไปหนักส่วนไหนของนายรึเปล่า? เห็นจ้องเอาๆ”

“เชอะ ไม่สนก็ได้”
นักรบรับจ้างทำหน้าหงิกก่อนจะยกดาบใหญ่ประจำตัวขึ้นแบกบนไหล่แล้วเดินอาดๆ น่าถีบ นำกลับไปยังทางเข้าเมือง คล็อดหันไปมองเนโครแมนเซอร์น้อยคนนั้นแล้วยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินตามอันธพาลขาใหญ่ไปเงียบๆ

ฝ่ายแองเจลาที่ยืนรออยู่มองเห็นสองคนเดินมาจึงเดินเข้าไปหา “คล็อด..”

ดวงตาสีไพลินของกลาดิเอเตอร์มองมาอย่างพินิจ เด็กหนุ่มถามอย่างสุภาพ “มีอะไรหรือเปล่าครับ? ..แองเจลา”

หญิงสาวในชุดราตรีสีขาวมองหน้าคล็อดอยู่ชั่วอึดใจเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะคว้ามือของคล็อดแล้วจูงเดินออกไปด้วยกัน “มาด้วยกันหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

“อ้าว.. เค้าจะไปไหนกันน่ะคาเรน” ไบรอันที่กำลังทำหน้าเหวอเมื่อเห็นเพื่อนโดนคว้าตัวไปอย่างกระทันหัน เขาหันไปถามคาเรน

คาเรนมองมาด้วยสายตาเหยียดๆ “ไปให้พ้นจากหน้านายไง” ว่าแล้วก็เดินจากไปอีกคนทิ้งให้ไบรอันยืนเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจอยู่เพียงลำพัง

“อะไรว้า..”
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sun Jun 03, 2007 8:21 pm

...

“นายหญิงคะ.. ‘นาง’ มาแล้วค่ะ” เสียงของหญิงสาวที่เดินเข้ามาใหม่ทำให้เหล่าผู้ที่นั่งอยู่ก่อนหันกลับมามอง เลเวียธานเดินตรงมายังห้องโถงกว้างในวิหารใต้ทะเลที่บัดนี้ถูกจัดเป็นโต๊ะกลม นั่งรายล้อมด้วยสตรีหลายนางที่การแต่งกายดูแปลกตากันออกไป มังกรสมุทรเดินตรงมาถึงกลางห้องจากนั้นจึงย่อตัวคำนับอย่างสวยงาม

นายหญิงของมังกรสมุทร เอลดีนที่นั่งอยู่ด้านในสุดของโต๊ะกลมขมวดคิ้วมุ่น นางทำหน้าเจื่อนก่อนจะพยักหน้าให้กับเลเวียธานเพื่อบอกให้เชิญคนผู้นั้นเข้ามา

“ใครเหรอคะ? ท่านเอลดีน” ธิดาวารีคนปัจจุบันที่ยืนอยู่ข้างหลังถามเอลดีนด้วยความสงสัย

“ข้าก็เป็น.. คู่ปรับของนางไง..” หญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงผู้เข้ามาใหม่ตอบให้พร้อมรอยยิ้มสดใสเหมือนเด็กๆ ดวงตาสีแดงทับทิมจ้องมองมาที่คนถามก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยอย่างสนใจแล้วถาม “ธิดาวารีของปีนี้รึนั่น?”

เอลดีนพยักหน้ารับอย่างขอไปที “อืม..”

“เจอหน้ากันไม่ได้สิน่า..” หญิงสาวงดงามผู้กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์บ่นออกมาเบาๆ ดวงตาสีเขียวมรกตลืมขึ้นมามองช้าๆ นางใช้มือสะบัดเส้นผมสีเขียวอ่อนใบหญ้าที่ยาวระพื้นของนางเล็กน้อย จนต่างหูรูปผลึกสีน้ำตาลใสไหวเบาๆ ตามแรง ก่อนจะวางถ้วยชาสีขาวนวลในมือลงกับที่รองแก้ว

“อย่ามาบ่นพวกข้าสิ นอร์ม่า” เอลดีนหันไปจ้องหญิงสาวชุดเขียวที่ถูกเรียกว่านอร์ม่าอย่างตำหนิ “แล้วมากันครบรึยังล่ะ?”

หญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงทรุดตัวลงนั่งลงกับเก้าอี้ที่จัดเอาไว้ดังฮวบ นางยกมือที่สวมถุงมือประดับด้วยสร้อยระโยงรยางค์เสยผมอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าสายลมก็ยังคงรักอิสระตามเคยล่ะนะ ส่วนท่านพี่เทียน่าก็ไม่เคยมา.. เหลือรอเจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์สินะ”

“แหม.. เทพีเพลิงอย่างเจ้าก็เอาแต่ใจและรักสนุกพอกันแหละน่า เฟียอา” ร่างที่สวมชุดคลุมสีขาวนวลผู้เพิ่งเข้ามาใหม่ถอนหายใจเบา

“อย่างเมื่อคราวสงครามผลึกข้ายังจำได้นะว่าเจ้าน่ะโยนดาบ แมกคาลิส ลงไปข้างล่าง รู้มั๊ยว่ามันสร้างเรื่องยุ่งยากขนาดไหน?” เอลดีนได้ทีจึงผสมโรงต่อว่า

“เอ๊ะ! เอลดีน! เจ้านี่มัน.. ข้าบอกแล้วไงว่าตอนนั้นข้าก็ส่งฟีนีเซียลงไปคอยดูแลอยู่แล้ว อีกอย่างนั่นมันก็ตั้ง 100 กว่าปีแล้วนะ ที่สำคัญข้าไม่ได้โยนดาบลงในทะเลของเจ้าซักหน่อย เจ้าน่ะยังจะจำเรื่องจุกจิกเป็นเด็กๆ อีก” ดวงตาสีทับทิมของเทพีเพลิงส่องประกายกล้า เลเวียธานมองเห็นกระแสไฟเปรี๊ยะๆ ระหว่างสายตาของนายหญิงของตนและเทพีเพลิงเฟียอา

นอร์ม่าส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย “นี่พวกเจ้า.. โตๆ กันแล้วน่า”

“พระแม่ธรณีอย่างเจ้าไม่เข้าใจความขัดแย้งของเราหรอก!” ทั้งสองหันมาทำหน้าดุใส่คนไกล่เกลี่ย นอร์ม่าทำเสียงฮึในลำคอ แล้วบ่นพึมพำคนเดียว “น้ำกับไฟ.. เข้ากันไม่ได้จริงๆ สินะ”

ธิดาวารีคนปัจจุบันมองไปทางนู้นทีทางนี้ทีอย่างไม่เข้าใจ จนเลเวียธานกวักมือเรียกนางออกมายืนข้างๆ แล้วเอ่ยกับเจ้านายด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ “นายหญิงคะ..”

เทพีสมุทรหันมาขมวดคิ้วใส่ “มีอะไร?”

“ข้าอยากจะบอกว่า ธิดาวารีกำลังจะปวดหัวตายอยู่แล้วค่ะ..” มังกรสมุทรชี้มาที่ธิดาวารีที่กำลังทำท่าเหวองงเป็นไก่ตาแตก

“เออ.. จริงสินะ” เทพีแห่งท้องสมุทรพูดขึ้นอย่างนึกได้ นางผายมือเป็นการแนะนำเหล่าผู้ที่นั่งอยู่ในห้องให้กับธิดาวารีของปีนี้ได้รู้จัก “นี่คือเหล่าพี่น้องของข้า..”

เฟียอา.. เทพีเพลิงผู้รักการต่อสู้และความสนุก นางมีดวงตาสีแดงสดใสดังทับทิม เรือนผมสีน้ำตาลแดงที่รวบไว้เป็นหางม้าประดับด้วยอัญมณีสีทับทิมและสายระโยงระยางตามอาภรณ์สีชมพูอุ่น นางยกมือที่สวมถุงมือสีแดงขึ้นทักทายพร้อมกับยิ้มให้

นอร์มา.. พระแม่ธรณีผู้ควบคุมฤดูกาลทั้งสี่ นางรักการดื่มชาและสะสมอัญมณี ผมสีเขียวอ่อนของนางยาวระพื้น ดวงตาสีมรกตที่ดูเคร่งขรึมตลอดเวลาเหลือบมามองเล็กน้อย แต่งกายด้วยเสื้อคลุมตัวนอกสีเขียวมินท์ และกระโปรงยาวโทนสีอ่อน นางยกแก้วชาขึ้นดื่มอึกหนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้กับธิดาวารีอย่างสุภาพ

สตรีในชุดคลุมสีขาวนวลเลิกผ้าคลุมขึ้นเปิดเผยใบหน้าที่ซ่อนไว้ ดวงตาสีเหล็กของนางมองมายังทุกคนจากนั้นจึงส่งยิ้มบางให้ เทพพยากรณ์แห่งคาล์มพูดขึ้นเรียบๆ “คราวนี้คงไม่ได้เจอเฮรินหรอก..”

“แต่ข้าว่า.. ท่านโซเฟียคงต้องถามคนตรงนั้นนะคะ ใช่มั๊ย เคลเบรัส?” เลเวียธานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง

เมื่อได้ยินดังนั้นสายตาทุกคู่ก็หันไปมองชายหนุ่มตาเดียวที่ยืนกอดอกอยู่ห่างๆ ใบหูเหมือนสุนัขกระดิกรับฟังเสียง เส้นผมสีดำตัดสั้นขับให้ผิวขาวเด่นขึ้น ชุดแต่งกายทะมัดทะแมงที่ประกอบด้วยเกราะหนังเพื่อปกป้องร่างกายจากการต่อสู้ ดาบสีดำ 3 เล่มเหน็บไว้ที่เอวดูน่าเกรงขาม เคลเบรัส ผู้ดูแลประตูโลกวิญญาณ นีเฟลร่า หันหน้ามามองแล้วเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “อยากถามอะไรข้ารึ?”

“นางมาด้วยรึเปล่าเคลเบรัส?” โซเฟียเดินตรงเข้าไปหาเคลเบรัส เขาโค้งคำนับหญิงสาวด้วยความเคารพ ดวงตาข้างเดียวของเขามองมาก่อนที่จะพูดว่า “นายหญิง.. นายหญิงเฮรินคงมาในอีกซักพักครับ..”

เลเวียธานทำความเคารพเหล่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งธาตุน้ำ ไฟ และดิน รวมถึง โซเฟีย แล้วพูดขึ้นว่า “งั้นข้าขอตัวก่อนค่ะ”

เมื่อเอลดีนพยักหน้าอนุญาต เลเวียธานจึงพาตัวธิดาวารีและดึงแขนของเคลเบรัสออกไปรอข้างนอก

“เอาล่ะ.. ทีนี้ก็มาคุยกันตามประสาพี่น้อง..” เจ้าของสถานที่ส่งยิ้มหวานให้กับทุกคน(ยกเว้นเมื่อหันไปเจอเฟียอาที่นางทำหน้าบูดใส่)

โซเฟียที่แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวนวล สวมกำไลสีทองสลักด้วยอักขระโบราณอันมหึมาไว้ที่สองแขนและบนลำคอระหงนั่งลงกับเก้าอี้ที่เตรียมไว้อย่างนุ่มนวล “ข้านึกว่าเฮรินจะไม่มาซะแล้วสินะ”

“นางงานยุ่งออก.. ตั้งแต่เจ้าแยกตัวออกมา” นอร์มาว่าพลางยกถ้วยชารสโปรดขึ้นจิบ ส่วนเอลดีนกับเฟียอายังคงเล่นเกมจ้องตากัน(แบบที่มีประกายไฟเปรี๊ยะๆ ระหว่างสายตาของทั้งคู่) โดยไม่สนใจกับบทสนทนาของโซเฟียและนอร์มา

“นอร์มา.. เจ้าจะว่าข้าผิดใช่มั๊ยล่ะ? ข้ารู้หรอกน่า” โซเฟียยิ้มจืดๆ แล้วหัวเราะเจื่อนๆ กลบเกลื่อน “ข้าซึ่งเป็นเพียงบุคลิกหนึ่งของเจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ เฮริน.. ถ้าไม่มีข้าก็คงไม่มีเรื่องไม่ดีหลายเรื่องเกิดขึ้นหรอก..”

นอร์มาขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้ว่าถึงขนาดนั้น.. เจ้ากับเฮรินก็เป็นคนๆ เดียวกัน ไม่มีเจ้านางก็อยู่ไม่ได้หรอก ข้ารู้.. เฮรินน่ะขี้เหงามาก แต่นางแสดงออกไม่ได้เพราะนางไม่มีอารมณ์ความรู้สึก นางถึงต้องมีเจ้าไง โซเฟีย”

“ที่จริง.. ข้าก็อยากขอโทษนาง เพราะข้าเองที่ผิด.. ผิดเพราะไปหลงรักคนๆ นั้น..” ดวงตาสีเหล็กของโซเฟียเปลี่ยนเป็นเหม่อลอย ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมในดวงใจ

“หมอนั่นก็เลยต้องตาย? ข้าว่าหมอนั่นแหละต้นเรื่อง เป็นข้า ข้าก็สั่งคนไปเก็บเหมือนกัน คนอะไรไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจคิดจะรัก ‘พระจันทร์’” เฟียอาพูดแทรกขึ้นมา นางทำเสียงฮึในลำคอด้วยความไม่พอใจ

“แต่ข้าก็ผิดที่ไปรักเขาตอบ..” โซเฟียพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แต่รักก็ยังเป็นรัก.. ข้าเปลี่ยนมันไม่ได้ แม้กระทั่งจนวินาทีนี้ ข้ายังคงรักและคิดถึงคนคนนั้น”

“ถ้าท่านพี่เทียน่ามาได้ยินล่ะก็.. ข้าไม่อยากจะคิดเลย”
น้ำเสียงราบเรียบของผู้มาใหม่เรียกความสนใจจากทุกคน สตรีผู้มีทุกอย่างเหมือนโซเฟียทุกกระเบียดนิ้วเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่าและนุ่มนวล

“เฮริน.. ข้าขอโทษ” โซเฟียมองเจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ด้วยนัยน์ตาสีเหล็กที่ฉายแววความรู้สึกผิดเจือไว้ด้วยความเศร้าโศก

เฟียอาอดไม่ไหวจึงกระแอมออกมาเบาๆ เทพีเพลิงแกล้งแหย่ทั้งคู่เล่น “พอๆ ข้ายังไม่อยากเห็นฉากหวานแหววระหว่างหญิงกับหญิงมากกว่านี้..”

“มากันแล้วก็คุยเรื่องเป็นการเป็นงานมั่งสิ..” เสียงที่ดังมากับสายลมเย็นบอก

สายลมหมุนพัดวูบผ่านหน้าของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ก่อนที่จะก่อตัวเป็นรูปร่างของผู้หญิงที่มีผมสีทองยาวระบ่า แต่งกายด้วยผ้าอาภรณ์ชนิดบางแต่พลิ้วไหวดุจสายลม ดวงตาสีเขียวข้างที่ไม่ได้ถูกผมปรกมองมา ก่อนที่ริมฝีปากไร้เครื่องประทินจะแย้มยิ้ม “ข้าไม่ได้มาซะนานเลยสินะ”

เอลดีนส่งยิ้มสวยให้กับแขกของตน “ไม่ได้เจอกันนานนะ เซฟิลล์ เจ้าสายลม”

เจ้าสายลมส่งยิ้มหวานให้ทุกคน นางเดินตรงไปยังร่างสองร่างที่เหมือนเงาสะท้อนของกันและกัน “เป็นไงกับของขวัญของข้า.. โซเฟีย”

“ที่เจ้าไปบอกเคลเบรัสให้พา ‘นาง’ มาน่ะรึ?” โซเฟียถาม

เซฟิลล์หัวเราะคิกคัก “อืม.. กลัวว่าจะไม่มีของสนุกดู ถูกใจมั๊ยล่ะ เฟียอา ฉากการต่อสู้ของหลานชายของโซเฟีย กับแม่เลี้ยงของหมอนั่น”

“รู้ดีไม่เปลี่ยนเลยนะ.. ข้าว่าในหมู่พวกเราเจ้าน่ะไม่น่าคบที่สุด..” นอร์ม่าเหล่ตามองเจ้าแห่งสายลมที่กำลังยิ้มร่า

“นอร์ม่า.. เจ้า.. ว่าข้า?” เซฟิลล์ทำตาสั่นระริกเหมือนจะร้องไห้ นางทำหน้าตาน่าสงสารเหมือนเด็กๆ

“เฮ้อ....” ทุกคนแอบลอบถอนหายใจออกมาพร้อมกับ “ก็เพราะนิสัยที่เดาไม่ถูกของเจ้านี่แหละ..”

“เออนี่.. โซเฟีย.. ข้าอยากเห็นกระจกบานนั้น กระจกที่อยู่ในตัวเจ้า” เซฟิลล์วิ่งเข้าไปอ้อนโซเฟียที่ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “..กระจกเสี้ยวเดือน ที่ใช้มองอนาคต..”

โซเฟียใช้มือเรียวเล็กที่สวมข้อมือด้วยกำไลขนาดมหึมาแตะที่หน้าอกตัวเอง นางหลับตาลงเพ่งสมาธิ พลันเกิดแสงสีขาวสว่างวูบที่ตรงกลางอก มองเห็นกระจกสีทองสลักเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวบานไม่ใหญ่โตที่ภายในกระจกกำลังส่องแสงวูบวาบแปลกตาอยู่ เจ้าสายลมมองจ้องลงไปในกระจกด้วยความสนใจ จนเฮรินส่ายหน้าช้าๆ

“เจ้ามองไม่เห็นอะไรหรอกเซฟิลล์ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์อย่างพวกเราไม่อาจทำนายอนาคตตัวเองได้.. อีกอย่างร่างของโซเฟียก็เกิดจากกระจกเสี้ยวเดือนและพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งรวมกับบุคลิกอีกบุคลิกของข้า ถ้ากระจกเป็นอะไรไป.. เจ้าก็คงจะรู้..” เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์พูดยืดยาว เซฟิลล์พยักหน้าเข้าใจ นางเพิ่งได้ทราบเรื่องราวของโซเฟียจากปากของเฮรินโดยตรงเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยถาม “แล้วเจ้าเห็นอะไรมั่ง?”

โซเฟียถอนหายใจยาว “กงล้อชะตากำลังจะหมุนเร็วขึ้นในอีกไม่ช้า ด้วยฝีมือของ ‘เจ้านั่น’ วิญญาณอันมืดดำทั้งสามดวง ข้าไม่อยากเห็นเทียร่าต้องอยู่ภายใต้ ‘ราตรีนิรันดร์กาล’ เลย”
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sun Jun 03, 2007 8:22 pm

บทที่ 18
อรุณรุ่งที่มาถึง


แองเจลายืนทอดอารมณ์นิ่งอยู่ริมชายหาดลำพังสองต่อสองกับคล็อด เปิดประสาทหูรับฟังเสียงคลื่นที่สาดถาโถมเข้าฝั่งแสนแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของทะเล ปิดตาลงเพื่อสัมผัสสายลมทะเลที่พัดเข้าต้องถูกนวลหน้าและโกรกเบาๆ ผ่านเส้นผม ปล่อยนาสิกให้สูดกลิ่นไอเย็นสดชื่นของชายทะเลยามราตรีเข้าเต็มปอด

“เฮ้อ.. อากาศดีนะ ว่ามั๊ย?” แองเจลาประสานมือขึ้นสูงเหนือศีรษะแล้วบิดตัวไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายเมื่อย อัญมณีสีน้ำเงินเข้มในดวงตาของหญิงสาวจับจ้องมายังคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไป คล็อดเพียงพยักหน้าพร้อมกับพึมพำในลำคอเบาๆ “อืม..”

บทสนทนาเริ่มได้แค่นั้นก็หยุดชะงักลง มีแค่เพียงเสียงคลื่นลมทะเลเข้าแทนที่ความเงียบ แองเจลาที่เฝ้ามองทะเลเพื่อรวบรวมความกล้ามานานก็ตัดสินใจหันหน้าเข้าหาคล็อด เธอยกกระโปรงสีขาวที่ยาวกรอมเท้าขึ้นสูงเพื่อให้เท้าที่เปล่าเปลือยเดินได้สะดวก หญิงสาวเดินตรงเข้ามานั่งจ้องตากับคนตรงหน้าแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “คล็อด.. ฉันมีเรื่องอยากจะบอกเธอ.. อยากบอก.. มานานแล้ว”

อยากบอกสิ่งที่ไม่เคยได้พูด.. คำๆ นั้น..
ดวงตาสีท้องฟ้าราตรีของแองเจลาแอบซ่อนแววสั่นไหวระริกไว้ภายใต้นัยน์เนตรคู่โตสวยของเธอ

“อะ.. อะไรรึ?” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ถามด้วยความประหม่าเมื่อใบหน้าของสาวน้อยยื่นใกล้เข้ามาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่แสนอุ่น

“คือ.. ขอโทษจริงๆ ที่วันนั้นฉัน.. อยู่ๆ ก็วิ่งหนีนาย” แองเจลาพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ แม้ว่าเธอจะตัดสินใจว่าจะเล่าความจริงให้คล็อดฟังแล้ว แต่จิตใจก็ยังคงสั่นไหวเหมือนกับว่าถ้ามีอะไรไปสะกิดจะสามารถแตกสลายได้ง่ายๆ เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์กำลังกลัวใจตัวเอง..

“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มพูดตอบอย่างสุภาพ คล็อดจะดูสุภาพเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิง เขายิ้มน้อยๆ ให้อย่างเป็นมิตร

“นี่.. คล็อด จะว่าอะไรมั๊ยถ้าฉันจะถามอะไรบางอย่าง?” เด็กสาวว่าพลางสาวเท้าเดินตรงไปยังใต้ต้นสนทะเลใหญ่ที่กิ่งอันใหญ่โตของมันถูกผูกชิงช้าแบบเรียบง่ายไว้

คล็อดเลิกคิ้วขึ้นสูง เขาเพียงตอบรับด้วยคำสั้นๆ “ครับ?”

ดวงเนตรสีท้องฟ้ายามราตรีของแองเจลาเหม่อมองออกไปนอกชายฝั่งทะเลที่บัดนี้มืดมิดมองเห็นเพียงเงาลางๆ หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนชิงช้าแล้วค่อยๆ ใช้เท้าไกวให้มันไหว “เธอ.. อยากรู้มั๊ยว่าตัวเองเป็นใคร?”

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แน่นอน.. เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมเฝ้าถามตัวเองวันแล้ววันเล่า ว่าตัวเองเป็นใคร? พ่อและแม่หน้าตาเป็นยังไง?” คล็อดพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ “ผมตามหาสิ่งนี้มาตลอด.. ตามหา.. แม้กระทั่งคนที่รัก..”

ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของแองเจลาฉายแววหมองลงเล็กน้อยแต่ก็เพียงชั่วครู่
คล็อด.. เจ้าจะรู้บ้างมั๊ย ว่าคนที่รักเจ้าก็อยู่ตรงนี้คนนึง..

เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์ไกวชิงช้าไปมาอย่างทอดอารมณ์ “นั่นสินะ.. ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากลืมหรอกว่าตัวเองเป็นใคร มันคงทรมานมากที่เมื่อเราตื่นขึ้นมามีแต่ความว่างเปล่าในสมองและหัวใจ..”

“อืม..” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ในขณะที่เขากำลังเริ่มก่อไฟจากเศษกิ่งไม้แห้งที่รวบรวมมา ไม่นานเปลวไฟสีแดงก็ลุกโชนขึ้นต่อหน้า คล็อดใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนที่เริ่มติดไฟให้เข้าที่ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยบ้าง “ผมน่ะ.. รู้สึกว่าคุ้นเคยกับแองเจลาจริงๆ นะ..”

ข้าจะบอกไปดีมั๊ยนะ.. ทั้งๆ ที่ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะบอก.. สับสนตัวเองจริง..

“เราอาจ.. เคยเป็นคนสนิทกันก็ได้..” แองเจลาพูดอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มปร่าเครือ แม้ว่าจะเบาแค่ไหนแต่คนฟังก็รู้สึกได้ในความสั่นไหวของน้ำเสียง เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วเหมือนติดใจในน้ำเสียงที่ไม่สดใสของคนพูด

“เอ๋?..โกรธหรือเปล่าครับ?” คล็อดพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนแองเจลาหันมามองอย่างไม่เข้าใจ “เจ้า.. เอ่อ.. เธอว่าอะไรนะ?”

คล็อดเหม่อมองกองไฟที่กำลังปะทุส่งเสียงเปรี๊ยะตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย “ผมถามว่า.. ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง.. แองเจลาจะโกรธผมรึเปล่า? ที่ผมลืม..”

โกรธ? จะโกรธรึเปล่า? ไม่มีหรอก.. ความรู้สึกแบบนั้นน่ะ..

นักดาบหญิงในชุดราตรีสีขาวยาวกรอมเท้าส่ายหน้าตอบอย่างช้าๆ “ไม่หรอก.. เรื่องอย่างนี้โทษใครไม่ได้นอกจากคนกำหนดโชคชะตา.. โชคชะตาที่กำหนดให้ฉันต้องเจ็บ..” ประโยคสุดท้ายเธอพูดกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบาจนคู่สนทนาไม่ได้ยิน

“แองเจลา.. รู้รึเปล่าว่ามือของเธออุ่น.. อุ่นเหมือนกับคนๆ นึงที่..” คล็อดพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาสีน้ำเงินเหมือนไพลินส่งประกายสวยงามเมื่อต้องแสงวับแวมจากกองไฟตรงหน้า “มือของเธออุ่นจริงๆ นะ”

เจ้าหญิงแห่งลูนาร์เทียเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “มือฉันหรือมือใครก็ต้องอุ่นอยู่แล้ว”

ถ้าเจ้าจำไออุ่นของมือคู่นี้ได้.. มือที่เจ้าเคยกุมแน่นแนบกับหัวใจ.. มือที่เจ้าจะไม่ยอมปล่อย.. มันคงดีไม่น้อยเลยนะ..

กลาดิเอเตอร์เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์สั่นหัว “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..”

แองเจลาคลี่ยิ้มบางที่มุมปาก เธอยังคงไกวชิงช้าเบาๆ นักดาบสาวถามอย่างไว้เชิง “แล้วเจ้าหมายความว่ายังไงล่ะ?”

“ก็หมายความว่า.. มันเหมือน.. เหมือนกับไออุ่นของใครบางคนที่จับมือผมไว้.. ใครบางคนที่ทำให้ผมหวั่นไหว.. ใครบางคนที่ผมเฝ้าตามหา.. ใครบางคนที่ผมไม่แม้แต่จำชื่อได้.. ผม.. อยากรู้.. คนคนนั้นเป็นเธอใช่รึเปล่า.. ตอบมาหน่อยสิ”

เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์เดินออกจากที่นั่งแล้วตรงมานั่งตรงหน้ากองไฟ สายตาสีน้ำเงินสองคู่จับจ้องเข้าหากัน จนมองเห็นภาพสะท้อนของอีกฝ่ายในแววตาของกันและกัน “ฉันก็..”

ข้าเองก็มีเรื่องมากมายที่อยากจะพูดนะ.. อยากบอกทุกอย่าง..

แองเจลายื่นมือมากุมมือของคล็อดไว้อย่างอบอุ่นและนุ่มนวล แก้มของเด็กสาวขึ้นสีเป็นสีชมพูระเรื่อ แต่ดวงตาคู่โตคู่นั้นของเธอยังคงเปล่งประกายสดใสและงดงามหากแต่ยังคงแฝงความเศร้าโศกไว้ลึกๆ ริมฝีปากที่ประทินด้วยสีชมพูอ่อนเม้มเข้าก่อนที่จะพูดออกมาอย่างยากลำบาก “คล็อด.. รู้รึเปล่า? ข้า..”

“…” คล็อดนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาสีไพลินจ้องมองหญิงสาวในชุดราตรีสีขาวงดงามอย่างไม่วางตา

ไม่กล้าพูด.. ข้าไม่กล้าพูด..
แองเจลาสะบัดหน้าไปมา หยดน้ำใสๆ แอบมาคลออยู่ที่รอบขอบตาจนหญิงสาวรู้สึกว่าทั้งขอบตาและใบหน้าร้อนผะผ่าว

อย่าเกลียดข้าเลยนะ.. ที่ข้าไม่ยอมเล่าความจริงให้..

“ร้องไห้ทำไมครับ?” คล็อดยกนิ้วข้างหนึ่งเช็ดที่ขอบตาของเด็กสาวอย่างถนอม มืออีกข้างหนึ่งลูบผมสีดำสนิทเรียบลื่นเหมือนแพรของแองเจลาแผ่วเบาเป็นการปลอบ “ผมทำให้ไม่สบายใจรึเปล่า?”

“อย่าเกลียดฉันเลยนะ..” แองเจลาพูดด้วยน้ำเสียงปร่า ตาสีน้ำเงินเข้มของเธอออกจะติดแดงๆ “..ได้รึเปล่า?”

กลัว.. ข้ากลัวว่าถ้าพูดไปแล้ว ทุกอย่างจะจบสิ้นลง.. กลัวว่าเจ้าจะไม่เหมือนเดิม กลัวเหลือเกิน..

คล็อดพยักหน้ารับด้วยความงงงวย เท่านั้นราชนิกูลสาวจึงโผเข้ากอดเด็กหนุ่มแล้วร้องไห้โฮออกมา ปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามสายธารแห่งอารมณ์ กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยจึงลูบหลังของร่างที่กอดอยู่เบาๆ “ไม่เป็นไรแล้วนะครับ.. ไม่มีอะไร..”

ระหว่างนั้นคล็อดรู้สึกเหมือนได้ยินน้ำเสียงไพเราะขับกลอนเศร้าดังเบาๆ มาตามสายลมปนกับเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาสีไพลินจึงหลุบลงต่ำปล่อยโสตประสาทรับฟังน้ำเสียงอันไพเราะนั้น

ฟังเสียงคลื่นกลืนเสียงลมชมแสงโคม
ปล่อยอารมณ์ไปกับจันทร์ขวัญแผ่นหล้า
นัยน์เนตรจ้องหน้าเจ้าไว้ในแววตา
แต่ใจข้าหามีสิทธิ์คิดคำนึง

อยากเอ่ยรักภักดีต่อหน้าเจ้า
อยากบ่นเล่าความหลังแสนคิดถึง
อยากประทับรอยจูบไว้ให้ตราตรึง
อยากเป็นหนึ่งในใจเจ้าชายชาญ

ใจเจ้ากรรมกลับหวั่นไหวใครจะรู้
มันสั่นอยู่ข้างในให้สงสาร
ไม่กล้าพูดความในใจให้ร้าวราญ
รอแค่วารผ่านพ้นไปแค่นั้นเอง

เมื่อใดหนอรอความกล้าจะมาถึง
ซักวันหนึ่งกอดเจ้าได้ไม่คว้างเคว้ง
ใจของเจ้าขานรับข้าไม่กริ่งเกรง
จะร้องเพลงกล่อมเจ้านอนยามนิทรา

เวลา.. ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองอยู่ในท่านั้นเนิ่นนาน จนคล็อดรับรู้ได้ว่าอ้อมกอดที่อบอุ่นของหญิงสาวค่อยๆ คลายลง หญิงสาวผละออกมาห่าง เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้อย่างสดใส “ขอบคุณนะ.. แค่นี้ก็เกินพอสำหรับความรู้สึกที่ห่างหายของฉัน.. คล็อด.. ฉันอยากบอกกับเธอว่า แม้ว่าเวลาจะทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ที่พักพิงของใจดวงนี้ยังคงเป็น..” เสร็จแล้วเธอก็ชี้มือมาที่หัวใจของเด็กหนุ่ม

“แองเจลา.. เธอเป็นใครกัน?” คล็อดถามขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่คุ้นเคย หัวใจของตัวเองกำลังเต้นระรัวเป็นจังหวะประหลาด

“ถ้าเธอจำทุกอย่างได้.. เธอก็จะรู้เอง.. รู้.. ทุกอย่าง..”
คำพูดสุดท้ายของหญิงสาวทิ้งไว้ให้ตอนอาทิตย์ขึ้น นักดาบหญิงช่างดูสดใสงดงามเมื่อต้องแสงแรกของอรุณรุ่ง

คล็อด.. ขอบใจนะ.. ขอบใจที่ไม่ผลักไสข้า.. ขอบใจที่ปลอบประโลมคนเพิ่งรู้จักกัน.. อย่าลืมที่ข้าพูดไว้แล้วกัน.. เวลาและความทรงจำของเจ้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง..

ทั้งสองหารู้ไม่ว่า ณ จุดหนึ่งของชายหาดที่ไม่ไกลออกไปนัก ยังมีดวงตาสองคู่ของหญิงสาวสองนางได้เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่เงียบๆ

“เฮ้อ.. คงไม่กล้าพูดสินะ.. หลานน่ะเป็นคนขี้กลัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว..” หญิงสาวเจ้าของผมสีดำสนิทที่ถักเป็นเปียหลวมๆ พูดขึ้นแล้วก็ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

“ไม่เป็นไรหรอก.. ถึงพูดตอนนี้ไปเขาอาจไม่เชื่อก็ได้ เจ้าเด็กน้อยน่ะดื้อพอกันแหละ..” หญิงสาวในร่างโปร่งใสอีกนางพูดขึ้นตอบ

ดวงตาสีมรกตของหญิงสาวคนแรกจึงผ่อนคลายแววความกังวลลง “แต่ข้าก็อยากให้เจ้าหนูจำเรื่องได้เร็วๆ อยู่ดี ว่างั้นรึเปล่าซีรีน”

“หัวใจของคนเป็นแม่ก็อย่างนี้แหละ ใช่ว่าข้าไม่ห่วง.. แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวเขา..” หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาและเรือนผมสีเงินยาวสวยตอบด้วยรอยยิ้มเชื่อมั่น

“อืม.. ที่เจ้าพูดก็ถูก..”

“รู้สึกว่าได้เวลาจะต้องจากกันอีกแล้วล่ะ..” ซีรีนใช้ดวงเนตรสีเงินสวยของนางมองไปยังบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นวิญญาณพิทักษ์แห่งธาตุมืด เคลเบรัส ผู้ดูแลประตูสู่โลกวิญญาณนีเฟลร่า

“นั่นสินะ.. ข้าคงต้องกลับไปยังนีเฟลร่าแล้ว.. ฝากเจ้าเด็กน้อยด้วยนะซีรีน..” ร่างวิญญาณของนักรบหญิงผู้ได้ฉายาว่าไพลินอเมซอนค่อยๆ จางหายไปเหลือเป็นก้อนแสงสีทองสว่างลอยเข้าหาเคลเบรัส เขาหันมาค้อมหัวให้กับวิญญาณของหญิงสาวอีกนางนิดๆ พร้อมกับส่งรอยยิ้มตามมารยาทมาให้

“ข้าจะดูแลเจ้าลูกชายของพวกเราเอง.. ไม่ต้องห่วง.. โรซ่า”
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sun Jun 03, 2007 8:23 pm



นักพยากรณ์สาวเบือนหน้าไปทางทิศเหนือ “..เสียงเต้นของหัวใจ.. หัวใจของเจ้าที่เฝ้าตามหามาตลอด.. สิ่งที่เจ้าเคยถามเมื่อครั้งก่อน”

“ข้าบอกได้แค่เพียงว่า ‘นาง’อยู่ไม่ไกลหรอก..”

คล็อดเตรียมตัวจะขยับปากถาม แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงนิ้วชี้เรียวของเฮรินน่าที่แตะลงบนริมฝีปากของเขา “อย่าถามเลย.. ข้าบอกได้แค่นี้แหละ..”

คล็อดแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างสีคราม เขาทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากหลายสีสัน ฟลาวเวอร์ฟิลด์ในขณะนี้เริ่มผลัดเปลี่ยนจากดอกไม้ของฤดูใบมรสุมเป็นดอกไม้ในฤดูหนาวบ้างแล้ว ถึงแม้กระนั้นทุ่งดอกไม้แห่งนี้ก็ยังคงบรรยากาศของความสดใสและความงดงามได้ดั่งเช่นทุกฤดูกาล นักรบกลาดิเอเตอร์ที่เหม่อมองอยู่นานก็ได้พึมพำออกมาคนเดียว “คนที่คุณเฮรินน่าพูดถึง จะเป็นเธอรึเปล่านะ? แองเจลา..”

“คล็อด มานอนอะไรตรงนี้คะ?” น้ำเสียงที่คุ้นๆ ของผู้หญิงดังมาจากทุ่งดอกไม้ทางด้านตะวันตก คล็อดเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะชะโงกหน้าขึ้นมามอง

“คาเรน..”

เนโครแมนเซอร์สาวในชุดไปรเวทเรียบๆ เดินตรงเข้าหาคล็อด เธอยิ้มน้อยๆ ให้กับเขาก่อนที่จะแกล้งแซว “แน่ะ ถามว่ามานอนอะไรตรงนี้คะ?”

“ก็นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ..” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยว่าพลางเอนตัวลงนอนหงายหน้ามองฟ้าต่อ คาเรนทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างเธอเด็ดเอาดอกไม้ฤดูหนาวหลายสีสันมาสานเป็นมงกุฎดอกไม้เรียบๆ ด้วยความตั้งอกตั้งใจ “ป่านนี้ที่ ‘บ้าน’ จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ..”

คล็อดหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา ทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำมงกุฎดอกไม้ต้องมุ่นคิ้วแล้วค้อนควับ “หัวเราะอะไรคะ? แน่ะ! ว่าแล้วยังหัวเราะอีก”

“แหม.. ก็ทุกทีไม่เห็นจะค่อยเป็นห่วง สงสัยวันนี้ฝนคงจะตก” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยแกล้งแหย่เพื่อนหญิงคนสนิท

“คล็อดก็.. ก็คราวนี้มันไม่เหมือนกับทุกทีนี่คะ.. ทุกทีเราน่ะออกเดินทางโดยมีกำหนดการ แต่นี่มัน” คาเรนทำหูตั้งดวงหน้าของเธอขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์จ้องมองคนแซวที่กำลังนอนเอกเขนกโดยมีพรมดอกไม้ปูรองอยู่ทุกหนทุกแห่งบนทุ่งแห่งนี้

“ซิสเตอร์กับพวกเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ แต่หวังว่าคงสบายดี มีเอลีนอร์กับแคทเธอรีนอยู่คงไม่เป็นไร”

“อืม..” คล็อดพึมพำเบาๆ พร้อมกับปรือตาลงช้าๆ

คาเรนเห็นดังนั้นจึงหยิบมงกุฎดอกไม้สีขาวขึ้นชูก่อนจะเอนหลังทิ้งตัวลงนอนเคียงข้าง “คิดถึงที่เราไปเที่ยวเดือนก่อนจังค่ะ.. แต่ว่า..”

“ผมรู้.. มันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นี่สิ”

“แต่ว่าก็ยังดีที่พวกเด็กๆ ปลอดภัย” หญิงสาวเชื้อสายฮาล์ฟบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่ดวงตาทั้งคู่กำลังมองตามผีเสื้อสีขาวที่บินมาตอมดอกไม้บนมงกุฎของเธอ คาเรนยิ้มให้กับเจ้าแมลงปีกสวยก่อนจะบรรจงสวมมงกุฎดอกไม้ไว้บนผมสีม่วงหยักเป็นลอนคลื่นของเธอ

“นั่นเป็นที่เราเจอไบรอันสินะ..”

...

หนึ่งเดือนก่อน..

เสียงลั่นครึ่กครั่กของล้อเหล็กที่บดกับรางดังขึ้นเรื่อยๆ บวกกับเสียงหวีดร้องของหวูดไอน้ำจากหัวรถจักรแว่วมาเป็นระยะ กระแสลมแสนเย็นเยียบตีกับตัวรถจนเห็นฝ้าขาวเกาะเต็มกระจกหน้าต่าง

รถจักรไอน้ำแล่นไปบนรางที่ทอดยาวขวางกลางทะเลทรายในยามค่ำคืน แสงจากดวงจันทร์สีเหลืองนวลทอประกายผสานกับแสงสีฟ้าของจันทร์อีกดวงที่สาดกระทบพื้นทราย ก่อให้เกิดภาพที่สวยงามแปลกตา ทะเลทรายอาชูร่าที่แสนจะร้อนระอุในยามตะวันฉาย กลับเปลี่ยนเป็นนรกเยือกแข็งในแทบจะทันทีที่เงาปีกของรัตติกาลแผ่เข้ามาครอบคลุมท้องฟ้าไร้เมฆ

ทะเลทรายอาชูร่า ผืนทรายอันร้อนระอุทอดยาวพาดผ่านบริเวณกลางทวีปแพนเกียขวางแบ่งทวีปซีกตะวันออกและตะวันตกให้แยกจากกัน

นี่เป็นเพียงเส้นทางเส้นเดียวที่ใช้ตัดผ่านทะเลทรายนรกที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่จะปรากฏตัวในยามกลางวันนอกจากมังกรไฟซึ่งชอบความระอุของเปลวแดดและเปลวเพลิงของดวงตะวัน แม้แต่รถไฟพลังไอน้ำยังต้องวิ่งในเวลากลางคืนเพราะเนื่องจากอุณหภูมิอันสุดขั้วของที่แห่งนี้จะทำให้แผ่นโลหะที่สร้างเกิดความร้อนสูงเหมือนเป็นกระทะเหล็ก

โดยรถจักรเริ่มออกจากสถานีต้นที่ ไนล์ เมืองแห่งสายน้ำศูนย์รวมอารยธรรมโบราณแห่งชายฝั่งแม่น้ำไนล์ และจะแล่นข้ามผ่านทะเลทรายเยือกแข็งในเวลากลางคืนและไปสิ้นสุดอยู่ที่เมืองชายแดนฝั่งตะวันออกที่มีชื่อว่า อาชูร่า ซึ่งชื่อนี้ถูกขนานนามตามชื่อของทะเลทรายนรกอันกว้างใหญ่ที่อยู่ทางตะวันตกไม่ไกลจากตัวเมืองนั้นเอง และที่จุดหมายปลายทางของขบวนรถจักรซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ ที่นั่นมีหนึ่งในสี่โบราณสถานที่ถูกสร้างให้เป็นอนุสรณ์หลังสงครามครั้งใหญ่ของเทียร่า สงครามที่รู้จักกันในชื่อ สงครามผลึก โบราณสถานใบไม้ร่วง (fall ruin) หรือ หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง

คาเรนนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่จับเต็มด้วยฝ้าขาวจากความชื้นและไอหมอก มือน้อยของหญิงสาวปาดเอาฝ้าหนาที่บดบังทัศนียภาพสวยงามยามค่ำคืนออก ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์มองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกที่เกิดจากแสงไฟจากหินมูนสโตนที่ส่องแสงสีเหลืองนวลเหมือนดังดวงจันทรา ภาพของทะเลทรายที่แสนยะเยียบในยามราตรีเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ สาวน้อยมองเห็นพื้นทรายที่เป็นสีน้ำเงินเพราะต้องแสงจันทร์ ต้นกระบองเพชรประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกับผลึกสีม่วงที่ขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ กลางทะเลทราย นานๆ ครั้งถึงจะมองเห็นเขตอุดมสมบูรณ์อย่างโอเอซิสสักแห่งหนึ่ง

“เฮ้อ..” หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาของเธอค่อยๆ ปรือลงอย่างช้าๆ ด้วยความง่วง เพราะว่าบัดนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว “คล็อด.. ฉันนอนก่อนนะคะ.. ง่วง..”

นักรบชายวัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้ารับ “อืม.. ถ้าง่วงก็นอนไปเถอะ ผมยังไม่ง่วง ดูภาพทะเลทรายสีน้ำเงินแล้วมันเพลินดี”

“ถ้างั้นพี่ก็ขอตัวไปนอนบ้างละกัน..” หญิงสาวอายุประมาณ 20 ปีเศษในชุดสีขาวบริสุทธิ์ตามแบบฉบับนักบวชหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าของเสียงกำลังงัวเงียเต็มที่

“ครับ พี่แครอล” คล็อดพยักหน้ารับน้อยๆ ดวงตาสีไพลินของเขาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง “ว่าแต่ไม่รู้ว่าพวกเด็กๆ จะหลับกันรึยัง”

“โว้ย!! ขอนอนเงียบๆ หน่อยไม่ได้รึไงกัน!!!!”
แล้วเสียงโวยวายของผู้ชายก็ดังลั่นมาจากทางโบกี้ด้านหลังที่พวกเด็กกำพร้าที่อยู่ในอุปการะของโบสถ์ฮาโมนี่โดยสารอยู่ คาเรนที่กำลังเคลิ้มๆ ถึงกับยกมือขึ้นปิดหูที่ปุยเหมือนสุนัขของเธอไว้แล้วทำหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับ ฝ่ายนักบวชขาวผู้กำลังสลึมสลือก็ถึงกับตาสว่าง เธอหันมาถามคล็อดและคาเรน “ได้ยินอะไรมั๊ย?”

คนอายุน้อยกว่าทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน “เต็มสองรูหูเลยค่ะ/ครับ”

หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงเริ่มทำหน้ายุ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินฉับๆ ตรงไปยังตู้โดยสารด้านหลัง “ไปดูกันเถอะคล็อด คาเรน”

เมื่อทั้งสามตรงมายังที่เกิดเหตุก็พบกับชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคล็อด ใบหน้าของเขากำลังซีดลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงยืนร้องไห้ตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ด้านหลังพี่สาวที่พยายามใช้มือบังพวกน้องๆ ไว้ ตาของพวกเธอออกจะแดงๆ เด็กหนุ่มได้แต่ปั้นยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะค้างไปเมื่อหันมาสบกับดวงตาสีฟ้าสวยของนักบวชขาว

คล็อดใช้ดวงตาสีน้ำเงินไพลินจับจ้องเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันกับตัวเองที่ขณะนี้แทบยืนตัวแข็งเป็นหินไม่กระดุกกระดิกแม้แต่น้อยก่อนจะหันไปส่งสายตาไปยังแครอลเป็นเชิงถามว่าจะเอาอย่างไรดี

“มีอะไรกันเหรอ แคทเธอรีน” นักบวชขาวเจ้าของเรือนผมสีทองยาวสวยถามเด็กผู้หญิงซึ่งดูว่าโตที่สุดในกลุ่ม สาวน้อยยังทำตาแดงๆอยู่ไม่หาย

“จะมีอาไร้ ก็แค่นายคนนั้นเผลอตะคอกเสียงดังจนพวกผู้หญิงตกใจหมด” เด็กชายร่างผอมเดินเนิบๆ ด้วยอาการสบายใจออกมาจากด้านหลังของแคทเธอรีน

“ย่ะ พวกฉันขี้กลัว แต่ว่าใครน้าที่ตกใจกว่าเลยวิ่งมาหลบก่อนเป็นคนแรก” วาจาเชือดเฉือนแกมประชดประชันดังมาจากปากเด็กสาววัยรุ่นอีกคนพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ ทำให้เจ้าคนขี้ตกใจสะดุ้งแล้ว ยิ้มแหยๆ

“สรุปว่าไม่มีอะไรใช่ไหม” ดวงตาสีฟ้าของนักบวชหญิงจับจ้องมาทางพวกเด็กๆ ที่ส่ายหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเริ่มแสดงอาการยิ้มแย้ม

“แล้วคุณคือ……” ในที่สุดแครอลก็หันเหความสนใจมาที่เด็กหนุ่ม ที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินมาได้สักพักนึงแล้ว

ไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบจาก ‘รูปสลักหิน’ ที่ยังยืนนิ่งเหมือนไร้ชีวิต..

เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ที่เคยถูกเขาตวาดดังขึ้นมาแทน แครอลกวาดสายตาไปมาแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้

“เขานึกว่าพวกพี่จะเอาเรื่องเขาที่มาตวาดใส่เราค่ะ” แคทเธอรีนชี้นิ้วไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนตัวแข็งแล้วหัวเราะเบาๆ

เด็กหนุ่มผู้นั้นมีเส้นผมสั้นสีดำสนิทใส่ไฮไลท์ผมด้านหน้าเป็นสีขาว ดวงตาสีฟ้านั้นเบิกกว้างเพราะความตกใจหรือความกลัวไม่อาจบอกได้ สังเกตรอยแผลเป็นสองรอยที่แก้มซ้าย ผ้าคาดศีรษะสีเขียววิรีเดียนประดับด้วยแผ่นโลหะสีเงินถูกคาดไว้เฉียงๆ เสื้อกั๊กสีเดียวกันถูกคาดทับด้วยสายหนังที่โยงเกราะไหล่สีเงินด้านซ้ายไว้กับชุด กางเกงยีนส์สีฟ้าของเขาแม้ว่าจะดูปอนปอนแต่ก็ไม่สกปรก ผ้าที่คลุมวัตถุรูปร่างใหญ่และยาวดูเหมือนว่าจะเป็นดาบขนาดใหญ่ ถูกกำแน่นไว้ภายใต้ถุงมือหนัง ถ้าดูจากการแต่งกายแล้วเขาคนนี้ต้องเป็นนักรบรับจ้าง<Mercenary> ที่ถูกจ้างมาคุ้มกันคณะเดินทางนี้แน่นอน

แครอลเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มแล้วใช้นิ้วเรียวสวยวางบนไหล่ของเขา หญิงสาวกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูซ้ายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ไม่มีใครว่าอะไรเธอหรอกจ้ะ เลิกทำตัวแข็งทื่อได้แล้ว” แล้วหญิงสาวก็แอบหัวเราะคิกคักกับตัวเอง

นักรบหนุ่มน้อยกระพริบตาปริบๆ “จะ..จริงเหรอครับ” สุดท้ายก็ทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

“เฮ้ออออ.. โล่งอกไปทีนึกว่าจะโดนซะแล้ว เอ่อ.. ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยผม ไบรอัน สตาร์ริงครับ” ไบรอันใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลเป็นน้ำ

คล็อดเดินหน้าเข้าหาเด็กหนุ่มที่ยังนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น พลางยื่นมือส่งให้ “ฉัน..คล็อด บลูซิลเวอร์” ไบรอันพยักหน้าขอบคุณแล้วยื่นมือไปจับให้กลาดิเอเตอร์หนุ่มฉุดลุกขึ้น

“แครอล มาแชล เอเวอรี่ นักบวชขาวแห่งฮาร์โมนี ยินดีที่รู้จักค่ะ” แม่ชีผมทองคำนับน้อยๆ แล้วผายมือไปยังนักเวทวิญญาณสาวเผ่าฮาล์ฟผู้มีดวงตาสีลาเวนเดอร์ “เธอคือ คาเรน ควอเทอร์ จะพูดว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็ได้นะ” แล้วเธอก็อมยิ้ม

แครอล มาแชล เอเวอรี่ เป็นสตรีในวัย 20 กว่าๆ ดวงหน้าสวยผิวขาวราวพระจันทร์ เรือนผมสีทองยาวถึงกลางหลังถูกคลุมไว้ด้วยแพรสีนวลสะอาด ดวงตาสีฟ้าแฝงความปรานีและความเด็ดขาดไว้ภายใน ชุดผ้าคลุมสีขาวนวลพลิ้วน้อยๆ และกางเขนเงินกลางหน้าอกบ่งบอกความเป็นนักบวชขาว<White Priestest> เธอยืนนิ่งสนิทเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า

“นอนเอาแรงก่อนเถอะจ้ะเด็กๆ พรุ่งนี้เรายังต้องเจออะไรอีกมากนะ แคทเธอรีนกับเอลีนอร์ฝากดูแลน้องๆ ด้วยนะ ถ้ารถไฟถึงแล้วพี่จะปลุกพวกเธอเอง” ซิสเตอร์แห่งโบสถ์ฮาร์โมนีหันไปสั่งความพี่สาวสองคนที่โตที่สุด

“ค่ะซิสเตอร์” ทั้งสองคนรับคำแล้วจูงพวกน้องๆไปนอน

เมื่อเด็กสาวสองคนพาน้องๆ ไปหมดแล้วคล็อดก็สังเกตเห็นเด็กผู้ชายร่างผอมยังนั่งนิ่งจ้องหน้าไบรอันตาแป๋ว

“ส่วนนาย..” คล็อดจ้องตาเด็กชายจอมซนแล้วดีดนิ้วใส่หัวของตัวดีเข้าไปหนึ่งทีก่อนจะใช้มือขยี้หัวของเด็กน้อยด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยว “น้อยๆหน่อยเถอะเชื่อพวกพี่ๆ เขาบ้าง เคลวิน ไปนอนซะ ถ้าถึงแล้วจะปลุกเอง” กลาดิเอเตอร์หนุ่มโบกมือไล่เจ้าตัวดีให้ตามคนอื่นไป เด็กคนนั้นจึงค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่งอหงิกแล้วเดินเดินตามไปอย่างเอื่อยๆ

“เราจะถึงอาชูราเมื่อไหร่คะ” เสียงกระซิบจากคาเรนถามคล็อด

“ตีหนึ่งล่ะ ฉันกะว่านะ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงมีรถไฟไปกลับวันละขบวน” คำตอบไม่ได้มาจากผู้ถูกถามแต่มาจากไบรอันที่กำลังยิ้มร่า

“ขอบคุณ” คล็อดจ้องใบหน้าที่แสนยิ้มแย้มติดกวนๆ ของคนที่เพิ่งรู้จักแล้วพึมพำคำขอบคุณเบาๆ

“ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงฉันไปนอนเอาแรงก่อนนะคะคล็อด” คาเรนเอ่ยเสียงแผ่ว แล้วรีบเดินเข้าไปยังที่นั่งส่วนตัวเพื่อหวังเอนหลัง เธอหันมายิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง

“ถ้านายไปนอนจะดีที่สุด” คล็อดหันไปทางไบรอัน
ว่าพลางเอานิ้ววาดรอบขอบตาของตัวเองให้ดูแล้วหัวเราะหึๆ “มันคล้ำยังกะหมีแพนด้า”

“จริง ฉันไม่ได้นอนเลยเมื่อคืน พี่กวนให้ฉันมาด้วยทั้งคืนเลย แต่ดูสิตัวเองกลับมาไม่ได้” เขาว่าพลางขยี้ตา “แล้วเมื่อกี้จะนอนพวกเด็กๆ ก็เสียงดังเลยหงุดหงิดไปหน่อย โทษที” ก่อนจะขยับตัวเดินสะโหลสะเหลออกไปหามุมสงบนอนพัก

แครอลมองตามนักรบรับจ้างหนุ่มน้อยที่เพิ่งรู้จักท่าทางเขาตลกๆจนทำให้เธออดอมยิ้มไม่ได้ “เขาตลกดีนะคล็อด พี่ว่า” พี่สาวนักบวชหันไปยิ้มกับคล็อด

“ครับ ผมคิดว่าเขาเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นแม้ว่าบางทีจะ..” คล็อดพยักหน้าเห็นด้วย แล้วทั้งสองคนก็พากันหัวเราะกันคิกคักสนุกสนาน

ท้องฟ้าโปร่งมองเห็นดวงดาวเป็นล้านที่ส่องแสงระยับแข่งกับดวงจันทร์ทั้งสองดวง หมอกจางๆ แทบบดบังทัศนียภาพนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเสียงหวูดเบาๆ ที่ล่องมากับสายลมบางช่วง กับแสงไฟที่ส่องลอดมาจากหน้าต่างรถไฟโบราณที่ใช้พลังงานจากไอน้ำเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น

คล็อดยังคงหลับตาไม่ลง จิตใจของเขาตอนนี้เผ่นเตลิดไปไหนต่อไหน

พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ในเมื่อดวงใจดวงนี้หวั่นไหวเพราะขาดใครสักคน เธอคนนั้น ซึ่งเขาจำได้เพียงสัมผัสอันเรือนรางจากเรือนผมและฝ่ามืออันนุ่มนวลมันซุกซ่อนอยู่ในหลืบลึกของความทรงจำ

บัดนี้เขาอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวตลอดมาแม้จะยิ้มแย้มแต่หัวใจกลับใฝ่หา ดรุณีนิรนามคนที่เขาเพียงรับรู้ว่ามีจริงในความอาวรณ์แต่กลับไร้ตัวตนในความทรงจำของเขา

หันไปมองพี่แครอลก็ดูเหมือนจะหลับไปสักพักนึงแล้ว มองไปทางคาเรนก็มองเห็นเธอยังหายใจอยู่แผ่วๆ มองดูโคมไฟสีเหลืองนวลที่ทำจากผลึกหินพระจันทร์ซึ่งส่องแสงให้ความสว่างในเวลากลางคืน มันก็ยังส่องแสงสีนวลเหมือนแสงจันทร์อยู่ตลอด สุดท้ายจึงมองลอดหน้าต่างขึ้นไปบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มของยามดึก ดวงจันทร์สีฟ้ากำลังคล้อยต่ำลงทุกที

เมื่อทนไม่ได้จึงล้วงเอาฮาร์โมนีก้าขึ้นมาเป่า ท่วงทำนองและตัวโน๊ตมันผุดขึ้นเองในสมองและห้วงคิด นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้วงของความทรงจำในอดีตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา

บัดนี้นอกจากแสงดาวแสงนวลๆ ของโคมไฟ หมู่ไอหมอกขาว ทะเลทรายสีน้ำเงินอันเวิ้งว้าง ดวงจันทร์ทั้งสีฟ้าและสีเหลือง เสียงหวูดรถไฟ ยังมีเสียงดนตรีหนึ่งขับกล่อมนิทราให้ผู้คนในราตรีที่แสนจะธรรมดาคืนหนึ่งอยู่เพียงลำพัง

...

หวูดดดดดดดดด!!!!

หวูดดดดดดดดดดด!!!

เอี๊ยด!!

กึง!!

ฟู่!!

เสียงบอกเป็นสัญญาณว่ารถไฟได้จอดเทียบชานชาลาเมืองทะเลทรายอาชูร่าเรียบร้อยแล้ว แสงจากโคมไฟที่ใช้พลังงานจากผลึกมูนสโตนหรือหินพระจันทร์ของชานชาลาส่องสว่างจ้าเหมือนจันทร์ส่อง ผู้คนในคณะเดินทางหลากหลายอาชีพหลายฐานะเดินลงจากขบวนรถไฟ ภาพเมืองในยามค่ำคืนดูเงียบเหงาในเวลานี้ บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังมีแสงไฟส่องลอดหน้าต่าง แต่บางสถานที่เช่น บาร์ หรือโรงแรมยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน

มัคคุเทศก์นำทางปรบมือเรียกคณะเดินทางที่มีประมาณ 30 คน ที่เพิ่งเดินหิ้วกระเป๋าลงจากรถไฟเสร็จสรรพแล้ว “เราจะพักที่โรงแรมเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆนี่นะครับ เชิญตามผมมาได้” พูดเสร็จเขาก็เดินนำลิ่วๆ ไปยังโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ติดกับสถานี

“พี่คะ.. คราวนี้เราจะได้นอนจนเช้าเลยใช่ไหม?” เอลีนอร์สะกิดถามคาเรนด้วยดวงตาที่ยังลืมขึ้นไม่เต็มที่

“ค่ะ คืนนี้ตลอดคืนเราจะนอนที่นี่แล้วตื่นตอนเช้าเลย” คาเรนจูงน้องๆ ตามมัคคุเทศก์ไป โดยมีพวกคล็อดเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง

วูบบบ

ลมหนาวยะเยือกพัดมากระทบกายของนักรบกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย เขาชำเลืองหางตาไปมองทางทะเลทรายเวิ้งว้างเบื้องหลัง แต่สิ่งที่เขาได้พบคือ แผ่นหลังของบุรุษและสตรีปริศนาที่เดินสวนเขาทันควัน ความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นเหมือนลมที่อยู่ๆ ก็พัดวูบขึ้นมา

คล็อดจ้องมองร่างที่เดินดุ่มๆ ทั้งสองเขม็ง เหมือนกับว่าในขณะนี้ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเท่าสองคนนี้อีกแล้ว

ความรู้สึกประหลาดนี่มัน.... ทำไมรู้สึกไม่สบายใจอย่างนี้นะ !! เขารำพันขึ้นในหัวใจ

แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีมือมาวางแปะไว้บนบ่า เขาละสายตาจากคนสองคนหันควับกลับมาก็สบตากับดวงตาโตของไบรอันและท่าทางที่แสดงความสงสัยเต็มที่ของเขา “มีอะไรเหรอเห็นนายจ้องทางนั้นเขม็ง”

“ก็สองคนนั้น..” ทันทีที่หันกลับไปอีกครั้ง ภาพนั้นก็หายไปอย่างลึกลับ

อะไรกัน.. หายไปไหนแล้วล่ะ!!

ไบรอันขมวดคิ้ว “สองคนนั้น สองคนไหน ไม่เห็นมีใครเลย ไปเถอะน่า.. คงง่วงจนเบลอล่ะนะ นายน่ะ” นักรบรับจ้างถามด้วยอาการฉงนแล้วตบเบาๆ ลงบนไหล่ที่สวมเกราะสีน้ำเงินของคล็อดอย่างตีสนิท “ไปเถอะน่า..”

..ไม่น่าเป็นไปได้ มันมีลางสังหรณ์ประหลาดว่าจะเกิดเรื่องร้าย.. ร้ายมากๆ ด้วย..

คล็อดยังคงจ้องตามทางนั้นเขม็งจนไบรอันต้องเอ่ยเตือนอีกครั้ง เขาจึงค่อยๆ เดินจากที่นั่นไปพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
ReshaValentine
นักเรียนมัธยม
นักเรียนมัธยม
avatar

Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 145
อายุ : 25
สังกัด : โทโฮคลับ
Registration date : 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Mon Jun 04, 2007 6:54 pm

ขี้เกียจอ่านบทบรรยาย >.<
แต่ก็สนุกดี *-*
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://members.thai.net/animeost/index.html
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed Jun 06, 2007 9:11 am

บทที่ 19
หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง ฟอลล์รูน

เมืองทะเลทรายอาชูร่า แม้จะเป็นเมืองเล็กชายแดนฝั่งตะวันออกของทวีปเกาะแพนเกีย แต่บรรยากาศที่แสนร้อนอบอ้าวในยามกลางวันก็ยังพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา สภาพบ้านเรือนเป็นบ้านแบบที่สร้างในเขตทะเลทรายของตะวันออกกลาง มีต้นปาล์มขึ้นหลายแห่งกลางเมือง ชาวพื้นเมือง พ่อค้าแม่ขายก็แต่งตัวราวกับหลุดออกมาจากวรรณคดีภารตะ ยกเว้นนักท่องเที่ยวที่จะแต่งตัวแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ครั้งหนึ่งทวีปนี้ซึ่งถูกขนานนามว่าดินแดนแห่งเสรีเคยถูกเงาปีกมหึมาของมังกรปีศาจที่มีนามว่าเทียแมททำลายราบคาบ หลงเหลือไว้เพียงซากปรักของความโหดร้ายไว้เป็นอนุสรณ์ แต่ผู้คนที่เหลือรอดก็พากันรวมกลุ่มกันและสร้างแหล่งที่อยู่ขึ้นใหม่ จากชุมชนเล็กๆ รวมกับเหล่าผู้คนที่อพยพกันมาจากทวีปใหญ่อีกไม่น้อย จึงทำให้ดินแดนนี้กลับมีสีสันขึ้นอีกครั้ง

คณะเดินทางจากไนล์ซึ่งรวมถึงพวกคล็อดได้แวะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในเมือง กว่าจะเสร็จก็กินเวลาเกือบเที่ยงวัน จุดหมายต่อไปของคณะเดินทางที่ประกาศให้ทราบโดยมัคคุเทศก์นำทางก็คือ โบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ทิศใต้ของเมือง หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง - ฟอลล์รูน ซี่งเป็น 1 ใน 4 หอคอยที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในสงครามผลึกเมื่อประมาณ 100 กว่าปีก่อน

“จากในตัวเมืองอาชูร่าที่เราอยู่ในขณะนี้ เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะถึงที่หมายต่อไปครับ การเดินทางจะใช้รถม้าที่ทางเราได้เช่าไว้แล้ว” มัคคุเทศก์หนุ่มประจำคณะเดินทางชี้มือไปยังโรงจอดรถม้าสำหรับเช่าทางขวามือของถนนที่ปูด้วยอิฐสีทรายหม่น

ไม่นานนักขบวนรถม้าที่จะเดินทางไปยังโบราณสถานก็พร้อมจะเดินทาง ม้าแรกของนายมัคคุเทศก์ก็เริ่มควบเหยาะเบาๆ ออกเดินนำไปตามถนนสายเดียวที่เชื่อมไปยังโบราณสถาน

คล็อดและผู้ถูกจ้างวานคุ้มกันคนอื่นๆ ขึ้นบนหลังม้าแล้วชักบังเหียนม้าให้เดินขนาบกองคาราวานรถม้านำเที่ยว สายตาเขามองตรวจตราความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายที่ไม่ทราบว่าอาจโผล่มาโจมตีคณะเดินทางเมื่อไรก็ได้

ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ คณะเดินทางทั้งหมดมาถึงโบรานสถานสำคัญโดยสวัสดิภาพ คล็อดทอดสายตาไปยังมัคคุเทศก์นำทางที่กำลังแสดงเอกสารหลักฐานขอนำชมให้แก่กองรักษาการณ์ ถ้าเขาเดาไม่ผิดนี่เป็นหน่วยพิเศษที่คอยดูแลโบราณสถานทั่วไปของเทียร่า ธงสีฟ้ามีสัญลักษณ์รูปปราสาทพลิ้วไสวเพราะลมแรงที่คอยพัดแทบทุกนาที นั่นเป็นธงของกองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วโดยขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดของสหพันธรัฐแพนเกียแต่เพียงผู้เดียว

“เอาละครับ ทีนี้เราก็มาถึงฟอลล์รูนกันแล้วนะครับ หอคอยนี้เริ่มสร้างขึ้นในช่วงปลายของศักราชโซเฟียที่ 22 หลังจากสิ้นสุดสงครามผลึก.. จากบันทึกโบราณที่ค้นพบบอกว่า มีหอคอยทั้งหมด 4 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เหล่าทหารกล้าและผู้คนที่ได้เสียชีวิตไป โดยชื่อหอคอยทั้งหมดถูกขนานนามตามชื่อฤดูกาลทั้ง 4 ของเทียร่า..” มัคคุเทศก์นำทางเมื่อเสร็จจากการยื่นเอกสารให้กองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งแพนเกียได้หันมาอธิบายให้แก่คณะเดินทางที่ทยอยลงจากรถม้าเกือบหมดแล้ว

ดวงตาทุกคู่จับจ้องในความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้า มันเป็นหอคอยโบราณสูงประมาณ 6 ชั้น ด้านนอกทำจากหินอ่อนสีเทาหม่นที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่ทางภาคตะวันตกของสหพันธรัฐแพนเกีย ทุกคนรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของราชวงศ์โบราณ และความสงบสุขหลังสงคราม ทางเข้ามีเสาหินสลักรูปมังกรสองตัวนั่งสงบนิ่งแต่สง่า ดวงตาทั้งสองของรูปสลักเหมือนมีชีวิต กำแพงศิลาที่ล้อมรอบโบราณสถานอย่างแน่นหนาหลังจากที่ได้มีการค้นพบและได้จัดตั้งกองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกีย โดยส่วนหนึ่งได้จัดตั้งเป็นกองดูแลของเจ้าหน้าที่ ที่มองเห็นธงสีฟ้าที่มีสัญลักษณ์ปราสาทพลิ้วอยู่เป็นระรอกตามสายลมของทะเลทราย โดยกองดูแลนี้ตั้งห่างจากหอคอยประมาณ 100 เมตร

“จากข้อมูลที่เราได้จากเจ้าหน้าที่ หอคอยนี้มีทั้งหมด 6 ชั้นแต่จะสามารถขึ้นไปได้เพียงแค่ 2 ชั้นเพราะว่าจากการสำรวจไม่มีทางขึ้นมากกว่านั้นเลย นับเป็นความลึกลับอีกอย่างหนึ่งของหอคอยนี้นะครับ ในวันหน้าไม่แน่ว่าอาจมีใครซักคนค้นพบปริศนาที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดของหอคอยนี้ก็เป็นได้” มัคคุเทศก์หนุ่มทำลายความเงียบเนื่องจากอาการตะลึงปนทึ่งในภาพหอคอยสูงตระหง่านตรงหน้าด้วยคำอธิบายของตน เมื่อเห็นเหล่านักเดินทางทั้งหลายกลับมาให้ความสนใจที่ตัวเขาอีกครั้งชายหนุ่มจึงผายมือออกเป็นการเชื้อเชิญมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ที่กำลังยืนรออยู่ไม่ไกล

ชายผมแดงแต่งกายในชุดเครื่องแบบของอัศวินวิหารได้ก้าวเข้ามาตรงหน้า และเริ่มกล่าวคำทักทายกับคณะเดินทางทุกคน “สวัสดีทุกท่านครับ ผมเป็นหัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออก คี๊ธ แบนเน็ตต์ครับ ผมมาให้คำอธิบายเกี่ยวกับสถานที่นี้ ตามที่มัคคุเทศก์ของคุณได้ขอร้องและติดต่อไว้”

ชายหนุ่มผู้เป็นมัคคุเทศก์พยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มให้กับทุกคนในคณะเดินทาง “หัวหน้าคี๊ธ จะมาให้คำอธิบายแก่พวกคุณแทนผม ถ้าสงสัยก็ถามได้นะครับ”

คี๊ธก้าวเดินนำทางไปสู่ประตูทางเข้าของหอคอยด้านหน้าซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก เขาหันกลับมาพูดกับทุกคนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแต่น้ำเสียงยังคงแฝงความเฉียบขาดแบบทหารเอาไว้ “ครับ เราจะเข้าไปดูกันเลย เชิญตามผมมา”

คล็อดและคาเรนโหนตัวลงจากหลังม้าที่สะบัดหัวแล้วหายใจฟืดฟาด จากนั้นจึงเดินตามบุรุษผู้มีผมสีแดงไปห่างๆ สายตาของทั้งคู่ยังคงมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณ

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยเดินผ่านทางเข้าที่เปิดกว้างออก ย่ำเท้าไปตามทางเดินที่มืดสนิท แว่วยินเสียงฝีเท้าของคณะเดินทางทุกคนดังสะท้อนไปมา หัวใจของเขาบัดนี้เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังแสงสลัวๆ เบื้องหน้า

เมื่อนัยน์ตาเริ่มชินกับแสงสลัวๆ ภายใน ภาพของห้องโถงกว้างที่มีเสาหินอ่อนสีทรายรายรอบเป็นวงตามริมผนังก็ปรากฏขึ้น เสาแต่ละต้นมีโคมระย้าห้อยประดับประดาสว่างไสว แสงสีเหลืองจางๆ ส่องมาจากผลึกสีเหลืองอ่อนของหินมูนสโตนที่ติดอยู่บนโคมแขวน บนฝาผนังเต็มไปด้วยภาพแกะสลักนูนต่ำที่ผุกร่อนไปบ้างตามกาลเวลา เหล่าคณะเดินทางกำลังตะลึงตะลานอยู่กับสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า

บนพื้นห้องปูด้วยหินอ่อนสีทราย ใจกลางห้องมีภาพวงกลมขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำแสงสีทองอ่อนๆ ที่ส่องลอดลงมาจากเพดานชั้นบน รูปสลักหินอ่อนสีขาวนวลตั้งตระหง่านกลางลำแสง ดูเป็นสง่าน่าเกรงขามและงดงาม ตัวรูปสลักเป็นรูปสตรีงามแต่งกายด้วยอาภรณ์ของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าเป็นของประเทศใด ดวงหน้าของนางแต้มประดับด้วยรอยยิ้มบางแสนมีเสน่ห์ ดวงเนตรหลับพริ้มพราย ผิวขาวนวลเนียนไร้รอยหม่นจากกาลเวลาเพราะแสงอันอบอุ่นที่สาดกระทบอยู่ทุกทิวา มือทั้งสองข้างกางออกข้างกายประหนึ่งว่ากำลังรอใครสักคนเข้ามาโอบกอด เรือนผมยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง ดูไม่ผิดไปจากคนมีชีวิตจริงๆ

“นี่เป็นรูปสลักของราชินีออโรร่าแห่งราชอาณาจักรลูนาเทียครับ” คี๊ธกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน ยิ่งเมื่ออยู่ในห้องโถงกว้างนี้ยิ่งเหมือนมีลำโพงช่วยขยายเสียงให้ดังก้องสะท้อนขึ้นไปอีกขั้น ดวงตาสีดำสนิทที่ฉายแววเคร่งขึมอยู่เสมอจับจ้องไปที่รูปสลักที่ไร้ซึ่งตำหนิใดๆ หัวหน้าคี๊ธผายมือไปทางกลางห้องแสดงให้เห็นความสง่าและงดงามราวเทพธิดาของภาพแกะสลัก

รู้สึก.. คุ้นจัง..
คล็อดจ้องมองรูปสลักหินอ่อนงดงามนั้นอย่างไม่ละสายตา

“ราชินีออโรร่า?..”
น้ำเสียงแสดงความประหลาดใจของคล็อดดังขึ้นแว่วๆ หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออกได้ยินดังนั้นจึงละสายตาจากรูปสลักกลางห้องมาสบกับดวงตาสีไพลินของคล็อดแล้วพูดขึ้นว่า “ใช่ครับ ราชินีแห่งนครแสงจันทร์ในยุคนั้น จากคำวิเคราะห์ของนักโบราณคดีของเรา เนื่องจากปัจจุบันนี้ราชอาณาจักรแห่งแสงพระจันทร์ลูนาร์เทียได้หายสาบสูญไปจากแผนที่โลกเทียร่า จึงทำให้การรวบรวมข้อมูลของอาณาจักรนี้จึงทำได้ยากมาก”

[นั่นคล็อด... ใช่มั้ย?..]
เสียงของผู้หญิงแว่วดังขึ้นในหัวกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย คล็อดเหลียวมองตามเสียงเรียกแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า

“ภาพสลักตามผนังนี่ ..” หัวหน้ากองรักษาโบราณสถานฝั่งตะวันออกผายมือไปทางภาพสลักนูนต่ำบนผนังแล้วหยุดพักหายใจ “เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนสร้างหอคอยแห่งนี้ และ ซึ่งบัดนี้มันได้ลบเลือนไปตามกาลเวลา.. ผมจะให้เวลาสักพักในการเดินชมชั้นนี้นะครับ.. ทุกอย่างยังคงเป็นของจริงและถูกบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์อย่างดี”

[เป็นเจ้าจริงๆ สินะ..]

คล็อดสาวเท้าช้าๆ ตรงเข้าไปยังรูปสลักราชินี ดวงเนตรสีไพลินสวยเริ่มมีแววเคร่ง ปากก็พึมพำออกมาเบาๆ เด็กหนุ่มส่ายหัวช้าๆ “ไม่ใช่..”

[คล็อด...]
เสียงเดิมยังคงเพรียกหา กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยก้าวเดินไปข้างหน้าเหมือนตกอยู่ในภวังค์สะกดจิต

คาเรนมองตามหลังของเพื่อนชายคนสนิท หญิงสาวเผ่าฮาล์ฟขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนเดินตามไปอย่างช้าๆ “คล็อด..” แต่ไร้ผล เขายังคงเดินดุ่มๆ เข้าหารูปสลักอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

[คล็อด..ได้โปรด.. ข้าอยากเจอเจ้า... มาสิ..]

“ทำไม? .. รู้สึกอบอุ่นจัง ..” คล็อดหรี่ตาลงปากก็ขยับขมุบขมิบ เท้าก็เดินเข้าไปใกล้รูปสลักเรื่อยๆ เรื่อยๆ ใกล้เข้าไปจนลมหายใจอุ่นๆ ของเขากระทบพิ้นผิวสีขาวบริสุทธิ์ของหินอ่อน ใกล้จนอยากโผเข้ากอดรูปนั้นไว้ในอ้อมแขนราวกับเป็นหญิงคนรัก

เมื่อเห็นว่าผิดสังเกตคาเรนจึงร้องตะโกนออกไป “คล็อด.. อย่าเข้าไปค่ะ.. คล็อดอย่านะคะ!” คาเรนเอื้อมมือหมายฉุดแขนเขาไว้

หมับ!! หล่อนคว้าแขนเขาได้

“คาเรน ทำไมเหรอครับ?” คล็อดหันมาทำหน้าฉงน เสียงประหลาดของสตรีเงียบหายไปจากโสตประสาท เขามองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาแสดงความงุนงง

เนตรอัญมณีสีน้ำเงินไพลินของเข้าจ้องลึกไปในดวงตาสีลาเวนเดอร์ที่ฉายแววประหม่าและสับสน ริมฝีปากบางเผยอออกเห็นฟันขาวสะอาดราวมุก “..เอ่อ.... เข้าไปใกล้เกินไปแล้วนะคะ ระวังด้วย”

เด็กหนุ่มทำคิ้วมุ่นพร้อมกับเกาหัวแกรกๆ “เหรอ.. ขอโทษทีครับ” แต่เมื่อคาเรนละสายตาจากเขา นักรบกลาดิเอเตอร์ก็หันกลับไปมองรูปสลักที่ตั้งอยู่กลางลำแสงสีทองสว่างอีกเหมือนถูกดึงดูดจากเวทมนตร์

สักพักมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ก็เริ่มโบกมือเรียกเหล่านักเดินทางที่ต่างคนต่างก็กำลังเดินชมภาพสลักนูนต่ำที่ฝาผนังด้วยความสนใจ “เอาละครับคราวนี้ไปดูชั้นสองต่อดีกว่า” ทุกคนจึงละสายตาจากสิ่งที่สนใจแล้วหันไปมองนักรบผมแดงที่กำลังโบกมือไหวๆ

ด้านในสุดของห้องกว้างชั้นล่างเป็นบันไดเวียนขึ้นชั้นสอง ตัวบันไดก็ทำด้วยหินอ่อนสีเดียวกับพื้นดูอลังการ ตามราวแขวนโคมผลึกหินพระจันทร์หรือมูนสโตนเป็นระยะๆ ผลึกเหล่านั้นกำลังส่องแสงสีนวลสว่างไสว

คล็อดส่ายหน้าเบาๆ ขับไล่ความฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ แล้วจึงสะกิดเรียกคาเรน “ขึ้นไปดูชั้นสองกันเถอะครับ..”

“ค่ะ..” หญิงสาวพยักหน้ารับ

เมื่อขึ้นบันไดเวียนมาถึงชั้นสองก็จะพบห้องคล้ายกับชั้นล่าง พื้นห้องยังคงปูด้วยหินอ่อนสีหม่น ลำแสงสีทองกลางห้องยังไม่ได้หายไปไหน มันส่องลงมาจากแนวกระจกทรงกลมตรงกลางเพดาน ส่องลอดพื้นที่ตรงกลางห้องที่เว้นไว้เป็นช่องรูปร่างกลมทอดลงสู่พื้นชั้นล่างที่มีรูปสลักหินอ่อนสวยงามนั้น เสาหินก็ยังคงงดงามและประดับกับโคมหินมูนสโตนที่ส่องแสงสีเหลืองพระจันทร์ แต่ที่แตกต่างจากชั้นล่างที่สุดก็คือรูปสลักนางฟ้าสี่องค์ทำจากหินทราย ในมือของนางฟ้าต่างก็ถือคันฉ่องทิพย์รูปกลมรี หันหน้าเข้าหาลำแสงกลางห้อง มองเห็นลำแสงสีเงินยวงส่องมาจากโคมมูนสโตนเหนือศีรษะของรูปสลักนางฟ้าทุกรูป เหมือนกันกับรูปสลักราชินี(ตามที่เจ้าหน้าที่ได้บอกไว้)

ภาพสลักนูนต่ำตามผนังรอบๆ ห้องของชั้นนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ผิดจากชั้นล่าง เป็นรูปเกี่ยวกับต้นไม้แห่งโลกหรือต้นมานา ซึ่งตามความเชื่อกล่าวว่าเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของพิภพหรือ มานา ภาพสลักนั้นแบ่งออกได้เป็นสี่ช่วง ช่วงแรกภาพถูกแต่งแต้มและเขียนด้วยสีเขียวสดใสดูแล้วชุ่มชื้น ถัดมาเป็นภาพที่มีฉากเป็นท้องฟ้าโปร่ง ช่วงที่สามโทนภาพเป็นสีน้ำตาลแดง ส่วนภาพสุดท้ายเป็นภาพที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลนทั้งภาพ

คาเรนมองสำรวจไปทั่วทั้งห้องแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีบันไดหรือสิ่งใดที่จะนำไปสู่ชั้นถัดไป เธอสำรวจจนหมดความอยากรู้แล้วจึงเบนความสนใจไปที่รูปสลักหินอ่อนทั้งสี่แทน

ไบรอันที่ยืนปิดปากหาวแต่แรกไม่ได้ให้ความสนใจในรูปสลักเท่าไร เขาก็เดินเตร่ไปดูทางโน้นทีทางนี้ทีเหมือนเด็กซนที่ไม่มีอะไรจะทำ

แครอลหลับตาลงแล้วสวดมนต์ จินตนาการมองเห็นหอนี้ในขณะที่กำลังสร้าง เธอมองหาวิธีที่คนงานและช่างได้แกะสลักหินหรือขนย้ายสิ่งของขึ้นลง แม้ว่าจะเป็นนักบวชแต่เธอก็สนใจในอารยธรรมโบราณและประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ

ส่วนคล็อด เด็กหนุ่มผมบลอนด์กำลังมุ่งความสนใจไปที่เหล่ารูปเทพธิดาทั้งสี่ และภาพแกะสลักที่ผนัง ในใจเขากำลังคิดในสิ่งที่ทุกคนที่มาถึงต้องคิดว่าต้องมีช่องทางลับสักแห่งที่นำทางไปห้องข้างบนได้แน่ๆ แต่จะหาเจอหรือไม่

แปะ แปะ แปะ

ทุกคนหันไปตามเสียงปรบมือเรียก คี๊ธ แบนเน็ตต์ หัวหน้าของกองกำกับดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียผู้เป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์นั่นเอง “ครับ ตรงนี้จะเป็นอักษรโบราณที่เรายังถอดความไม่ได้ ทางเราเชื่อว่านี่เป็นคำบอกใบ้วิธีการ ‘เปิดประตู’ ขึ้นชั้นถัดไปที่ยังคงหาวิธีไม่ได้ครับ ยังไงก็เชิญทุกท่านมาดูได้ครับ” คี๊ธกวักมือให้ผู้ที่สนใจไปดูแผ่นหินแกะสลักที่อยู่บนเสาต้นหนึ่ง แน่นอนว่าทุกคนต่างก็สนใจวิ่งกรูกันไปทันที

คล็อดที่มามุงดูกับเขาด้วย ค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสอักษรแกะสลักที่เสาต้นหนึ่ง แต่แล้วเขาก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจเหมือนมีใครบางคนกระซิบแผ่วที่ข้างหูของเขาถึงคำอ่านและความหมายของอักษรโบราณนั้น
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม
avatar

Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 81
อายุ : 32
สังกัด : Lunartia Royal Army
อาชีพ : White Paladin
ความสนใจ : มากมาย
Registration date : 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed Jun 06, 2007 9:12 am

“..REwoT SiHT BmiLC oT Yaw eHt kEeS ohW uOy..”

ทุกคนหันไปมองตามต้นเสียง หัวหน้าคี๊ธทำหน้าตาตื่น คาเรนและแครอลกระพริบตาถี่อย่างไม่เชื่อสายตา

“..eCi etIHw eHt tLeM TsuM uOy..”

ถ้อยคำของภาษาโบราณค่อยๆ พลั่งพรูออกมาจากปากของเขา มือซ้ายวาดไล่ไปตามอักขระที่ถูกอ่าน

“..tUOrPs GNIrpS eHt ReTaW..”

บรรทัดทุกบรรทัด อักษรทุกตัวถูกอ่านอย่างไม่ขาดตกบกพร่องด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจของเขา

“..ReWoLF ReMmUS eHt MooLb..”

บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ มีแต่เสียงของเด็กหนุ่มผู้กำลังอ่านภาษาโบราณเท่านั้น

“..seVaeL MNUtuA EgnArO eHt wOLB..”

เสียงที่ก้องกังวานไปทั่วห้องทำเอาคนฟังขนลุกเกรียว ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขา นักรบกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยผู้เป็นคนคุ้มกันคณะ

“..HtAp nEddiH eHt NepO LLahs SSEddoG eHt nEHt..”

เงียบ... ทุกอย่างเงียบเป็นดุษณีเมื่อริมฝีปากของคล็อดนิ่งสนิทอีกครั้ง!!

“มัน.. หมายความว่าอย่างไร” ประโยคหนึ่งหลุดออกมาจากปากของใครบางคนในห้องทุกสายตาจับจ้องมายังคล็อดอีกครั้งด้วยความรู้สึกกึ่งทึ่งกึ่งสนใจ

“เจ้าหนู..แปลมันได้ไหม?” หัวหน้าคี๊ธถามขึ้นอย่างรักษามาด แต่ก็เก็บความรู้สึกตื่นเต้นของตัวเองได้ไม่มิด เพราะข้อความอักษรโบราณที่ผู้เชี่ยวชาญยังแปลไม่ได้แต่คล็อดกลับอ่านออกเหมือนเป็นภาษาของตัวเอง

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยละสายตาจากอักษรสลักนั้นหันมามองคี๊ธด้วยใบหน้ายิ้มๆ ดวงตาสีไพลินของเขาฉายแววลึกล้ำเหมือนดั่งไร้ก้นบึ้งแห่งจิตใจ ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับขึ้นลงเปล่งเสียงออกมา
“You who seek the way to climb this tower (เจ้าผู้ค้นหาหนทางสู่ยอดหอคอยนี้)
you must melt the white ice (เจ้าจักต้องหลอมน้ำแข็งสีขาว)
water the spring sprout (รดน้ำให้แก่ต้นกล้าอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ)
bloom the summer flower (ทำให้ดอกไม้ฤดูร้อนผลิสะพรั่ง)
and blow the orange autumn leaves (ปลิดใบไม้สีส้มของฤดูใบไม้ร่วงให้ร่วงหล่น)
then the goddess shall open the hidden path.(แล้วเทพธิดาจักเปิดหนทางที่ปกปิดไว้ให้)”

“หมายความว่าอย่างไง?” คี๊ธหัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออกผู้มีผมเป็นสีแดงเพลิง ขมวดคิ้ว

คนอ่านส่ายหน้าเป็นนัยว่าไม่รู้ ได้แค่เพียงพูดเบาๆ ว่า “มันเป็นปริศนา.. เป็นเงื่อนไขของการขึ้นไปยังหอคอยชั้นบนครับ ผมก็ยังตีความมันไม่ออกจนกว่า..” สุดท้ายเขาก็ได้แต่ยิ้มๆ แล้วพูดว่า “ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพวกคุณแล้วล่ะที่จะตีความหมายมันให้ออก”

“เฮ้อ.......”
คี๊ธระบายลมหายใจยาว ก่อนที่อัศวินวิหารผมแดงก็บอกกล่าวกับคณะทัวร์ทุกคนว่า “เอ้า!! ทุกคนจะเดินดูอะไรอีกก็ได้นะครับเราให้เวลาอีกประมาณชั่วโมง ถ้าใครยังอยากดูอะไรอีก แต่ถ้าไม่สนแล้วก็เชิญด้านนอกที่กองรักษาการณ์นะครับ เชิญ...”

คณะทัวร์บางส่วนยังคงให้ความสนใจกับรูปสลักนางฟ้าและอักษรโบราณบนเสา แต่ส่วนใหญ่ก็ทยอยออกไปกันหมดแล้วพร้อมกับตัวมัคคุเทศก์ ลูกทัวร์หลายคนส่งเสียงซุบซิบถึงอักษรโบราณและปริศนาที่ดูแสนซับซ้อนของมัน หลายคนพยายามรวมหัวกันวิเคราะห์ปริศนาแต่ก็ยังคงไม่อาจสรุปได้

หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานเดินเข้ามาจับมือกับคล็อด พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้ “ขอบใจมากเลยนะ นี่เป็นความรู้ใหม่ของกองเราที่เพิ่งได้รู้ ว่าแต่นี่เจ้าหนูบอกได้ไหมว่าภาษาที่สลักไว้เนี่ยเป็นภาษาอะไร..”

คล็อดส่ายหน้าน้อยๆ เป็นการปฏิเสธ “ถ้าผมบอกหัวหน้าได้ผมก็บอกไปแล้วครับ มันคงเป็นภาษาอะไรซักอย่างที่ผมเคยรู้จักตอนก่อนจะความจำเสื่อม..”

“ความจำเสื่อม? อ้อ โทษที งั้นไม่เป็นไร แต่ว่าก็ขอบใจเธอมากอยู่ดี” คี๊ธหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้เด็กหนุ่ม “ว่าแต่สนใจจะลองตีความปริศนานั่นกันไหม? มีเวลาที่ให้พวกลูกทัวร์ไปรอตั้งชั่วโมง”

คล็อดพยักหน้ารับ “ครับ” ยิ่งทำให้คี๊ธหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม ใช้มือตบไหล่เขาเบาๆ “ฮ่า ฮ่า ชอบเป็นนักผจญภัยแก้เกมปริศนาเหมือนกันนะเรา ฉันถูกใจเธอจริงๆ”

“คล็อด” เสียงสามเสียงประสานกันมาจากทางด้านหลัง ทำให้เขาต้องหันกลับไปมอง

“พี่แครอล.. คาเรน.. ไบรอัน..” คนถูกเรียกพึมพำเบาๆ

“หัวหน้า..” ไบรอันตะโกนเรียกคี๊ธพลางยิ้มกว้าง

คี๊ธจ้องคนเรียกอย่างพิจารณาอยู่พักหนึ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ “เฮ้.. นั่นเจ้าหนุ่มไบรอันนี่..ไง! ไม่ได้เจอกันนาน มากับคณะด้วยเหรอ ”

ไบรอันยักคิ้วให้แล้วทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร “Yes,sir ครับผม”

“You who seek the way to climb this tower (เจ้าผู้ค้นหาหนทางสู่ยอดหอคอยนี้)
you must melt the white ice (เจ้าจักต้องหลอมน้ำแข็งสีขาว)
water the spring sprout (รดน้ำให้แก่ต้นกล้าอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ)
bloom the summer flower (ทำให้ดอกไม้ฤดูร้อนผลิสะพรั่ง)
and blow the orange autumn leaves (ปลิดใบไม้สีส้มของฤดูใบไม้ร่วงให้ร่วงหล่น)
then the goddess shall open the hidden path.(แล้วเทพธิดาจักเปิดหนทางที่ปกปิดไว้ให้)” แครอลท่องประโยคปริศนาที่ท่องจำไว้ด้วยเสียงแผ่วเบา

“คิดว่าพอเดาความหมายได้นะ..” คำพูดแผ่วเบาทำให้อีกสามคนที่ตั้งใจจะไขปริศนามองมาเป็นตาเดียว

“คุณ..เอ่อ..” ไม่ทันที่คี๊ธจะพูดจบนักบวชขาวก็แนะนำตัวเองทันที “แครอล มาแชล เอเวอรี่ นักบวชขาวแห่งฮาร์โมนีค่ะ” คี๊ธพยักหน้ารับ “เอ่อ.. ซิสเตอร์แครอลว่าพอทราบความหมายใช่ไหมครับ..”

นักบวชขาวก็ย่างเท้าตรงไปยังภาพแกะสลักที่ฝาผนัง พลางค่อยๆ เอื้อมมือเรียวสวยงดงามของเธอไปแตะอย่างถนอม “ภาพพวกนี้คือต้นไม้แห่งโลก มานา หรืออีกชื่อหนึ่งคือ มานาอิกดราซิล ที่ทราบได้เพราะสังเกตจากตรงกลางลำต้นจะโอบอุ้มผลึกคริสตัลทรงกลมเอาไว้..” หญิงสาวกรีดนิ้ววาดไปตรงกลางของต้นไม้ซึ่งดูเหมือนประดับคริสตัลสีเขียวเอาไว้

“ภาพพวกนี้แบ่งเป็นสี่ช่วง..” แครอลอธิบายต่อ ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงวาดนิ้วชี้กรีดไล่ไปรอบๆ ชี้ไปตามภาพสลักทั้งสี่ช่วง “..โดยภาพในแต่ละช่วงต้นไม้นี้จะถูกสลักด้วยรูปแบบต่างกัน และสีที่ลงก็ต่างกันนั่นน่าจะหมายถึง..”

“ฤดูกาลทั้งสี่!!!” คล็อดนึกขึ้นได้ทันที “ฤดูทั้งสี่ ต้องใช่แน่หอคอยนี้สร้างโดยใช้ความหมายของฤดูกาลครับ เพราะชื่อหอคอยนี้คือหอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง!!”

ทุกคนก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมานิดๆเพราะข้อความในปริศนาพูดถึง น้ำแข็งขาว ต้นกล้าอ่อน ดอกไม้ และใบไม้สีส้ม ใครคนหนึ่งพึมพำออกมาว่า “น้ำแข็งขาว.. ต้นกล้าอ่อน.. ดอกไม้.. ใบไม้สีส้ม.. นี่มันสัญลักษณ์ของฤดูกาลทั้งสี่ไม่ใช่เรอะ ?”

แครอลพยักหน้าพร้อมยิ้มนิดๆ “คิดเหมือนกันสินะ.. น้ำแข็งขาว คือหิมะ แทนฤดูหนาว ต้นกล้า แทนฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ แทนฤดูร้อน และใบไม้สีส้ม แทนฤดูใบไม้ร่วง แสดงว่าปริศนาต้องเกี่ยวกับภาพสลักสี่ช่วงนี้แน่นอน”

คี๊ธใช้นิ้วลูบคางพยายามใช้ความคิด “อืม.. แล้วไอ้ที่ว่าให้น้ำต้นกล้าอ่อนเอย ทำให้ดอกไม้บานเอย นี่หมายความว่าไงกัน..”

“ละลายน้ำแข็งขาว...” นักบวชขาวในชุดสีบริสุทธิ์หลับตาลงใช้ความคิด “..ละลาย น้ำแข็ง... ไฟ..”

ไบรอันสะดุ้งสุดตัวร้องออกมาเมื่อได้ยินคำว่าไฟ “ไฟ!! ใช่แล้ว!! ไฟละลายน้ำแข็ง!! ดังนั้นไอ้ที่ว่ารดน้ำต้นกล้าก็คือน้ำ”

คล็อดถอนหายใจเบาๆ “ปลิดใบไม้สีส้มให้ร่วงหล่น ก็คือลมที่พัดให้ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้น ลม สินะครับ..”

คี๊ธได้ทีนึกออกบ้าง ชายหนุ่มผมแดงคลี่ยิ้มมุมปากแล้วทำท่าลูบคาง “ทำให้ดอกไม้บานในฤดูร้อน สารอาหารในดินที่ทำให้ต้นไม้โต เพราะฉะนั้นสิ่งสุดท้ายคือ ดิน”

ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาเหมือนนัดไว้ “เพราะว่าซิสเตอร์เป็นคนช่างสังเกต เราจึงใกล้ปริศนาเข้าไปทุกทีแล้ว เหลือเพียงแต่จะโยงสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไรเท่านั้น” คี๊ธว่าก่อนที่จะแสดงความชื่นชมด้วยการโค้งคำนับน้อยๆ

คล็อดที่กำลังยืนมองอยู่รับรู้ได้ว่ามีใครมาสะกิด เมื่อหันไปก็พบคาเรนที่พยายามกระซิบบอกอะไรบางอย่าง “คล็อด มาดูอะไรนี่สิ เร็วค่ะ”

เขาเดินตามคาเรนไปยังรูปสลักเทพธิดาทั้งสี่รูป เขาพินิจที่ลำแสงที่กระทบรูปสลักอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่พบอะไร คาเรนจึงสะกิดให้ดูที่กระจกของรูปสลัก “ของที่จะให้ดูคือนี่ค่ะ..”

“นี่มัน?!” คล็อดกระพริบตาถี่ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

สิ่งที่กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยเห็นก็คือบานกระจกนั้นสามารถขยับพลิกไปมาได้อย่างอิสระ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือกระจกเงาแต่ละบานมีสีไม่เหมือนกัน องค์แรกถือกระจกสีเขียว องค์ถัดมาถือกระจกสีฟ้า สีเหลือง และสีแดงตามลำดับ โดยสีทั้ง 4 สีนี้ชาวเทียร่าจะยึดถือเอาว่าเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุใหญ่ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เทพธิดาสี่องค์ถือกระจกของธาตุทั้งสี่ไว้ในมือ!!

“พี่แครอลครับ..” คล็อดเอ่ยปากเรียกแครอลซึ่งก็เท่ากับเป็นการเรียกอีกสองคนที่เหลือด้วย คี๊ธและไบรอันมองหน้ากัน แต่แครอลรู้ตัวแล้วว่าคล็อดต้องเจออะไรบางอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นสิ่งที่คล็อดชี้ให้ดู คี๊ธจึงขมวดคิ้วและค่อยๆ คิดตาม “กระจกสี่สี?.. นี่มันกระจกของธาตุทั้งสี่”

“งั้นเราก็ได้คำตอบแล้วล่ะ ใช้กระจกแต่ละบานส่องไปยังภาพสลักให้ตรงกับคำใบ้ปริศนาแล้วเราก็จะรู้เอง” แครอลพูดพร้อมกับขยับกระจกที่เป็นสัญลักษณ์ ไฟ ให้ส่องไปยังภาพสลักต้นมานาที่มีพื้นหลังเป็นสีขาว ..หลอมน้ำแข็งสีขาว..

วิ้ง

ลำแสงจากบนศีรษะเทพธิดาส่องกระทบกระจกแล้วสะท้อนไปยัง ผลึกทรงกลมกลางภาพของต้นมานาที่อยู่บนภาพสลักสีขาว

วิ้ง!!

ผลึกมานาส่องแสงมัวๆ ออกมาจนมองเห็นภาพเดิมค่อยๆ สั่นไหวและเปล่งแสงวูบวาบก่อนที่เปลี่ยนไปทีละนิดๆ จากพื้นที่เคยถูกปกคลุมด้วยหิมะ แล้วต้นมานาก็ค่อยๆ ผลิใบสีเขียวสดเต็มกิ่งก้านที่แผ่กว้าง น้ำแข็งละลายเกิดเป็นลำธารไหลเอื่อยผ่านต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้น โสตประสาทของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นเหมือนจะแว่วยินเสียงนกร้องมาแต่ไกล!!

คนทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็จับจ้องรูปภาพที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วยอาการตกตะลึงราวกับต้องมนต์ หัวหน้าคี๊ธอุทานออกมาเบาๆ ว่า “มหัศจรรย์เหลือเกิน.. นี่ถ้าไม่เห็นกับตาไม่เชื่อนะเนี่ย”

“เทพธิดาจะเปิดทาง.. เร็ว!! กระจกอีกสามบาน!!” แครอลสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทำเอาคี๊ธซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

คล็อดขยับกระจกสัญลักษณ์ลมให้แสงสีเงินยวงส่องไปกระทบภาพสลักต้นมานาที่มีใบไม้สีแดง

ไบรอันขยับคันฉ่องเทพสัญลักษณ์ดินให้สาดแสงไปกระทบภาพต้นมานาของฤดูร้อน

คาเรนขยับกระจกบานสุดท้ายที่มีสัญลักษณ์น้ำให้ลำแสงสะท้อนไปกระทบกับผลึกของคริสตัลบนต้นมานาแห่งฤดูใบไม้ผลิ

วาบ!!!!

ภาพแต่ละภาพเริ่มพร่ามัว ก่อนที่จะสั่นไหวแล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ รูปที่มีท้องฟ้าครามสดใสต้นมานากลางภาพเริ่มผลิดอก แล้วไม่นานดอกไม้สีชมพูก็บานสะพรั่งไปทั่วทั้งภาพ ภาพต้นมานาที่ใบเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงก็ค่อยๆ ปลิวหล่นจากต้นจนร่างลงไปกองสุมระเกะระกะบนพื้น ภาพต้นมานาที่เริ่มผลิใบสีเขียว รอบๆ ลำต้นมีต้นกล้าขนาดเล็กขึ้น เริ่มมีหยาดน้ำฟ้าหยดลงมากระทบแล้วต้นกล้าเล็กๆก็ค่อยๆเติบโตแตกยอดอ่อนทำปกคลุมพื้นให้เป็นสีเขียวขจี..

วิ้งงงงง!!

ผลึกของต้นมานาทั้งสี่ส่องประกายเป็นสีเขียว เหลือง ฟ้า แดง

วาบบบ!!!

ลำแสงพุ่งขึ้นจากผลึกพุ่งตรงไปยังลำแสงสีทองกลางห้องแล้วรวมกันเป็นแสงสีเงินพุ่งลงไปตามลำแสงลงสู่พื้นห้องล่าง บัดนี้สายตาทั้ง 5 คู่ต่างจ้องดูภาพมหัศจรรย์นั้นแบบไม่กระพริบ ทุกคนเหมือนลืมหายใจไปชั่วขณะ

“แสงพุ่งลงไปห้องข้างล่างนี่ ตรงนั้นมัน..” คล็อดที่ดูเหมือนรู้สึกตัวได้ก่อนพูดออกมาอย่างยากลำบาก

“รูปสลัก!!!” ทุกคนประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกัน

คราวนี้หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานเร็วกว่าเขาวิ่งพรวดพราดไปยังบันไดทางลงชั้นล่างทันทีโดยมีผู้ช่วยไขปริศนาทั้งหลายวิ่งตามมาแบบแทบหายใจรดต้นคอ

คี๊ธชะงักกึกเมื่อลงมาถึงชั้นล่าง เขายืนตัวแข็งเพราะสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาในขณะนี้มันไม่ใช่ห้องเดิมอีกแล้ว

ห้องทั้งห้องส่องแสงสีเงินยวงเพราะลำแสงที่เปลี่ยนสี รูปสลักรูปหญิงสาวที่แต่เดิมยืนผายมือหลับตานิ่งสนิท บัดนี้เธอดูเหมือนมีชีวิต ดวงตาที่เคยปิดสนิทเปิดแม้บัดนี้จะยังหลับพริ้ม แต่มือทั้งสองข้างกลับกุมประสานเหมือนกำลังอธิษฐาน ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ร่างกายส่วนล่างย่อลงเหมือนนั่งคุกเข่า

เบื้องหน้ารูปสลักบัดนี้ปรากฏวงเวทสีน้ำเงินเรืองแสงจางๆ ภายในวงกลมเวทเป็นรูปดาวหกแฉกและดวงจันทร์เสี้ยว

คล็อดได้ยินเสียงผู้หญิงคนเดิมแว่วดังขึ้นมาอีกครั้ง มันก้องกังวานอยู่ในหัวใจของเด็กหนุ่ม

[คล็อด... แม้ว่าเวลาจะไม่นานแสนนานเป็นร้อยๆ ปี... แต่ข้าก็รอวันที่จะได้พบอีกครั้ง.. มาเถอะ ขึ้นมายังชั้นบนสุดของหอคอยนี้... ข้ารอเจ้าอยู่... ข้ารอเจ้าอยู่... รอเจ้าอยู่...]
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
 
Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)
เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ 
เธซเธ™เน‰เธฒ 2 เธˆเธฒเธ 3เน„เธ›เธ—เธตเนˆเธซเธ™เน‰เธฒ : Previous  1, 2, 3  Next

Permissions in this forum:เธ„เธธเธ“เน„เธกเนˆเธชเธฒเธกเธฒเธฃเธ–เธžเธดเธกเธžเนŒเธ•เธญเธš
REDICULOUS X WKCreative :: บริเวณลานกิจกรรม :: FICTION Library-
เน„เธ›เธ—เธตเนˆ: