…
นักพยากรณ์สาวเบือนหน้าไปทางทิศเหนือ “..เสียงเต้นของหัวใจ.. หัวใจของเจ้าที่เฝ้าตามหามาตลอด.. สิ่งที่เจ้าเคยถามเมื่อครั้งก่อน”
“ข้าบอกได้แค่เพียงว่า ‘นาง’อยู่ไม่ไกลหรอก..”
คล็อดเตรียมตัวจะขยับปากถาม แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงนิ้วชี้เรียวของเฮรินน่าที่แตะลงบนริมฝีปากของเขา “อย่าถามเลย.. ข้าบอกได้แค่นี้แหละ..”
คล็อดแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างสีคราม เขาทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากหลายสีสัน ฟลาวเวอร์ฟิลด์ในขณะนี้เริ่มผลัดเปลี่ยนจากดอกไม้ของฤดูใบมรสุมเป็นดอกไม้ในฤดูหนาวบ้างแล้ว ถึงแม้กระนั้นทุ่งดอกไม้แห่งนี้ก็ยังคงบรรยากาศของความสดใสและความงดงามได้ดั่งเช่นทุกฤดูกาล นักรบกลาดิเอเตอร์ที่เหม่อมองอยู่นานก็ได้พึมพำออกมาคนเดียว “คนที่คุณเฮรินน่าพูดถึง จะเป็นเธอรึเปล่านะ? แองเจลา..”
“คล็อด มานอนอะไรตรงนี้คะ?” น้ำเสียงที่คุ้นๆ ของผู้หญิงดังมาจากทุ่งดอกไม้ทางด้านตะวันตก คล็อดเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะชะโงกหน้าขึ้นมามอง
“คาเรน..”
เนโครแมนเซอร์สาวในชุดไปรเวทเรียบๆ เดินตรงเข้าหาคล็อด เธอยิ้มน้อยๆ ให้กับเขาก่อนที่จะแกล้งแซว “แน่ะ ถามว่ามานอนอะไรตรงนี้คะ?”
“ก็นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ..” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยว่าพลางเอนตัวลงนอนหงายหน้ามองฟ้าต่อ คาเรนทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างเธอเด็ดเอาดอกไม้ฤดูหนาวหลายสีสันมาสานเป็นมงกุฎดอกไม้เรียบๆ ด้วยความตั้งอกตั้งใจ “ป่านนี้ที่ ‘บ้าน’ จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ..”
คล็อดหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา ทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำมงกุฎดอกไม้ต้องมุ่นคิ้วแล้วค้อนควับ “หัวเราะอะไรคะ? แน่ะ! ว่าแล้วยังหัวเราะอีก”
“แหม.. ก็ทุกทีไม่เห็นจะค่อยเป็นห่วง สงสัยวันนี้ฝนคงจะตก” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยแกล้งแหย่เพื่อนหญิงคนสนิท
“คล็อดก็.. ก็คราวนี้มันไม่เหมือนกับทุกทีนี่คะ.. ทุกทีเราน่ะออกเดินทางโดยมีกำหนดการ แต่นี่มัน” คาเรนทำหูตั้งดวงหน้าของเธอขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์จ้องมองคนแซวที่กำลังนอนเอกเขนกโดยมีพรมดอกไม้ปูรองอยู่ทุกหนทุกแห่งบนทุ่งแห่งนี้
“ซิสเตอร์กับพวกเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ แต่หวังว่าคงสบายดี มีเอลีนอร์กับแคทเธอรีนอยู่คงไม่เป็นไร”
“อืม..” คล็อดพึมพำเบาๆ พร้อมกับปรือตาลงช้าๆ
คาเรนเห็นดังนั้นจึงหยิบมงกุฎดอกไม้สีขาวขึ้นชูก่อนจะเอนหลังทิ้งตัวลงนอนเคียงข้าง “คิดถึงที่เราไปเที่ยวเดือนก่อนจังค่ะ.. แต่ว่า..”
“ผมรู้.. มันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นี่สิ”
“แต่ว่าก็ยังดีที่พวกเด็กๆ ปลอดภัย” หญิงสาวเชื้อสายฮาล์ฟบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่ดวงตาทั้งคู่กำลังมองตามผีเสื้อสีขาวที่บินมาตอมดอกไม้บนมงกุฎของเธอ คาเรนยิ้มให้กับเจ้าแมลงปีกสวยก่อนจะบรรจงสวมมงกุฎดอกไม้ไว้บนผมสีม่วงหยักเป็นลอนคลื่นของเธอ
“นั่นเป็นที่เราเจอไบรอันสินะ..”
...
หนึ่งเดือนก่อน..
เสียงลั่นครึ่กครั่กของล้อเหล็กที่บดกับรางดังขึ้นเรื่อยๆ บวกกับเสียงหวีดร้องของหวูดไอน้ำจากหัวรถจักรแว่วมาเป็นระยะ กระแสลมแสนเย็นเยียบตีกับตัวรถจนเห็นฝ้าขาวเกาะเต็มกระจกหน้าต่าง
รถจักรไอน้ำแล่นไปบนรางที่ทอดยาวขวางกลางทะเลทรายในยามค่ำคืน แสงจากดวงจันทร์สีเหลืองนวลทอประกายผสานกับแสงสีฟ้าของจันทร์อีกดวงที่สาดกระทบพื้นทราย ก่อให้เกิดภาพที่สวยงามแปลกตา ทะเลทรายอาชูร่าที่แสนจะร้อนระอุในยามตะวันฉาย กลับเปลี่ยนเป็นนรกเยือกแข็งในแทบจะทันทีที่เงาปีกของรัตติกาลแผ่เข้ามาครอบคลุมท้องฟ้าไร้เมฆ
ทะเลทรายอาชูร่า ผืนทรายอันร้อนระอุทอดยาวพาดผ่านบริเวณกลางทวีปแพนเกียขวางแบ่งทวีปซีกตะวันออกและตะวันตกให้แยกจากกัน
นี่เป็นเพียงเส้นทางเส้นเดียวที่ใช้ตัดผ่านทะเลทรายนรกที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่จะปรากฏตัวในยามกลางวันนอกจากมังกรไฟซึ่งชอบความระอุของเปลวแดดและเปลวเพลิงของดวงตะวัน แม้แต่รถไฟพลังไอน้ำยังต้องวิ่งในเวลากลางคืนเพราะเนื่องจากอุณหภูมิอันสุดขั้วของที่แห่งนี้จะทำให้แผ่นโลหะที่สร้างเกิดความร้อนสูงเหมือนเป็นกระทะเหล็ก
โดยรถจักรเริ่มออกจากสถานีต้นที่ ไนล์ เมืองแห่งสายน้ำศูนย์รวมอารยธรรมโบราณแห่งชายฝั่งแม่น้ำไนล์ และจะแล่นข้ามผ่านทะเลทรายเยือกแข็งในเวลากลางคืนและไปสิ้นสุดอยู่ที่เมืองชายแดนฝั่งตะวันออกที่มีชื่อว่า อาชูร่า ซึ่งชื่อนี้ถูกขนานนามตามชื่อของทะเลทรายนรกอันกว้างใหญ่ที่อยู่ทางตะวันตกไม่ไกลจากตัวเมืองนั้นเอง และที่จุดหมายปลายทางของขบวนรถจักรซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ ที่นั่นมีหนึ่งในสี่โบราณสถานที่ถูกสร้างให้เป็นอนุสรณ์หลังสงครามครั้งใหญ่ของเทียร่า สงครามที่รู้จักกันในชื่อ สงครามผลึก โบราณสถานใบไม้ร่วง (fall ruin) หรือ หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง
คาเรนนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่จับเต็มด้วยฝ้าขาวจากความชื้นและไอหมอก มือน้อยของหญิงสาวปาดเอาฝ้าหนาที่บดบังทัศนียภาพสวยงามยามค่ำคืนออก ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์มองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกที่เกิดจากแสงไฟจากหินมูนสโตนที่ส่องแสงสีเหลืองนวลเหมือนดังดวงจันทรา ภาพของทะเลทรายที่แสนยะเยียบในยามราตรีเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ สาวน้อยมองเห็นพื้นทรายที่เป็นสีน้ำเงินเพราะต้องแสงจันทร์ ต้นกระบองเพชรประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกับผลึกสีม่วงที่ขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ กลางทะเลทราย นานๆ ครั้งถึงจะมองเห็นเขตอุดมสมบูรณ์อย่างโอเอซิสสักแห่งหนึ่ง
“เฮ้อ..” หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาของเธอค่อยๆ ปรือลงอย่างช้าๆ ด้วยความง่วง เพราะว่าบัดนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว “คล็อด.. ฉันนอนก่อนนะคะ.. ง่วง..”
นักรบชายวัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้ารับ “อืม.. ถ้าง่วงก็นอนไปเถอะ ผมยังไม่ง่วง ดูภาพทะเลทรายสีน้ำเงินแล้วมันเพลินดี”
“ถ้างั้นพี่ก็ขอตัวไปนอนบ้างละกัน..” หญิงสาวอายุประมาณ 20 ปีเศษในชุดสีขาวบริสุทธิ์ตามแบบฉบับนักบวชหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าของเสียงกำลังงัวเงียเต็มที่
“ครับ พี่แครอล” คล็อดพยักหน้ารับน้อยๆ ดวงตาสีไพลินของเขาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง “ว่าแต่ไม่รู้ว่าพวกเด็กๆ จะหลับกันรึยัง”
“โว้ย!! ขอนอนเงียบๆ หน่อยไม่ได้รึไงกัน!!!!”
แล้วเสียงโวยวายของผู้ชายก็ดังลั่นมาจากทางโบกี้ด้านหลังที่พวกเด็กกำพร้าที่อยู่ในอุปการะของโบสถ์ฮาโมนี่โดยสารอยู่ คาเรนที่กำลังเคลิ้มๆ ถึงกับยกมือขึ้นปิดหูที่ปุยเหมือนสุนัขของเธอไว้แล้วทำหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับ ฝ่ายนักบวชขาวผู้กำลังสลึมสลือก็ถึงกับตาสว่าง เธอหันมาถามคล็อดและคาเรน “ได้ยินอะไรมั๊ย?”
คนอายุน้อยกว่าทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน “เต็มสองรูหูเลยค่ะ/ครับ”
หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงเริ่มทำหน้ายุ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินฉับๆ ตรงไปยังตู้โดยสารด้านหลัง “ไปดูกันเถอะคล็อด คาเรน”
เมื่อทั้งสามตรงมายังที่เกิดเหตุก็พบกับชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคล็อด ใบหน้าของเขากำลังซีดลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงยืนร้องไห้ตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ด้านหลังพี่สาวที่พยายามใช้มือบังพวกน้องๆ ไว้ ตาของพวกเธอออกจะแดงๆ เด็กหนุ่มได้แต่ปั้นยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะค้างไปเมื่อหันมาสบกับดวงตาสีฟ้าสวยของนักบวชขาว
คล็อดใช้ดวงตาสีน้ำเงินไพลินจับจ้องเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันกับตัวเองที่ขณะนี้แทบยืนตัวแข็งเป็นหินไม่กระดุกกระดิกแม้แต่น้อยก่อนจะหันไปส่งสายตาไปยังแครอลเป็นเชิงถามว่าจะเอาอย่างไรดี
“มีอะไรกันเหรอ แคทเธอรีน” นักบวชขาวเจ้าของเรือนผมสีทองยาวสวยถามเด็กผู้หญิงซึ่งดูว่าโตที่สุดในกลุ่ม สาวน้อยยังทำตาแดงๆอยู่ไม่หาย
“จะมีอาไร้ ก็แค่นายคนนั้นเผลอตะคอกเสียงดังจนพวกผู้หญิงตกใจหมด” เด็กชายร่างผอมเดินเนิบๆ ด้วยอาการสบายใจออกมาจากด้านหลังของแคทเธอรีน
“ย่ะ พวกฉันขี้กลัว แต่ว่าใครน้าที่ตกใจกว่าเลยวิ่งมาหลบก่อนเป็นคนแรก” วาจาเชือดเฉือนแกมประชดประชันดังมาจากปากเด็กสาววัยรุ่นอีกคนพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ ทำให้เจ้าคนขี้ตกใจสะดุ้งแล้ว ยิ้มแหยๆ
“สรุปว่าไม่มีอะไรใช่ไหม” ดวงตาสีฟ้าของนักบวชหญิงจับจ้องมาทางพวกเด็กๆ ที่ส่ายหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเริ่มแสดงอาการยิ้มแย้ม
“แล้วคุณคือ……” ในที่สุดแครอลก็หันเหความสนใจมาที่เด็กหนุ่ม ที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินมาได้สักพักนึงแล้ว
ไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบจาก ‘รูปสลักหิน’ ที่ยังยืนนิ่งเหมือนไร้ชีวิต..
เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ที่เคยถูกเขาตวาดดังขึ้นมาแทน แครอลกวาดสายตาไปมาแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
“เขานึกว่าพวกพี่จะเอาเรื่องเขาที่มาตวาดใส่เราค่ะ” แคทเธอรีนชี้นิ้วไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนตัวแข็งแล้วหัวเราะเบาๆ
เด็กหนุ่มผู้นั้นมีเส้นผมสั้นสีดำสนิทใส่ไฮไลท์ผมด้านหน้าเป็นสีขาว ดวงตาสีฟ้านั้นเบิกกว้างเพราะความตกใจหรือความกลัวไม่อาจบอกได้ สังเกตรอยแผลเป็นสองรอยที่แก้มซ้าย ผ้าคาดศีรษะสีเขียววิรีเดียนประดับด้วยแผ่นโลหะสีเงินถูกคาดไว้เฉียงๆ เสื้อกั๊กสีเดียวกันถูกคาดทับด้วยสายหนังที่โยงเกราะไหล่สีเงินด้านซ้ายไว้กับชุด กางเกงยีนส์สีฟ้าของเขาแม้ว่าจะดูปอนปอนแต่ก็ไม่สกปรก ผ้าที่คลุมวัตถุรูปร่างใหญ่และยาวดูเหมือนว่าจะเป็นดาบขนาดใหญ่ ถูกกำแน่นไว้ภายใต้ถุงมือหนัง ถ้าดูจากการแต่งกายแล้วเขาคนนี้ต้องเป็นนักรบรับจ้าง<Mercenary> ที่ถูกจ้างมาคุ้มกันคณะเดินทางนี้แน่นอน
แครอลเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มแล้วใช้นิ้วเรียวสวยวางบนไหล่ของเขา หญิงสาวกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูซ้ายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ไม่มีใครว่าอะไรเธอหรอกจ้ะ เลิกทำตัวแข็งทื่อได้แล้ว” แล้วหญิงสาวก็แอบหัวเราะคิกคักกับตัวเอง
นักรบหนุ่มน้อยกระพริบตาปริบๆ “จะ..จริงเหรอครับ” สุดท้ายก็ทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“เฮ้ออออ.. โล่งอกไปทีนึกว่าจะโดนซะแล้ว เอ่อ.. ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยผม ไบรอัน สตาร์ริงครับ” ไบรอันใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลเป็นน้ำ
คล็อดเดินหน้าเข้าหาเด็กหนุ่มที่ยังนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น พลางยื่นมือส่งให้ “ฉัน..คล็อด บลูซิลเวอร์” ไบรอันพยักหน้าขอบคุณแล้วยื่นมือไปจับให้กลาดิเอเตอร์หนุ่มฉุดลุกขึ้น
“แครอล มาแชล เอเวอรี่ นักบวชขาวแห่งฮาร์โมนี ยินดีที่รู้จักค่ะ” แม่ชีผมทองคำนับน้อยๆ แล้วผายมือไปยังนักเวทวิญญาณสาวเผ่าฮาล์ฟผู้มีดวงตาสีลาเวนเดอร์ “เธอคือ คาเรน ควอเทอร์ จะพูดว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็ได้นะ” แล้วเธอก็อมยิ้ม
แครอล มาแชล เอเวอรี่ เป็นสตรีในวัย 20 กว่าๆ ดวงหน้าสวยผิวขาวราวพระจันทร์ เรือนผมสีทองยาวถึงกลางหลังถูกคลุมไว้ด้วยแพรสีนวลสะอาด ดวงตาสีฟ้าแฝงความปรานีและความเด็ดขาดไว้ภายใน ชุดผ้าคลุมสีขาวนวลพลิ้วน้อยๆ และกางเขนเงินกลางหน้าอกบ่งบอกความเป็นนักบวชขาว<White Priestest> เธอยืนนิ่งสนิทเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า
“นอนเอาแรงก่อนเถอะจ้ะเด็กๆ พรุ่งนี้เรายังต้องเจออะไรอีกมากนะ แคทเธอรีนกับเอลีนอร์ฝากดูแลน้องๆ ด้วยนะ ถ้ารถไฟถึงแล้วพี่จะปลุกพวกเธอเอง” ซิสเตอร์แห่งโบสถ์ฮาร์โมนีหันไปสั่งความพี่สาวสองคนที่โตที่สุด
“ค่ะซิสเตอร์” ทั้งสองคนรับคำแล้วจูงพวกน้องๆไปนอน
เมื่อเด็กสาวสองคนพาน้องๆ ไปหมดแล้วคล็อดก็สังเกตเห็นเด็กผู้ชายร่างผอมยังนั่งนิ่งจ้องหน้าไบรอันตาแป๋ว
“ส่วนนาย..” คล็อดจ้องตาเด็กชายจอมซนแล้วดีดนิ้วใส่หัวของตัวดีเข้าไปหนึ่งทีก่อนจะใช้มือขยี้หัวของเด็กน้อยด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยว “น้อยๆหน่อยเถอะเชื่อพวกพี่ๆ เขาบ้าง เคลวิน ไปนอนซะ ถ้าถึงแล้วจะปลุกเอง” กลาดิเอเตอร์หนุ่มโบกมือไล่เจ้าตัวดีให้ตามคนอื่นไป เด็กคนนั้นจึงค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่งอหงิกแล้วเดินเดินตามไปอย่างเอื่อยๆ
“เราจะถึงอาชูราเมื่อไหร่คะ” เสียงกระซิบจากคาเรนถามคล็อด
“ตีหนึ่งล่ะ ฉันกะว่านะ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงมีรถไฟไปกลับวันละขบวน” คำตอบไม่ได้มาจากผู้ถูกถามแต่มาจากไบรอันที่กำลังยิ้มร่า
“ขอบคุณ” คล็อดจ้องใบหน้าที่แสนยิ้มแย้มติดกวนๆ ของคนที่เพิ่งรู้จักแล้วพึมพำคำขอบคุณเบาๆ
“ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงฉันไปนอนเอาแรงก่อนนะคะคล็อด” คาเรนเอ่ยเสียงแผ่ว แล้วรีบเดินเข้าไปยังที่นั่งส่วนตัวเพื่อหวังเอนหลัง เธอหันมายิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง
“ถ้านายไปนอนจะดีที่สุด” คล็อดหันไปทางไบรอัน
ว่าพลางเอานิ้ววาดรอบขอบตาของตัวเองให้ดูแล้วหัวเราะหึๆ “มันคล้ำยังกะหมีแพนด้า”
“จริง ฉันไม่ได้นอนเลยเมื่อคืน พี่กวนให้ฉันมาด้วยทั้งคืนเลย แต่ดูสิตัวเองกลับมาไม่ได้” เขาว่าพลางขยี้ตา “แล้วเมื่อกี้จะนอนพวกเด็กๆ ก็เสียงดังเลยหงุดหงิดไปหน่อย โทษที” ก่อนจะขยับตัวเดินสะโหลสะเหลออกไปหามุมสงบนอนพัก
แครอลมองตามนักรบรับจ้างหนุ่มน้อยที่เพิ่งรู้จักท่าทางเขาตลกๆจนทำให้เธออดอมยิ้มไม่ได้ “เขาตลกดีนะคล็อด พี่ว่า” พี่สาวนักบวชหันไปยิ้มกับคล็อด
“ครับ ผมคิดว่าเขาเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นแม้ว่าบางทีจะ..” คล็อดพยักหน้าเห็นด้วย แล้วทั้งสองคนก็พากันหัวเราะกันคิกคักสนุกสนาน
ท้องฟ้าโปร่งมองเห็นดวงดาวเป็นล้านที่ส่องแสงระยับแข่งกับดวงจันทร์ทั้งสองดวง หมอกจางๆ แทบบดบังทัศนียภาพนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเสียงหวูดเบาๆ ที่ล่องมากับสายลมบางช่วง กับแสงไฟที่ส่องลอดมาจากหน้าต่างรถไฟโบราณที่ใช้พลังงานจากไอน้ำเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น
คล็อดยังคงหลับตาไม่ลง จิตใจของเขาตอนนี้เผ่นเตลิดไปไหนต่อไหน
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ในเมื่อดวงใจดวงนี้หวั่นไหวเพราะขาดใครสักคน เธอคนนั้น ซึ่งเขาจำได้เพียงสัมผัสอันเรือนรางจากเรือนผมและฝ่ามืออันนุ่มนวลมันซุกซ่อนอยู่ในหลืบลึกของความทรงจำ
บัดนี้เขาอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวตลอดมาแม้จะยิ้มแย้มแต่หัวใจกลับใฝ่หา ดรุณีนิรนามคนที่เขาเพียงรับรู้ว่ามีจริงในความอาวรณ์แต่กลับไร้ตัวตนในความทรงจำของเขา
หันไปมองพี่แครอลก็ดูเหมือนจะหลับไปสักพักนึงแล้ว มองไปทางคาเรนก็มองเห็นเธอยังหายใจอยู่แผ่วๆ มองดูโคมไฟสีเหลืองนวลที่ทำจากผลึกหินพระจันทร์ซึ่งส่องแสงให้ความสว่างในเวลากลางคืน มันก็ยังส่องแสงสีนวลเหมือนแสงจันทร์อยู่ตลอด สุดท้ายจึงมองลอดหน้าต่างขึ้นไปบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มของยามดึก ดวงจันทร์สีฟ้ากำลังคล้อยต่ำลงทุกที
เมื่อทนไม่ได้จึงล้วงเอาฮาร์โมนีก้าขึ้นมาเป่า ท่วงทำนองและตัวโน๊ตมันผุดขึ้นเองในสมองและห้วงคิด นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้วงของความทรงจำในอดีตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา
บัดนี้นอกจากแสงดาวแสงนวลๆ ของโคมไฟ หมู่ไอหมอกขาว ทะเลทรายสีน้ำเงินอันเวิ้งว้าง ดวงจันทร์ทั้งสีฟ้าและสีเหลือง เสียงหวูดรถไฟ ยังมีเสียงดนตรีหนึ่งขับกล่อมนิทราให้ผู้คนในราตรีที่แสนจะธรรมดาคืนหนึ่งอยู่เพียงลำพัง
...
หวูดดดดดดดดด!!!!
หวูดดดดดดดดดดด!!!
เอี๊ยด!!
กึง!!
ฟู่!!
เสียงบอกเป็นสัญญาณว่ารถไฟได้จอดเทียบชานชาลาเมืองทะเลทรายอาชูร่าเรียบร้อยแล้ว แสงจากโคมไฟที่ใช้พลังงานจากผลึกมูนสโตนหรือหินพระจันทร์ของชานชาลาส่องสว่างจ้าเหมือนจันทร์ส่อง ผู้คนในคณะเดินทางหลากหลายอาชีพหลายฐานะเดินลงจากขบวนรถไฟ ภาพเมืองในยามค่ำคืนดูเงียบเหงาในเวลานี้ บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังมีแสงไฟส่องลอดหน้าต่าง แต่บางสถานที่เช่น บาร์ หรือโรงแรมยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน
มัคคุเทศก์นำทางปรบมือเรียกคณะเดินทางที่มีประมาณ 30 คน ที่เพิ่งเดินหิ้วกระเป๋าลงจากรถไฟเสร็จสรรพแล้ว “เราจะพักที่โรงแรมเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆนี่นะครับ เชิญตามผมมาได้” พูดเสร็จเขาก็เดินนำลิ่วๆ ไปยังโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ติดกับสถานี
“พี่คะ.. คราวนี้เราจะได้นอนจนเช้าเลยใช่ไหม?” เอลีนอร์สะกิดถามคาเรนด้วยดวงตาที่ยังลืมขึ้นไม่เต็มที่
“ค่ะ คืนนี้ตลอดคืนเราจะนอนที่นี่แล้วตื่นตอนเช้าเลย” คาเรนจูงน้องๆ ตามมัคคุเทศก์ไป โดยมีพวกคล็อดเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง
วูบบบ
ลมหนาวยะเยือกพัดมากระทบกายของนักรบกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย เขาชำเลืองหางตาไปมองทางทะเลทรายเวิ้งว้างเบื้องหลัง แต่สิ่งที่เขาได้พบคือ แผ่นหลังของบุรุษและสตรีปริศนาที่เดินสวนเขาทันควัน ความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นเหมือนลมที่อยู่ๆ ก็พัดวูบขึ้นมา
คล็อดจ้องมองร่างที่เดินดุ่มๆ ทั้งสองเขม็ง เหมือนกับว่าในขณะนี้ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเท่าสองคนนี้อีกแล้ว
ความรู้สึกประหลาดนี่มัน.... ทำไมรู้สึกไม่สบายใจอย่างนี้นะ !! เขารำพันขึ้นในหัวใจ
แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีมือมาวางแปะไว้บนบ่า เขาละสายตาจากคนสองคนหันควับกลับมาก็สบตากับดวงตาโตของไบรอันและท่าทางที่แสดงความสงสัยเต็มที่ของเขา “มีอะไรเหรอเห็นนายจ้องทางนั้นเขม็ง”
“ก็สองคนนั้น..” ทันทีที่หันกลับไปอีกครั้ง ภาพนั้นก็หายไปอย่างลึกลับ
อะไรกัน.. หายไปไหนแล้วล่ะ!!
ไบรอันขมวดคิ้ว “สองคนนั้น สองคนไหน ไม่เห็นมีใครเลย ไปเถอะน่า.. คงง่วงจนเบลอล่ะนะ นายน่ะ” นักรบรับจ้างถามด้วยอาการฉงนแล้วตบเบาๆ ลงบนไหล่ที่สวมเกราะสีน้ำเงินของคล็อดอย่างตีสนิท “ไปเถอะน่า..”
..ไม่น่าเป็นไปได้ มันมีลางสังหรณ์ประหลาดว่าจะเกิดเรื่องร้าย.. ร้ายมากๆ ด้วย..
คล็อดยังคงจ้องตามทางนั้นเขม็งจนไบรอันต้องเอ่ยเตือนอีกครั้ง เขาจึงค่อยๆ เดินจากที่นั่นไปพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด