ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ สมาคมไร้สาระ ที่ๆท่านควรระลึกไว้ว่าท่านจะไม่พบความมีสาระ ณ ที่นี่
เธšเน‰เธฒเธ™­Portalli­Calendar­เธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญ­เธ„เน‰เธ™เธซเธฒ­เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)­เธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ­เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰­เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)
เธชเธฃเน‰เธฒเธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเนƒเธซเธกเนˆ   เธ•เธญเธšShare | 
 

 Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)

เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› Go down 
เน„เธ›เธ—เธตเนˆเธซเธ™เน‰เธฒ : Previous  1, 2, 3, 4
เธœเธนเน‰เธ•เธฑเน‰เธ‡เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม


Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 81
อายุ: 24
สังกัด: Lunartia Royal Army
อาชีพ: White Paladin
ความสนใจ: มากมาย
Registration date: 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sun Jun 03, 2007 8:22 pm

บทที่ 18
อรุณรุ่งที่มาถึง


แองเจลายืนทอดอารมณ์นิ่งอยู่ริมชายหาดลำพังสองต่อสองกับคล็อด เปิดประสาทหูรับฟังเสียงคลื่นที่สาดถาโถมเข้าฝั่งแสนแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของทะเล ปิดตาลงเพื่อสัมผัสสายลมทะเลที่พัดเข้าต้องถูกนวลหน้าและโกรกเบาๆ ผ่านเส้นผม ปล่อยนาสิกให้สูดกลิ่นไอเย็นสดชื่นของชายทะเลยามราตรีเข้าเต็มปอด

“เฮ้อ.. อากาศดีนะ ว่ามั๊ย?” แองเจลาประสานมือขึ้นสูงเหนือศีรษะแล้วบิดตัวไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายเมื่อย อัญมณีสีน้ำเงินเข้มในดวงตาของหญิงสาวจับจ้องมายังคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไป คล็อดเพียงพยักหน้าพร้อมกับพึมพำในลำคอเบาๆ “อืม..”

บทสนทนาเริ่มได้แค่นั้นก็หยุดชะงักลง มีแค่เพียงเสียงคลื่นลมทะเลเข้าแทนที่ความเงียบ แองเจลาที่เฝ้ามองทะเลเพื่อรวบรวมความกล้ามานานก็ตัดสินใจหันหน้าเข้าหาคล็อด เธอยกกระโปรงสีขาวที่ยาวกรอมเท้าขึ้นสูงเพื่อให้เท้าที่เปล่าเปลือยเดินได้สะดวก หญิงสาวเดินตรงเข้ามานั่งจ้องตากับคนตรงหน้าแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “คล็อด.. ฉันมีเรื่องอยากจะบอกเธอ.. อยากบอก.. มานานแล้ว”

อยากบอกสิ่งที่ไม่เคยได้พูด.. คำๆ นั้น..
ดวงตาสีท้องฟ้าราตรีของแองเจลาแอบซ่อนแววสั่นไหวระริกไว้ภายใต้นัยน์เนตรคู่โตสวยของเธอ

“อะ.. อะไรรึ?” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ถามด้วยความประหม่าเมื่อใบหน้าของสาวน้อยยื่นใกล้เข้ามาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่แสนอุ่น

“คือ.. ขอโทษจริงๆ ที่วันนั้นฉัน.. อยู่ๆ ก็วิ่งหนีนาย” แองเจลาพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ แม้ว่าเธอจะตัดสินใจว่าจะเล่าความจริงให้คล็อดฟังแล้ว แต่จิตใจก็ยังคงสั่นไหวเหมือนกับว่าถ้ามีอะไรไปสะกิดจะสามารถแตกสลายได้ง่ายๆ เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์กำลังกลัวใจตัวเอง..

“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มพูดตอบอย่างสุภาพ คล็อดจะดูสุภาพเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิง เขายิ้มน้อยๆ ให้อย่างเป็นมิตร

“นี่.. คล็อด จะว่าอะไรมั๊ยถ้าฉันจะถามอะไรบางอย่าง?” เด็กสาวว่าพลางสาวเท้าเดินตรงไปยังใต้ต้นสนทะเลใหญ่ที่กิ่งอันใหญ่โตของมันถูกผูกชิงช้าแบบเรียบง่ายไว้

คล็อดเลิกคิ้วขึ้นสูง เขาเพียงตอบรับด้วยคำสั้นๆ “ครับ?”

ดวงเนตรสีท้องฟ้ายามราตรีของแองเจลาเหม่อมองออกไปนอกชายฝั่งทะเลที่บัดนี้มืดมิดมองเห็นเพียงเงาลางๆ หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนชิงช้าแล้วค่อยๆ ใช้เท้าไกวให้มันไหว “เธอ.. อยากรู้มั๊ยว่าตัวเองเป็นใคร?”

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แน่นอน.. เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมเฝ้าถามตัวเองวันแล้ววันเล่า ว่าตัวเองเป็นใคร? พ่อและแม่หน้าตาเป็นยังไง?” คล็อดพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ “ผมตามหาสิ่งนี้มาตลอด.. ตามหา.. แม้กระทั่งคนที่รัก..”

ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของแองเจลาฉายแววหมองลงเล็กน้อยแต่ก็เพียงชั่วครู่
คล็อด.. เจ้าจะรู้บ้างมั๊ย ว่าคนที่รักเจ้าก็อยู่ตรงนี้คนนึง..

เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์ไกวชิงช้าไปมาอย่างทอดอารมณ์ “นั่นสินะ.. ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากลืมหรอกว่าตัวเองเป็นใคร มันคงทรมานมากที่เมื่อเราตื่นขึ้นมามีแต่ความว่างเปล่าในสมองและหัวใจ..”

“อืม..” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ในขณะที่เขากำลังเริ่มก่อไฟจากเศษกิ่งไม้แห้งที่รวบรวมมา ไม่นานเปลวไฟสีแดงก็ลุกโชนขึ้นต่อหน้า คล็อดใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนที่เริ่มติดไฟให้เข้าที่ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยบ้าง “ผมน่ะ.. รู้สึกว่าคุ้นเคยกับแองเจลาจริงๆ นะ..”

ข้าจะบอกไปดีมั๊ยนะ.. ทั้งๆ ที่ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะบอก.. สับสนตัวเองจริง..

“เราอาจ.. เคยเป็นคนสนิทกันก็ได้..” แองเจลาพูดอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มปร่าเครือ แม้ว่าจะเบาแค่ไหนแต่คนฟังก็รู้สึกได้ในความสั่นไหวของน้ำเสียง เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วเหมือนติดใจในน้ำเสียงที่ไม่สดใสของคนพูด

“เอ๋?..โกรธหรือเปล่าครับ?” คล็อดพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนแองเจลาหันมามองอย่างไม่เข้าใจ “เจ้า.. เอ่อ.. เธอว่าอะไรนะ?”

คล็อดเหม่อมองกองไฟที่กำลังปะทุส่งเสียงเปรี๊ยะตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย “ผมถามว่า.. ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง.. แองเจลาจะโกรธผมรึเปล่า? ที่ผมลืม..”

โกรธ? จะโกรธรึเปล่า? ไม่มีหรอก.. ความรู้สึกแบบนั้นน่ะ..

นักดาบหญิงในชุดราตรีสีขาวยาวกรอมเท้าส่ายหน้าตอบอย่างช้าๆ “ไม่หรอก.. เรื่องอย่างนี้โทษใครไม่ได้นอกจากคนกำหนดโชคชะตา.. โชคชะตาที่กำหนดให้ฉันต้องเจ็บ..” ประโยคสุดท้ายเธอพูดกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบาจนคู่สนทนาไม่ได้ยิน

“แองเจลา.. รู้รึเปล่าว่ามือของเธออุ่น.. อุ่นเหมือนกับคนๆ นึงที่..” คล็อดพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาสีน้ำเงินเหมือนไพลินส่งประกายสวยงามเมื่อต้องแสงวับแวมจากกองไฟตรงหน้า “มือของเธออุ่นจริงๆ นะ”

เจ้าหญิงแห่งลูนาร์เทียเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “มือฉันหรือมือใครก็ต้องอุ่นอยู่แล้ว”

ถ้าเจ้าจำไออุ่นของมือคู่นี้ได้.. มือที่เจ้าเคยกุมแน่นแนบกับหัวใจ.. มือที่เจ้าจะไม่ยอมปล่อย.. มันคงดีไม่น้อยเลยนะ..

กลาดิเอเตอร์เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์สั่นหัว “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..”

แองเจลาคลี่ยิ้มบางที่มุมปาก เธอยังคงไกวชิงช้าเบาๆ นักดาบสาวถามอย่างไว้เชิง “แล้วเจ้าหมายความว่ายังไงล่ะ?”

“ก็หมายความว่า.. มันเหมือน.. เหมือนกับไออุ่นของใครบางคนที่จับมือผมไว้.. ใครบางคนที่ทำให้ผมหวั่นไหว.. ใครบางคนที่ผมเฝ้าตามหา.. ใครบางคนที่ผมไม่แม้แต่จำชื่อได้.. ผม.. อยากรู้.. คนคนนั้นเป็นเธอใช่รึเปล่า.. ตอบมาหน่อยสิ”

เจ้าหญิงแห่งนครแสงจันทร์เดินออกจากที่นั่งแล้วตรงมานั่งตรงหน้ากองไฟ สายตาสีน้ำเงินสองคู่จับจ้องเข้าหากัน จนมองเห็นภาพสะท้อนของอีกฝ่ายในแววตาของกันและกัน “ฉันก็..”

ข้าเองก็มีเรื่องมากมายที่อยากจะพูดนะ.. อยากบอกทุกอย่าง..

แองเจลายื่นมือมากุมมือของคล็อดไว้อย่างอบอุ่นและนุ่มนวล แก้มของเด็กสาวขึ้นสีเป็นสีชมพูระเรื่อ แต่ดวงตาคู่โตคู่นั้นของเธอยังคงเปล่งประกายสดใสและงดงามหากแต่ยังคงแฝงความเศร้าโศกไว้ลึกๆ ริมฝีปากที่ประทินด้วยสีชมพูอ่อนเม้มเข้าก่อนที่จะพูดออกมาอย่างยากลำบาก “คล็อด.. รู้รึเปล่า? ข้า..”

“…” คล็อดนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาสีไพลินจ้องมองหญิงสาวในชุดราตรีสีขาวงดงามอย่างไม่วางตา

ไม่กล้าพูด.. ข้าไม่กล้าพูด..
แองเจลาสะบัดหน้าไปมา หยดน้ำใสๆ แอบมาคลออยู่ที่รอบขอบตาจนหญิงสาวรู้สึกว่าทั้งขอบตาและใบหน้าร้อนผะผ่าว

อย่าเกลียดข้าเลยนะ.. ที่ข้าไม่ยอมเล่าความจริงให้..

“ร้องไห้ทำไมครับ?” คล็อดยกนิ้วข้างหนึ่งเช็ดที่ขอบตาของเด็กสาวอย่างถนอม มืออีกข้างหนึ่งลูบผมสีดำสนิทเรียบลื่นเหมือนแพรของแองเจลาแผ่วเบาเป็นการปลอบ “ผมทำให้ไม่สบายใจรึเปล่า?”

“อย่าเกลียดฉันเลยนะ..” แองเจลาพูดด้วยน้ำเสียงปร่า ตาสีน้ำเงินเข้มของเธอออกจะติดแดงๆ “..ได้รึเปล่า?”

กลัว.. ข้ากลัวว่าถ้าพูดไปแล้ว ทุกอย่างจะจบสิ้นลง.. กลัวว่าเจ้าจะไม่เหมือนเดิม กลัวเหลือเกิน..

คล็อดพยักหน้ารับด้วยความงงงวย เท่านั้นราชนิกูลสาวจึงโผเข้ากอดเด็กหนุ่มแล้วร้องไห้โฮออกมา ปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามสายธารแห่งอารมณ์ กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยจึงลูบหลังของร่างที่กอดอยู่เบาๆ “ไม่เป็นไรแล้วนะครับ.. ไม่มีอะไร..”

ระหว่างนั้นคล็อดรู้สึกเหมือนได้ยินน้ำเสียงไพเราะขับกลอนเศร้าดังเบาๆ มาตามสายลมปนกับเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาสีไพลินจึงหลุบลงต่ำปล่อยโสตประสาทรับฟังน้ำเสียงอันไพเราะนั้น

ฟังเสียงคลื่นกลืนเสียงลมชมแสงโคม
ปล่อยอารมณ์ไปกับจันทร์ขวัญแผ่นหล้า
นัยน์เนตรจ้องหน้าเจ้าไว้ในแววตา
แต่ใจข้าหามีสิทธิ์คิดคำนึง

อยากเอ่ยรักภักดีต่อหน้าเจ้า
อยากบ่นเล่าความหลังแสนคิดถึง
อยากประทับรอยจูบไว้ให้ตราตรึง
อยากเป็นหนึ่งในใจเจ้าชายชาญ

ใจเจ้ากรรมกลับหวั่นไหวใครจะรู้
มันสั่นอยู่ข้างในให้สงสาร
ไม่กล้าพูดความในใจให้ร้าวราญ
รอแค่วารผ่านพ้นไปแค่นั้นเอง

เมื่อใดหนอรอความกล้าจะมาถึง
ซักวันหนึ่งกอดเจ้าได้ไม่คว้างเคว้ง
ใจของเจ้าขานรับข้าไม่กริ่งเกรง
จะร้องเพลงกล่อมเจ้านอนยามนิทรา

เวลา.. ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองอยู่ในท่านั้นเนิ่นนาน จนคล็อดรับรู้ได้ว่าอ้อมกอดที่อบอุ่นของหญิงสาวค่อยๆ คลายลง หญิงสาวผละออกมาห่าง เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้อย่างสดใส “ขอบคุณนะ.. แค่นี้ก็เกินพอสำหรับความรู้สึกที่ห่างหายของฉัน.. คล็อด.. ฉันอยากบอกกับเธอว่า แม้ว่าเวลาจะทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ที่พักพิงของใจดวงนี้ยังคงเป็น..” เสร็จแล้วเธอก็ชี้มือมาที่หัวใจของเด็กหนุ่ม

“แองเจลา.. เธอเป็นใครกัน?” คล็อดถามขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่คุ้นเคย หัวใจของตัวเองกำลังเต้นระรัวเป็นจังหวะประหลาด

“ถ้าเธอจำทุกอย่างได้.. เธอก็จะรู้เอง.. รู้.. ทุกอย่าง..”
คำพูดสุดท้ายของหญิงสาวทิ้งไว้ให้ตอนอาทิตย์ขึ้น นักดาบหญิงช่างดูสดใสงดงามเมื่อต้องแสงแรกของอรุณรุ่ง

คล็อด.. ขอบใจนะ.. ขอบใจที่ไม่ผลักไสข้า.. ขอบใจที่ปลอบประโลมคนเพิ่งรู้จักกัน.. อย่าลืมที่ข้าพูดไว้แล้วกัน.. เวลาและความทรงจำของเจ้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง..

ทั้งสองหารู้ไม่ว่า ณ จุดหนึ่งของชายหาดที่ไม่ไกลออกไปนัก ยังมีดวงตาสองคู่ของหญิงสาวสองนางได้เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่เงียบๆ

“เฮ้อ.. คงไม่กล้าพูดสินะ.. หลานน่ะเป็นคนขี้กลัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว..” หญิงสาวเจ้าของผมสีดำสนิทที่ถักเป็นเปียหลวมๆ พูดขึ้นแล้วก็ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

“ไม่เป็นไรหรอก.. ถึงพูดตอนนี้ไปเขาอาจไม่เชื่อก็ได้ เจ้าเด็กน้อยน่ะดื้อพอกันแหละ..” หญิงสาวในร่างโปร่งใสอีกนางพูดขึ้นตอบ

ดวงตาสีมรกตของหญิงสาวคนแรกจึงผ่อนคลายแววความกังวลลง “แต่ข้าก็อยากให้เจ้าหนูจำเรื่องได้เร็วๆ อยู่ดี ว่างั้นรึเปล่าซีรีน”

“หัวใจของคนเป็นแม่ก็อย่างนี้แหละ ใช่ว่าข้าไม่ห่วง.. แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวเขา..” หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาและเรือนผมสีเงินยาวสวยตอบด้วยรอยยิ้มเชื่อมั่น

“อืม.. ที่เจ้าพูดก็ถูก..”

“รู้สึกว่าได้เวลาจะต้องจากกันอีกแล้วล่ะ..” ซีรีนใช้ดวงเนตรสีเงินสวยของนางมองไปยังบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นวิญญาณพิทักษ์แห่งธาตุมืด เคลเบรัส ผู้ดูแลประตูสู่โลกวิญญาณนีเฟลร่า

“นั่นสินะ.. ข้าคงต้องกลับไปยังนีเฟลร่าแล้ว.. ฝากเจ้าเด็กน้อยด้วยนะซีรีน..” ร่างวิญญาณของนักรบหญิงผู้ได้ฉายาว่าไพลินอเมซอนค่อยๆ จางหายไปเหลือเป็นก้อนแสงสีทองสว่างลอยเข้าหาเคลเบรัส เขาหันมาค้อมหัวให้กับวิญญาณของหญิงสาวอีกนางนิดๆ พร้อมกับส่งรอยยิ้มตามมารยาทมาให้

“ข้าจะดูแลเจ้าลูกชายของพวกเราเอง.. ไม่ต้องห่วง.. โรซ่า”
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม


Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 81
อายุ: 24
สังกัด: Lunartia Royal Army
อาชีพ: White Paladin
ความสนใจ: มากมาย
Registration date: 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sun Jun 03, 2007 8:23 pm



นักพยากรณ์สาวเบือนหน้าไปทางทิศเหนือ “..เสียงเต้นของหัวใจ.. หัวใจของเจ้าที่เฝ้าตามหามาตลอด.. สิ่งที่เจ้าเคยถามเมื่อครั้งก่อน”

“ข้าบอกได้แค่เพียงว่า ‘นาง’อยู่ไม่ไกลหรอก..”

คล็อดเตรียมตัวจะขยับปากถาม แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงนิ้วชี้เรียวของเฮรินน่าที่แตะลงบนริมฝีปากของเขา “อย่าถามเลย.. ข้าบอกได้แค่นี้แหละ..”

คล็อดแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างสีคราม เขาทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากหลายสีสัน ฟลาวเวอร์ฟิลด์ในขณะนี้เริ่มผลัดเปลี่ยนจากดอกไม้ของฤดูใบมรสุมเป็นดอกไม้ในฤดูหนาวบ้างแล้ว ถึงแม้กระนั้นทุ่งดอกไม้แห่งนี้ก็ยังคงบรรยากาศของความสดใสและความงดงามได้ดั่งเช่นทุกฤดูกาล นักรบกลาดิเอเตอร์ที่เหม่อมองอยู่นานก็ได้พึมพำออกมาคนเดียว “คนที่คุณเฮรินน่าพูดถึง จะเป็นเธอรึเปล่านะ? แองเจลา..”

“คล็อด มานอนอะไรตรงนี้คะ?” น้ำเสียงที่คุ้นๆ ของผู้หญิงดังมาจากทุ่งดอกไม้ทางด้านตะวันตก คล็อดเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะชะโงกหน้าขึ้นมามอง

“คาเรน..”

เนโครแมนเซอร์สาวในชุดไปรเวทเรียบๆ เดินตรงเข้าหาคล็อด เธอยิ้มน้อยๆ ให้กับเขาก่อนที่จะแกล้งแซว “แน่ะ ถามว่ามานอนอะไรตรงนี้คะ?”

“ก็นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ..” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยว่าพลางเอนตัวลงนอนหงายหน้ามองฟ้าต่อ คาเรนทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างเธอเด็ดเอาดอกไม้ฤดูหนาวหลายสีสันมาสานเป็นมงกุฎดอกไม้เรียบๆ ด้วยความตั้งอกตั้งใจ “ป่านนี้ที่ ‘บ้าน’ จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ..”

คล็อดหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา ทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำมงกุฎดอกไม้ต้องมุ่นคิ้วแล้วค้อนควับ “หัวเราะอะไรคะ? แน่ะ! ว่าแล้วยังหัวเราะอีก”

“แหม.. ก็ทุกทีไม่เห็นจะค่อยเป็นห่วง สงสัยวันนี้ฝนคงจะตก” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยแกล้งแหย่เพื่อนหญิงคนสนิท

“คล็อดก็.. ก็คราวนี้มันไม่เหมือนกับทุกทีนี่คะ.. ทุกทีเราน่ะออกเดินทางโดยมีกำหนดการ แต่นี่มัน” คาเรนทำหูตั้งดวงหน้าของเธอขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์จ้องมองคนแซวที่กำลังนอนเอกเขนกโดยมีพรมดอกไม้ปูรองอยู่ทุกหนทุกแห่งบนทุ่งแห่งนี้

“ซิสเตอร์กับพวกเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ แต่หวังว่าคงสบายดี มีเอลีนอร์กับแคทเธอรีนอยู่คงไม่เป็นไร”

“อืม..” คล็อดพึมพำเบาๆ พร้อมกับปรือตาลงช้าๆ

คาเรนเห็นดังนั้นจึงหยิบมงกุฎดอกไม้สีขาวขึ้นชูก่อนจะเอนหลังทิ้งตัวลงนอนเคียงข้าง “คิดถึงที่เราไปเที่ยวเดือนก่อนจังค่ะ.. แต่ว่า..”

“ผมรู้.. มันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นี่สิ”

“แต่ว่าก็ยังดีที่พวกเด็กๆ ปลอดภัย” หญิงสาวเชื้อสายฮาล์ฟบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่ดวงตาทั้งคู่กำลังมองตามผีเสื้อสีขาวที่บินมาตอมดอกไม้บนมงกุฎของเธอ คาเรนยิ้มให้กับเจ้าแมลงปีกสวยก่อนจะบรรจงสวมมงกุฎดอกไม้ไว้บนผมสีม่วงหยักเป็นลอนคลื่นของเธอ

“นั่นเป็นที่เราเจอไบรอันสินะ..”

...

หนึ่งเดือนก่อน..

เสียงลั่นครึ่กครั่กของล้อเหล็กที่บดกับรางดังขึ้นเรื่อยๆ บวกกับเสียงหวีดร้องของหวูดไอน้ำจากหัวรถจักรแว่วมาเป็นระยะ กระแสลมแสนเย็นเยียบตีกับตัวรถจนเห็นฝ้าขาวเกาะเต็มกระจกหน้าต่าง

รถจักรไอน้ำแล่นไปบนรางที่ทอดยาวขวางกลางทะเลทรายในยามค่ำคืน แสงจากดวงจันทร์สีเหลืองนวลทอประกายผสานกับแสงสีฟ้าของจันทร์อีกดวงที่สาดกระทบพื้นทราย ก่อให้เกิดภาพที่สวยงามแปลกตา ทะเลทรายอาชูร่าที่แสนจะร้อนระอุในยามตะวันฉาย กลับเปลี่ยนเป็นนรกเยือกแข็งในแทบจะทันทีที่เงาปีกของรัตติกาลแผ่เข้ามาครอบคลุมท้องฟ้าไร้เมฆ

ทะเลทรายอาชูร่า ผืนทรายอันร้อนระอุทอดยาวพาดผ่านบริเวณกลางทวีปแพนเกียขวางแบ่งทวีปซีกตะวันออกและตะวันตกให้แยกจากกัน

นี่เป็นเพียงเส้นทางเส้นเดียวที่ใช้ตัดผ่านทะเลทรายนรกที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่จะปรากฏตัวในยามกลางวันนอกจากมังกรไฟซึ่งชอบความระอุของเปลวแดดและเปลวเพลิงของดวงตะวัน แม้แต่รถไฟพลังไอน้ำยังต้องวิ่งในเวลากลางคืนเพราะเนื่องจากอุณหภูมิอันสุดขั้วของที่แห่งนี้จะทำให้แผ่นโลหะที่สร้างเกิดความร้อนสูงเหมือนเป็นกระทะเหล็ก

โดยรถจักรเริ่มออกจากสถานีต้นที่ ไนล์ เมืองแห่งสายน้ำศูนย์รวมอารยธรรมโบราณแห่งชายฝั่งแม่น้ำไนล์ และจะแล่นข้ามผ่านทะเลทรายเยือกแข็งในเวลากลางคืนและไปสิ้นสุดอยู่ที่เมืองชายแดนฝั่งตะวันออกที่มีชื่อว่า อาชูร่า ซึ่งชื่อนี้ถูกขนานนามตามชื่อของทะเลทรายนรกอันกว้างใหญ่ที่อยู่ทางตะวันตกไม่ไกลจากตัวเมืองนั้นเอง และที่จุดหมายปลายทางของขบวนรถจักรซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ ที่นั่นมีหนึ่งในสี่โบราณสถานที่ถูกสร้างให้เป็นอนุสรณ์หลังสงครามครั้งใหญ่ของเทียร่า สงครามที่รู้จักกันในชื่อ สงครามผลึก โบราณสถานใบไม้ร่วง (fall ruin) หรือ หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง

คาเรนนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่จับเต็มด้วยฝ้าขาวจากความชื้นและไอหมอก มือน้อยของหญิงสาวปาดเอาฝ้าหนาที่บดบังทัศนียภาพสวยงามยามค่ำคืนออก ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์มองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกที่เกิดจากแสงไฟจากหินมูนสโตนที่ส่องแสงสีเหลืองนวลเหมือนดังดวงจันทรา ภาพของทะเลทรายที่แสนยะเยียบในยามราตรีเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ สาวน้อยมองเห็นพื้นทรายที่เป็นสีน้ำเงินเพราะต้องแสงจันทร์ ต้นกระบองเพชรประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกับผลึกสีม่วงที่ขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ กลางทะเลทราย นานๆ ครั้งถึงจะมองเห็นเขตอุดมสมบูรณ์อย่างโอเอซิสสักแห่งหนึ่ง

“เฮ้อ..” หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาของเธอค่อยๆ ปรือลงอย่างช้าๆ ด้วยความง่วง เพราะว่าบัดนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว “คล็อด.. ฉันนอนก่อนนะคะ.. ง่วง..”

นักรบชายวัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้ารับ “อืม.. ถ้าง่วงก็นอนไปเถอะ ผมยังไม่ง่วง ดูภาพทะเลทรายสีน้ำเงินแล้วมันเพลินดี”

“ถ้างั้นพี่ก็ขอตัวไปนอนบ้างละกัน..” หญิงสาวอายุประมาณ 20 ปีเศษในชุดสีขาวบริสุทธิ์ตามแบบฉบับนักบวชหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าของเสียงกำลังงัวเงียเต็มที่

“ครับ พี่แครอล” คล็อดพยักหน้ารับน้อยๆ ดวงตาสีไพลินของเขาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง “ว่าแต่ไม่รู้ว่าพวกเด็กๆ จะหลับกันรึยัง”

“โว้ย!! ขอนอนเงียบๆ หน่อยไม่ได้รึไงกัน!!!!”
แล้วเสียงโวยวายของผู้ชายก็ดังลั่นมาจากทางโบกี้ด้านหลังที่พวกเด็กกำพร้าที่อยู่ในอุปการะของโบสถ์ฮาโมนี่โดยสารอยู่ คาเรนที่กำลังเคลิ้มๆ ถึงกับยกมือขึ้นปิดหูที่ปุยเหมือนสุนัขของเธอไว้แล้วทำหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับ ฝ่ายนักบวชขาวผู้กำลังสลึมสลือก็ถึงกับตาสว่าง เธอหันมาถามคล็อดและคาเรน “ได้ยินอะไรมั๊ย?”

คนอายุน้อยกว่าทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน “เต็มสองรูหูเลยค่ะ/ครับ”

หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงเริ่มทำหน้ายุ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินฉับๆ ตรงไปยังตู้โดยสารด้านหลัง “ไปดูกันเถอะคล็อด คาเรน”

เมื่อทั้งสามตรงมายังที่เกิดเหตุก็พบกับชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคล็อด ใบหน้าของเขากำลังซีดลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงยืนร้องไห้ตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ด้านหลังพี่สาวที่พยายามใช้มือบังพวกน้องๆ ไว้ ตาของพวกเธอออกจะแดงๆ เด็กหนุ่มได้แต่ปั้นยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะค้างไปเมื่อหันมาสบกับดวงตาสีฟ้าสวยของนักบวชขาว

คล็อดใช้ดวงตาสีน้ำเงินไพลินจับจ้องเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันกับตัวเองที่ขณะนี้แทบยืนตัวแข็งเป็นหินไม่กระดุกกระดิกแม้แต่น้อยก่อนจะหันไปส่งสายตาไปยังแครอลเป็นเชิงถามว่าจะเอาอย่างไรดี

“มีอะไรกันเหรอ แคทเธอรีน” นักบวชขาวเจ้าของเรือนผมสีทองยาวสวยถามเด็กผู้หญิงซึ่งดูว่าโตที่สุดในกลุ่ม สาวน้อยยังทำตาแดงๆอยู่ไม่หาย

“จะมีอาไร้ ก็แค่นายคนนั้นเผลอตะคอกเสียงดังจนพวกผู้หญิงตกใจหมด” เด็กชายร่างผอมเดินเนิบๆ ด้วยอาการสบายใจออกมาจากด้านหลังของแคทเธอรีน

“ย่ะ พวกฉันขี้กลัว แต่ว่าใครน้าที่ตกใจกว่าเลยวิ่งมาหลบก่อนเป็นคนแรก” วาจาเชือดเฉือนแกมประชดประชันดังมาจากปากเด็กสาววัยรุ่นอีกคนพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ ทำให้เจ้าคนขี้ตกใจสะดุ้งแล้ว ยิ้มแหยๆ

“สรุปว่าไม่มีอะไรใช่ไหม” ดวงตาสีฟ้าของนักบวชหญิงจับจ้องมาทางพวกเด็กๆ ที่ส่ายหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเริ่มแสดงอาการยิ้มแย้ม

“แล้วคุณคือ……” ในที่สุดแครอลก็หันเหความสนใจมาที่เด็กหนุ่ม ที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินมาได้สักพักนึงแล้ว

ไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบจาก ‘รูปสลักหิน’ ที่ยังยืนนิ่งเหมือนไร้ชีวิต..

เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ที่เคยถูกเขาตวาดดังขึ้นมาแทน แครอลกวาดสายตาไปมาแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้

“เขานึกว่าพวกพี่จะเอาเรื่องเขาที่มาตวาดใส่เราค่ะ” แคทเธอรีนชี้นิ้วไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนตัวแข็งแล้วหัวเราะเบาๆ

เด็กหนุ่มผู้นั้นมีเส้นผมสั้นสีดำสนิทใส่ไฮไลท์ผมด้านหน้าเป็นสีขาว ดวงตาสีฟ้านั้นเบิกกว้างเพราะความตกใจหรือความกลัวไม่อาจบอกได้ สังเกตรอยแผลเป็นสองรอยที่แก้มซ้าย ผ้าคาดศีรษะสีเขียววิรีเดียนประดับด้วยแผ่นโลหะสีเงินถูกคาดไว้เฉียงๆ เสื้อกั๊กสีเดียวกันถูกคาดทับด้วยสายหนังที่โยงเกราะไหล่สีเงินด้านซ้ายไว้กับชุด กางเกงยีนส์สีฟ้าของเขาแม้ว่าจะดูปอนปอนแต่ก็ไม่สกปรก ผ้าที่คลุมวัตถุรูปร่างใหญ่และยาวดูเหมือนว่าจะเป็นดาบขนาดใหญ่ ถูกกำแน่นไว้ภายใต้ถุงมือหนัง ถ้าดูจากการแต่งกายแล้วเขาคนนี้ต้องเป็นนักรบรับจ้าง<Mercenary> ที่ถูกจ้างมาคุ้มกันคณะเดินทางนี้แน่นอน

แครอลเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มแล้วใช้นิ้วเรียวสวยวางบนไหล่ของเขา หญิงสาวกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูซ้ายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ไม่มีใครว่าอะไรเธอหรอกจ้ะ เลิกทำตัวแข็งทื่อได้แล้ว” แล้วหญิงสาวก็แอบหัวเราะคิกคักกับตัวเอง

นักรบหนุ่มน้อยกระพริบตาปริบๆ “จะ..จริงเหรอครับ” สุดท้ายก็ทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

“เฮ้ออออ.. โล่งอกไปทีนึกว่าจะโดนซะแล้ว เอ่อ.. ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยผม ไบรอัน สตาร์ริงครับ” ไบรอันใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลเป็นน้ำ

คล็อดเดินหน้าเข้าหาเด็กหนุ่มที่ยังนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น พลางยื่นมือส่งให้ “ฉัน..คล็อด บลูซิลเวอร์” ไบรอันพยักหน้าขอบคุณแล้วยื่นมือไปจับให้กลาดิเอเตอร์หนุ่มฉุดลุกขึ้น

“แครอล มาแชล เอเวอรี่ นักบวชขาวแห่งฮาร์โมนี ยินดีที่รู้จักค่ะ” แม่ชีผมทองคำนับน้อยๆ แล้วผายมือไปยังนักเวทวิญญาณสาวเผ่าฮาล์ฟผู้มีดวงตาสีลาเวนเดอร์ “เธอคือ คาเรน ควอเทอร์ จะพูดว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็ได้นะ” แล้วเธอก็อมยิ้ม

แครอล มาแชล เอเวอรี่ เป็นสตรีในวัย 20 กว่าๆ ดวงหน้าสวยผิวขาวราวพระจันทร์ เรือนผมสีทองยาวถึงกลางหลังถูกคลุมไว้ด้วยแพรสีนวลสะอาด ดวงตาสีฟ้าแฝงความปรานีและความเด็ดขาดไว้ภายใน ชุดผ้าคลุมสีขาวนวลพลิ้วน้อยๆ และกางเขนเงินกลางหน้าอกบ่งบอกความเป็นนักบวชขาว<White Priestest> เธอยืนนิ่งสนิทเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า

“นอนเอาแรงก่อนเถอะจ้ะเด็กๆ พรุ่งนี้เรายังต้องเจออะไรอีกมากนะ แคทเธอรีนกับเอลีนอร์ฝากดูแลน้องๆ ด้วยนะ ถ้ารถไฟถึงแล้วพี่จะปลุกพวกเธอเอง” ซิสเตอร์แห่งโบสถ์ฮาร์โมนีหันไปสั่งความพี่สาวสองคนที่โตที่สุด

“ค่ะซิสเตอร์” ทั้งสองคนรับคำแล้วจูงพวกน้องๆไปนอน

เมื่อเด็กสาวสองคนพาน้องๆ ไปหมดแล้วคล็อดก็สังเกตเห็นเด็กผู้ชายร่างผอมยังนั่งนิ่งจ้องหน้าไบรอันตาแป๋ว

“ส่วนนาย..” คล็อดจ้องตาเด็กชายจอมซนแล้วดีดนิ้วใส่หัวของตัวดีเข้าไปหนึ่งทีก่อนจะใช้มือขยี้หัวของเด็กน้อยด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยว “น้อยๆหน่อยเถอะเชื่อพวกพี่ๆ เขาบ้าง เคลวิน ไปนอนซะ ถ้าถึงแล้วจะปลุกเอง” กลาดิเอเตอร์หนุ่มโบกมือไล่เจ้าตัวดีให้ตามคนอื่นไป เด็กคนนั้นจึงค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่งอหงิกแล้วเดินเดินตามไปอย่างเอื่อยๆ

“เราจะถึงอาชูราเมื่อไหร่คะ” เสียงกระซิบจากคาเรนถามคล็อด

“ตีหนึ่งล่ะ ฉันกะว่านะ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงมีรถไฟไปกลับวันละขบวน” คำตอบไม่ได้มาจากผู้ถูกถามแต่มาจากไบรอันที่กำลังยิ้มร่า

“ขอบคุณ” คล็อดจ้องใบหน้าที่แสนยิ้มแย้มติดกวนๆ ของคนที่เพิ่งรู้จักแล้วพึมพำคำขอบคุณเบาๆ

“ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงฉันไปนอนเอาแรงก่อนนะคะคล็อด” คาเรนเอ่ยเสียงแผ่ว แล้วรีบเดินเข้าไปยังที่นั่งส่วนตัวเพื่อหวังเอนหลัง เธอหันมายิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง

“ถ้านายไปนอนจะดีที่สุด” คล็อดหันไปทางไบรอัน
ว่าพลางเอานิ้ววาดรอบขอบตาของตัวเองให้ดูแล้วหัวเราะหึๆ “มันคล้ำยังกะหมีแพนด้า”

“จริง ฉันไม่ได้นอนเลยเมื่อคืน พี่กวนให้ฉันมาด้วยทั้งคืนเลย แต่ดูสิตัวเองกลับมาไม่ได้” เขาว่าพลางขยี้ตา “แล้วเมื่อกี้จะนอนพวกเด็กๆ ก็เสียงดังเลยหงุดหงิดไปหน่อย โทษที” ก่อนจะขยับตัวเดินสะโหลสะเหลออกไปหามุมสงบนอนพัก

แครอลมองตามนักรบรับจ้างหนุ่มน้อยที่เพิ่งรู้จักท่าทางเขาตลกๆจนทำให้เธออดอมยิ้มไม่ได้ “เขาตลกดีนะคล็อด พี่ว่า” พี่สาวนักบวชหันไปยิ้มกับคล็อด

“ครับ ผมคิดว่าเขาเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นแม้ว่าบางทีจะ..” คล็อดพยักหน้าเห็นด้วย แล้วทั้งสองคนก็พากันหัวเราะกันคิกคักสนุกสนาน

ท้องฟ้าโปร่งมองเห็นดวงดาวเป็นล้านที่ส่องแสงระยับแข่งกับดวงจันทร์ทั้งสองดวง หมอกจางๆ แทบบดบังทัศนียภาพนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเสียงหวูดเบาๆ ที่ล่องมากับสายลมบางช่วง กับแสงไฟที่ส่องลอดมาจากหน้าต่างรถไฟโบราณที่ใช้พลังงานจากไอน้ำเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น

คล็อดยังคงหลับตาไม่ลง จิตใจของเขาตอนนี้เผ่นเตลิดไปไหนต่อไหน

พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ในเมื่อดวงใจดวงนี้หวั่นไหวเพราะขาดใครสักคน เธอคนนั้น ซึ่งเขาจำได้เพียงสัมผัสอันเรือนรางจากเรือนผมและฝ่ามืออันนุ่มนวลมันซุกซ่อนอยู่ในหลืบลึกของความทรงจำ

บัดนี้เขาอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวตลอดมาแม้จะยิ้มแย้มแต่หัวใจกลับใฝ่หา ดรุณีนิรนามคนที่เขาเพียงรับรู้ว่ามีจริงในความอาวรณ์แต่กลับไร้ตัวตนในความทรงจำของเขา

หันไปมองพี่แครอลก็ดูเหมือนจะหลับไปสักพักนึงแล้ว มองไปทางคาเรนก็มองเห็นเธอยังหายใจอยู่แผ่วๆ มองดูโคมไฟสีเหลืองนวลที่ทำจากผลึกหินพระจันทร์ซึ่งส่องแสงให้ความสว่างในเวลากลางคืน มันก็ยังส่องแสงสีนวลเหมือนแสงจันทร์อยู่ตลอด สุดท้ายจึงมองลอดหน้าต่างขึ้นไปบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มของยามดึก ดวงจันทร์สีฟ้ากำลังคล้อยต่ำลงทุกที

เมื่อทนไม่ได้จึงล้วงเอาฮาร์โมนีก้าขึ้นมาเป่า ท่วงทำนองและตัวโน๊ตมันผุดขึ้นเองในสมองและห้วงคิด นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้วงของความทรงจำในอดีตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา

บัดนี้นอกจากแสงดาวแสงนวลๆ ของโคมไฟ หมู่ไอหมอกขาว ทะเลทรายสีน้ำเงินอันเวิ้งว้าง ดวงจันทร์ทั้งสีฟ้าและสีเหลือง เสียงหวูดรถไฟ ยังมีเสียงดนตรีหนึ่งขับกล่อมนิทราให้ผู้คนในราตรีที่แสนจะธรรมดาคืนหนึ่งอยู่เพียงลำพัง

...

หวูดดดดดดดดด!!!!

หวูดดดดดดดดดดด!!!

เอี๊ยด!!

กึง!!

ฟู่!!

เสียงบอกเป็นสัญญาณว่ารถไฟได้จอดเทียบชานชาลาเมืองทะเลทรายอาชูร่าเรียบร้อยแล้ว แสงจากโคมไฟที่ใช้พลังงานจากผลึกมูนสโตนหรือหินพระจันทร์ของชานชาลาส่องสว่างจ้าเหมือนจันทร์ส่อง ผู้คนในคณะเดินทางหลากหลายอาชีพหลายฐานะเดินลงจากขบวนรถไฟ ภาพเมืองในยามค่ำคืนดูเงียบเหงาในเวลานี้ บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังมีแสงไฟส่องลอดหน้าต่าง แต่บางสถานที่เช่น บาร์ หรือโรงแรมยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน

มัคคุเทศก์นำทางปรบมือเรียกคณะเดินทางที่มีประมาณ 30 คน ที่เพิ่งเดินหิ้วกระเป๋าลงจากรถไฟเสร็จสรรพแล้ว “เราจะพักที่โรงแรมเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆนี่นะครับ เชิญตามผมมาได้” พูดเสร็จเขาก็เดินนำลิ่วๆ ไปยังโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ติดกับสถานี

“พี่คะ.. คราวนี้เราจะได้นอนจนเช้าเลยใช่ไหม?” เอลีนอร์สะกิดถามคาเรนด้วยดวงตาที่ยังลืมขึ้นไม่เต็มที่

“ค่ะ คืนนี้ตลอดคืนเราจะนอนที่นี่แล้วตื่นตอนเช้าเลย” คาเรนจูงน้องๆ ตามมัคคุเทศก์ไป โดยมีพวกคล็อดเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง

วูบบบ

ลมหนาวยะเยือกพัดมากระทบกายของนักรบกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย เขาชำเลืองหางตาไปมองทางทะเลทรายเวิ้งว้างเบื้องหลัง แต่สิ่งที่เขาได้พบคือ แผ่นหลังของบุรุษและสตรีปริศนาที่เดินสวนเขาทันควัน ความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นเหมือนลมที่อยู่ๆ ก็พัดวูบขึ้นมา

คล็อดจ้องมองร่างที่เดินดุ่มๆ ทั้งสองเขม็ง เหมือนกับว่าในขณะนี้ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเท่าสองคนนี้อีกแล้ว

ความรู้สึกประหลาดนี่มัน.... ทำไมรู้สึกไม่สบายใจอย่างนี้นะ !! เขารำพันขึ้นในหัวใจ

แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีมือมาวางแปะไว้บนบ่า เขาละสายตาจากคนสองคนหันควับกลับมาก็สบตากับดวงตาโตของไบรอันและท่าทางที่แสดงความสงสัยเต็มที่ของเขา “มีอะไรเหรอเห็นนายจ้องทางนั้นเขม็ง”

“ก็สองคนนั้น..” ทันทีที่หันกลับไปอีกครั้ง ภาพนั้นก็หายไปอย่างลึกลับ

อะไรกัน.. หายไปไหนแล้วล่ะ!!

ไบรอันขมวดคิ้ว “สองคนนั้น สองคนไหน ไม่เห็นมีใครเลย ไปเถอะน่า.. คงง่วงจนเบลอล่ะนะ นายน่ะ” นักรบรับจ้างถามด้วยอาการฉงนแล้วตบเบาๆ ลงบนไหล่ที่สวมเกราะสีน้ำเงินของคล็อดอย่างตีสนิท “ไปเถอะน่า..”

..ไม่น่าเป็นไปได้ มันมีลางสังหรณ์ประหลาดว่าจะเกิดเรื่องร้าย.. ร้ายมากๆ ด้วย..

คล็อดยังคงจ้องตามทางนั้นเขม็งจนไบรอันต้องเอ่ยเตือนอีกครั้ง เขาจึงค่อยๆ เดินจากที่นั่นไปพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
ReshaValentine
นักเรียนมัธยม
นักเรียนมัธยม


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 145
อายุ: 17
สังกัด: โทโฮคลับ
Registration date: 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Mon Jun 04, 2007 6:54 pm

ขี้เกียจอ่านบทบรรยาย >.<
แต่ก็สนุกดี *-*

_________________
~Let Me Be With You~
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://members.thai.net/animeost/index.html
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม


Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 81
อายุ: 24
สังกัด: Lunartia Royal Army
อาชีพ: White Paladin
ความสนใจ: มากมาย
Registration date: 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed Jun 06, 2007 9:11 am

บทที่ 19
หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง ฟอลล์รูน

เมืองทะเลทรายอาชูร่า แม้จะเป็นเมืองเล็กชายแดนฝั่งตะวันออกของทวีปเกาะแพนเกีย แต่บรรยากาศที่แสนร้อนอบอ้าวในยามกลางวันก็ยังพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา สภาพบ้านเรือนเป็นบ้านแบบที่สร้างในเขตทะเลทรายของตะวันออกกลาง มีต้นปาล์มขึ้นหลายแห่งกลางเมือง ชาวพื้นเมือง พ่อค้าแม่ขายก็แต่งตัวราวกับหลุดออกมาจากวรรณคดีภารตะ ยกเว้นนักท่องเที่ยวที่จะแต่งตัวแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ครั้งหนึ่งทวีปนี้ซึ่งถูกขนานนามว่าดินแดนแห่งเสรีเคยถูกเงาปีกมหึมาของมังกรปีศาจที่มีนามว่าเทียแมททำลายราบคาบ หลงเหลือไว้เพียงซากปรักของความโหดร้ายไว้เป็นอนุสรณ์ แต่ผู้คนที่เหลือรอดก็พากันรวมกลุ่มกันและสร้างแหล่งที่อยู่ขึ้นใหม่ จากชุมชนเล็กๆ รวมกับเหล่าผู้คนที่อพยพกันมาจากทวีปใหญ่อีกไม่น้อย จึงทำให้ดินแดนนี้กลับมีสีสันขึ้นอีกครั้ง

คณะเดินทางจากไนล์ซึ่งรวมถึงพวกคล็อดได้แวะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในเมือง กว่าจะเสร็จก็กินเวลาเกือบเที่ยงวัน จุดหมายต่อไปของคณะเดินทางที่ประกาศให้ทราบโดยมัคคุเทศก์นำทางก็คือ โบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ทิศใต้ของเมือง หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง - ฟอลล์รูน ซี่งเป็น 1 ใน 4 หอคอยที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในสงครามผลึกเมื่อประมาณ 100 กว่าปีก่อน

“จากในตัวเมืองอาชูร่าที่เราอยู่ในขณะนี้ เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะถึงที่หมายต่อไปครับ การเดินทางจะใช้รถม้าที่ทางเราได้เช่าไว้แล้ว” มัคคุเทศก์หนุ่มประจำคณะเดินทางชี้มือไปยังโรงจอดรถม้าสำหรับเช่าทางขวามือของถนนที่ปูด้วยอิฐสีทรายหม่น

ไม่นานนักขบวนรถม้าที่จะเดินทางไปยังโบราณสถานก็พร้อมจะเดินทาง ม้าแรกของนายมัคคุเทศก์ก็เริ่มควบเหยาะเบาๆ ออกเดินนำไปตามถนนสายเดียวที่เชื่อมไปยังโบราณสถาน

คล็อดและผู้ถูกจ้างวานคุ้มกันคนอื่นๆ ขึ้นบนหลังม้าแล้วชักบังเหียนม้าให้เดินขนาบกองคาราวานรถม้านำเที่ยว สายตาเขามองตรวจตราความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายที่ไม่ทราบว่าอาจโผล่มาโจมตีคณะเดินทางเมื่อไรก็ได้

ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ คณะเดินทางทั้งหมดมาถึงโบรานสถานสำคัญโดยสวัสดิภาพ คล็อดทอดสายตาไปยังมัคคุเทศก์นำทางที่กำลังแสดงเอกสารหลักฐานขอนำชมให้แก่กองรักษาการณ์ ถ้าเขาเดาไม่ผิดนี่เป็นหน่วยพิเศษที่คอยดูแลโบราณสถานทั่วไปของเทียร่า ธงสีฟ้ามีสัญลักษณ์รูปปราสาทพลิ้วไสวเพราะลมแรงที่คอยพัดแทบทุกนาที นั่นเป็นธงของกองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วโดยขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดของสหพันธรัฐแพนเกียแต่เพียงผู้เดียว

“เอาละครับ ทีนี้เราก็มาถึงฟอลล์รูนกันแล้วนะครับ หอคอยนี้เริ่มสร้างขึ้นในช่วงปลายของศักราชโซเฟียที่ 22 หลังจากสิ้นสุดสงครามผลึก.. จากบันทึกโบราณที่ค้นพบบอกว่า มีหอคอยทั้งหมด 4 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เหล่าทหารกล้าและผู้คนที่ได้เสียชีวิตไป โดยชื่อหอคอยทั้งหมดถูกขนานนามตามชื่อฤดูกาลทั้ง 4 ของเทียร่า..” มัคคุเทศก์นำทางเมื่อเสร็จจากการยื่นเอกสารให้กองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งแพนเกียได้หันมาอธิบายให้แก่คณะเดินทางที่ทยอยลงจากรถม้าเกือบหมดแล้ว

ดวงตาทุกคู่จับจ้องในความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้า มันเป็นหอคอยโบราณสูงประมาณ 6 ชั้น ด้านนอกทำจากหินอ่อนสีเทาหม่นที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่ทางภาคตะวันตกของสหพันธรัฐแพนเกีย ทุกคนรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของราชวงศ์โบราณ และความสงบสุขหลังสงคราม ทางเข้ามีเสาหินสลักรูปมังกรสองตัวนั่งสงบนิ่งแต่สง่า ดวงตาทั้งสองของรูปสลักเหมือนมีชีวิต กำแพงศิลาที่ล้อมรอบโบราณสถานอย่างแน่นหนาหลังจากที่ได้มีการค้นพบและได้จัดตั้งกองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกีย โดยส่วนหนึ่งได้จัดตั้งเป็นกองดูแลของเจ้าหน้าที่ ที่มองเห็นธงสีฟ้าที่มีสัญลักษณ์ปราสาทพลิ้วอยู่เป็นระรอกตามสายลมของทะเลทราย โดยกองดูแลนี้ตั้งห่างจากหอคอยประมาณ 100 เมตร

“จากข้อมูลที่เราได้จากเจ้าหน้าที่ หอคอยนี้มีทั้งหมด 6 ชั้นแต่จะสามารถขึ้นไปได้เพียงแค่ 2 ชั้นเพราะว่าจากการสำรวจไม่มีทางขึ้นมากกว่านั้นเลย นับเป็นความลึกลับอีกอย่างหนึ่งของหอคอยนี้นะครับ ในวันหน้าไม่แน่ว่าอาจมีใครซักคนค้นพบปริศนาที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดของหอคอยนี้ก็เป็นได้” มัคคุเทศก์หนุ่มทำลายความเงียบเนื่องจากอาการตะลึงปนทึ่งในภาพหอคอยสูงตระหง่านตรงหน้าด้วยคำอธิบายของตน เมื่อเห็นเหล่านักเดินทางทั้งหลายกลับมาให้ความสนใจที่ตัวเขาอีกครั้งชายหนุ่มจึงผายมือออกเป็นการเชื้อเชิญมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ที่กำลังยืนรออยู่ไม่ไกล

ชายผมแดงแต่งกายในชุดเครื่องแบบของอัศวินวิหารได้ก้าวเข้ามาตรงหน้า และเริ่มกล่าวคำทักทายกับคณะเดินทางทุกคน “สวัสดีทุกท่านครับ ผมเป็นหัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออก คี๊ธ แบนเน็ตต์ครับ ผมมาให้คำอธิบายเกี่ยวกับสถานที่นี้ ตามที่มัคคุเทศก์ของคุณได้ขอร้องและติดต่อไว้”

ชายหนุ่มผู้เป็นมัคคุเทศก์พยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มให้กับทุกคนในคณะเดินทาง “หัวหน้าคี๊ธ จะมาให้คำอธิบายแก่พวกคุณแทนผม ถ้าสงสัยก็ถามได้นะครับ”

คี๊ธก้าวเดินนำทางไปสู่ประตูทางเข้าของหอคอยด้านหน้าซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก เขาหันกลับมาพูดกับทุกคนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแต่น้ำเสียงยังคงแฝงความเฉียบขาดแบบทหารเอาไว้ “ครับ เราจะเข้าไปดูกันเลย เชิญตามผมมา”

คล็อดและคาเรนโหนตัวลงจากหลังม้าที่สะบัดหัวแล้วหายใจฟืดฟาด จากนั้นจึงเดินตามบุรุษผู้มีผมสีแดงไปห่างๆ สายตาของทั้งคู่ยังคงมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณ

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยเดินผ่านทางเข้าที่เปิดกว้างออก ย่ำเท้าไปตามทางเดินที่มืดสนิท แว่วยินเสียงฝีเท้าของคณะเดินทางทุกคนดังสะท้อนไปมา หัวใจของเขาบัดนี้เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังแสงสลัวๆ เบื้องหน้า

เมื่อนัยน์ตาเริ่มชินกับแสงสลัวๆ ภายใน ภาพของห้องโถงกว้างที่มีเสาหินอ่อนสีทรายรายรอบเป็นวงตามริมผนังก็ปรากฏขึ้น เสาแต่ละต้นมีโคมระย้าห้อยประดับประดาสว่างไสว แสงสีเหลืองจางๆ ส่องมาจากผลึกสีเหลืองอ่อนของหินมูนสโตนที่ติดอยู่บนโคมแขวน บนฝาผนังเต็มไปด้วยภาพแกะสลักนูนต่ำที่ผุกร่อนไปบ้างตามกาลเวลา เหล่าคณะเดินทางกำลังตะลึงตะลานอยู่กับสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า

บนพื้นห้องปูด้วยหินอ่อนสีทราย ใจกลางห้องมีภาพวงกลมขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำแสงสีทองอ่อนๆ ที่ส่องลอดลงมาจากเพดานชั้นบน รูปสลักหินอ่อนสีขาวนวลตั้งตระหง่านกลางลำแสง ดูเป็นสง่าน่าเกรงขามและงดงาม ตัวรูปสลักเป็นรูปสตรีงามแต่งกายด้วยอาภรณ์ของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าเป็นของประเทศใด ดวงหน้าของนางแต้มประดับด้วยรอยยิ้มบางแสนมีเสน่ห์ ดวงเนตรหลับพริ้มพราย ผิวขาวนวลเนียนไร้รอยหม่นจากกาลเวลาเพราะแสงอันอบอุ่นที่สาดกระทบอยู่ทุกทิวา มือทั้งสองข้างกางออกข้างกายประหนึ่งว่ากำลังรอใครสักคนเข้ามาโอบกอด เรือนผมยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง ดูไม่ผิดไปจากคนมีชีวิตจริงๆ

“นี่เป็นรูปสลักของราชินีออโรร่าแห่งราชอาณาจักรลูนาเทียครับ” คี๊ธกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน ยิ่งเมื่ออยู่ในห้องโถงกว้างนี้ยิ่งเหมือนมีลำโพงช่วยขยายเสียงให้ดังก้องสะท้อนขึ้นไปอีกขั้น ดวงตาสีดำสนิทที่ฉายแววเคร่งขึมอยู่เสมอจับจ้องไปที่รูปสลักที่ไร้ซึ่งตำหนิใดๆ หัวหน้าคี๊ธผายมือไปทางกลางห้องแสดงให้เห็นความสง่าและงดงามราวเทพธิดาของภาพแกะสลัก

รู้สึก.. คุ้นจัง..
คล็อดจ้องมองรูปสลักหินอ่อนงดงามนั้นอย่างไม่ละสายตา

“ราชินีออโรร่า?..”
น้ำเสียงแสดงความประหลาดใจของคล็อดดังขึ้นแว่วๆ หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออกได้ยินดังนั้นจึงละสายตาจากรูปสลักกลางห้องมาสบกับดวงตาสีไพลินของคล็อดแล้วพูดขึ้นว่า “ใช่ครับ ราชินีแห่งนครแสงจันทร์ในยุคนั้น จากคำวิเคราะห์ของนักโบราณคดีของเรา เนื่องจากปัจจุบันนี้ราชอาณาจักรแห่งแสงพระจันทร์ลูนาร์เทียได้หายสาบสูญไปจากแผนที่โลกเทียร่า จึงทำให้การรวบรวมข้อมูลของอาณาจักรนี้จึงทำได้ยากมาก”

[นั่นคล็อด... ใช่มั้ย?..]
เสียงของผู้หญิงแว่วดังขึ้นในหัวกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อย คล็อดเหลียวมองตามเสียงเรียกแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า

“ภาพสลักตามผนังนี่ ..” หัวหน้ากองรักษาโบราณสถานฝั่งตะวันออกผายมือไปทางภาพสลักนูนต่ำบนผนังแล้วหยุดพักหายใจ “เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนสร้างหอคอยแห่งนี้ และ ซึ่งบัดนี้มันได้ลบเลือนไปตามกาลเวลา.. ผมจะให้เวลาสักพักในการเดินชมชั้นนี้นะครับ.. ทุกอย่างยังคงเป็นของจริงและถูกบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์อย่างดี”

[เป็นเจ้าจริงๆ สินะ..]

คล็อดสาวเท้าช้าๆ ตรงเข้าไปยังรูปสลักราชินี ดวงเนตรสีไพลินสวยเริ่มมีแววเคร่ง ปากก็พึมพำออกมาเบาๆ เด็กหนุ่มส่ายหัวช้าๆ “ไม่ใช่..”

[คล็อด...]
เสียงเดิมยังคงเพรียกหา กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยก้าวเดินไปข้างหน้าเหมือนตกอยู่ในภวังค์สะกดจิต

คาเรนมองตามหลังของเพื่อนชายคนสนิท หญิงสาวเผ่าฮาล์ฟขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนเดินตามไปอย่างช้าๆ “คล็อด..” แต่ไร้ผล เขายังคงเดินดุ่มๆ เข้าหารูปสลักอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

[คล็อด..ได้โปรด.. ข้าอยากเจอเจ้า... มาสิ..]

“ทำไม? .. รู้สึกอบอุ่นจัง ..” คล็อดหรี่ตาลงปากก็ขยับขมุบขมิบ เท้าก็เดินเข้าไปใกล้รูปสลักเรื่อยๆ เรื่อยๆ ใกล้เข้าไปจนลมหายใจอุ่นๆ ของเขากระทบพิ้นผิวสีขาวบริสุทธิ์ของหินอ่อน ใกล้จนอยากโผเข้ากอดรูปนั้นไว้ในอ้อมแขนราวกับเป็นหญิงคนรัก

เมื่อเห็นว่าผิดสังเกตคาเรนจึงร้องตะโกนออกไป “คล็อด.. อย่าเข้าไปค่ะ.. คล็อดอย่านะคะ!” คาเรนเอื้อมมือหมายฉุดแขนเขาไว้

หมับ!! หล่อนคว้าแขนเขาได้

“คาเรน ทำไมเหรอครับ?” คล็อดหันมาทำหน้าฉงน เสียงประหลาดของสตรีเงียบหายไปจากโสตประสาท เขามองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาแสดงความงุนงง

เนตรอัญมณีสีน้ำเงินไพลินของเข้าจ้องลึกไปในดวงตาสีลาเวนเดอร์ที่ฉายแววประหม่าและสับสน ริมฝีปากบางเผยอออกเห็นฟันขาวสะอาดราวมุก “..เอ่อ.... เข้าไปใกล้เกินไปแล้วนะคะ ระวังด้วย”

เด็กหนุ่มทำคิ้วมุ่นพร้อมกับเกาหัวแกรกๆ “เหรอ.. ขอโทษทีครับ” แต่เมื่อคาเรนละสายตาจากเขา นักรบกลาดิเอเตอร์ก็หันกลับไปมองรูปสลักที่ตั้งอยู่กลางลำแสงสีทองสว่างอีกเหมือนถูกดึงดูดจากเวทมนตร์

สักพักมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ก็เริ่มโบกมือเรียกเหล่านักเดินทางที่ต่างคนต่างก็กำลังเดินชมภาพสลักนูนต่ำที่ฝาผนังด้วยความสนใจ “เอาละครับคราวนี้ไปดูชั้นสองต่อดีกว่า” ทุกคนจึงละสายตาจากสิ่งที่สนใจแล้วหันไปมองนักรบผมแดงที่กำลังโบกมือไหวๆ

ด้านในสุดของห้องกว้างชั้นล่างเป็นบันไดเวียนขึ้นชั้นสอง ตัวบันไดก็ทำด้วยหินอ่อนสีเดียวกับพื้นดูอลังการ ตามราวแขวนโคมผลึกหินพระจันทร์หรือมูนสโตนเป็นระยะๆ ผลึกเหล่านั้นกำลังส่องแสงสีนวลสว่างไสว

คล็อดส่ายหน้าเบาๆ ขับไล่ความฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ แล้วจึงสะกิดเรียกคาเรน “ขึ้นไปดูชั้นสองกันเถอะครับ..”

“ค่ะ..” หญิงสาวพยักหน้ารับ

เมื่อขึ้นบันไดเวียนมาถึงชั้นสองก็จะพบห้องคล้ายกับชั้นล่าง พื้นห้องยังคงปูด้วยหินอ่อนสีหม่น ลำแสงสีทองกลางห้องยังไม่ได้หายไปไหน มันส่องลงมาจากแนวกระจกทรงกลมตรงกลางเพดาน ส่องลอดพื้นที่ตรงกลางห้องที่เว้นไว้เป็นช่องรูปร่างกลมทอดลงสู่พื้นชั้นล่างที่มีรูปสลักหินอ่อนสวยงามนั้น เสาหินก็ยังคงงดงามและประดับกับโคมหินมูนสโตนที่ส่องแสงสีเหลืองพระจันทร์ แต่ที่แตกต่างจากชั้นล่างที่สุดก็คือรูปสลักนางฟ้าสี่องค์ทำจากหินทราย ในมือของนางฟ้าต่างก็ถือคันฉ่องทิพย์รูปกลมรี หันหน้าเข้าหาลำแสงกลางห้อง มองเห็นลำแสงสีเงินยวงส่องมาจากโคมมูนสโตนเหนือศีรษะของรูปสลักนางฟ้าทุกรูป เหมือนกันกับรูปสลักราชินี(ตามที่เจ้าหน้าที่ได้บอกไว้)

ภาพสลักนูนต่ำตามผนังรอบๆ ห้องของชั้นนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ผิดจากชั้นล่าง เป็นรูปเกี่ยวกับต้นไม้แห่งโลกหรือต้นมานา ซึ่งตามความเชื่อกล่าวว่าเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของพิภพหรือ มานา ภาพสลักนั้นแบ่งออกได้เป็นสี่ช่วง ช่วงแรกภาพถูกแต่งแต้มและเขียนด้วยสีเขียวสดใสดูแล้วชุ่มชื้น ถัดมาเป็นภาพที่มีฉากเป็นท้องฟ้าโปร่ง ช่วงที่สามโทนภาพเป็นสีน้ำตาลแดง ส่วนภาพสุดท้ายเป็นภาพที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลนทั้งภาพ

คาเรนมองสำรวจไปทั่วทั้งห้องแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีบันไดหรือสิ่งใดที่จะนำไปสู่ชั้นถัดไป เธอสำรวจจนหมดความอยากรู้แล้วจึงเบนความสนใจไปที่รูปสลักหินอ่อนทั้งสี่แทน

ไบรอันที่ยืนปิดปากหาวแต่แรกไม่ได้ให้ความสนใจในรูปสลักเท่าไร เขาก็เดินเตร่ไปดูทางโน้นทีทางนี้ทีเหมือนเด็กซนที่ไม่มีอะไรจะทำ

แครอลหลับตาลงแล้วสวดมนต์ จินตนาการมองเห็นหอนี้ในขณะที่กำลังสร้าง เธอมองหาวิธีที่คนงานและช่างได้แกะสลักหินหรือขนย้ายสิ่งของขึ้นลง แม้ว่าจะเป็นนักบวชแต่เธอก็สนใจในอารยธรรมโบราณและประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ

ส่วนคล็อด เด็กหนุ่มผมบลอนด์กำลังมุ่งความสนใจไปที่เหล่ารูปเทพธิดาทั้งสี่ และภาพแกะสลักที่ผนัง ในใจเขากำลังคิดในสิ่งที่ทุกคนที่มาถึงต้องคิดว่าต้องมีช่องทางลับสักแห่งที่นำทางไปห้องข้างบนได้แน่ๆ แต่จะหาเจอหรือไม่

แปะ แปะ แปะ

ทุกคนหันไปตามเสียงปรบมือเรียก คี๊ธ แบนเน็ตต์ หัวหน้าของกองกำกับดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียผู้เป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์นั่นเอง “ครับ ตรงนี้จะเป็นอักษรโบราณที่เรายังถอดความไม่ได้ ทางเราเชื่อว่านี่เป็นคำบอกใบ้วิธีการ ‘เปิดประตู’ ขึ้นชั้นถัดไปที่ยังคงหาวิธีไม่ได้ครับ ยังไงก็เชิญทุกท่านมาดูได้ครับ” คี๊ธกวักมือให้ผู้ที่สนใจไปดูแผ่นหินแกะสลักที่อยู่บนเสาต้นหนึ่ง แน่นอนว่าทุกคนต่างก็สนใจวิ่งกรูกันไปทันที

คล็อดที่มามุงดูกับเขาด้วย ค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสอักษรแกะสลักที่เสาต้นหนึ่ง แต่แล้วเขาก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจเหมือนมีใครบางคนกระซิบแผ่วที่ข้างหูของเขาถึงคำอ่านและความหมายของอักษรโบราณนั้น
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม


Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 81
อายุ: 24
สังกัด: Lunartia Royal Army
อาชีพ: White Paladin
ความสนใจ: มากมาย
Registration date: 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed Jun 06, 2007 9:12 am

“..REwoT SiHT BmiLC oT Yaw eHt kEeS ohW uOy..”

ทุกคนหันไปมองตามต้นเสียง หัวหน้าคี๊ธทำหน้าตาตื่น คาเรนและแครอลกระพริบตาถี่อย่างไม่เชื่อสายตา

“..eCi etIHw eHt tLeM TsuM uOy..”

ถ้อยคำของภาษาโบราณค่อยๆ พลั่งพรูออกมาจากปากของเขา มือซ้ายวาดไล่ไปตามอักขระที่ถูกอ่าน

“..tUOrPs GNIrpS eHt ReTaW..”

บรรทัดทุกบรรทัด อักษรทุกตัวถูกอ่านอย่างไม่ขาดตกบกพร่องด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจของเขา

“..ReWoLF ReMmUS eHt MooLb..”

บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ มีแต่เสียงของเด็กหนุ่มผู้กำลังอ่านภาษาโบราณเท่านั้น

“..seVaeL MNUtuA EgnArO eHt wOLB..”

เสียงที่ก้องกังวานไปทั่วห้องทำเอาคนฟังขนลุกเกรียว ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขา นักรบกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยผู้เป็นคนคุ้มกันคณะ

“..HtAp nEddiH eHt NepO LLahs SSEddoG eHt nEHt..”

เงียบ... ทุกอย่างเงียบเป็นดุษณีเมื่อริมฝีปากของคล็อดนิ่งสนิทอีกครั้ง!!

“มัน.. หมายความว่าอย่างไร” ประโยคหนึ่งหลุดออกมาจากปากของใครบางคนในห้องทุกสายตาจับจ้องมายังคล็อดอีกครั้งด้วยความรู้สึกกึ่งทึ่งกึ่งสนใจ

“เจ้าหนู..แปลมันได้ไหม?” หัวหน้าคี๊ธถามขึ้นอย่างรักษามาด แต่ก็เก็บความรู้สึกตื่นเต้นของตัวเองได้ไม่มิด เพราะข้อความอักษรโบราณที่ผู้เชี่ยวชาญยังแปลไม่ได้แต่คล็อดกลับอ่านออกเหมือนเป็นภาษาของตัวเอง

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยละสายตาจากอักษรสลักนั้นหันมามองคี๊ธด้วยใบหน้ายิ้มๆ ดวงตาสีไพลินของเขาฉายแววลึกล้ำเหมือนดั่งไร้ก้นบึ้งแห่งจิตใจ ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับขึ้นลงเปล่งเสียงออกมา
“You who seek the way to climb this tower (เจ้าผู้ค้นหาหนทางสู่ยอดหอคอยนี้)
you must melt the white ice (เจ้าจักต้องหลอมน้ำแข็งสีขาว)
water the spring sprout (รดน้ำให้แก่ต้นกล้าอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ)
bloom the summer flower (ทำให้ดอกไม้ฤดูร้อนผลิสะพรั่ง)
and blow the orange autumn leaves (ปลิดใบไม้สีส้มของฤดูใบไม้ร่วงให้ร่วงหล่น)
then the goddess shall open the hidden path.(แล้วเทพธิดาจักเปิดหนทางที่ปกปิดไว้ให้)”

“หมายความว่าอย่างไง?” คี๊ธหัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออกผู้มีผมเป็นสีแดงเพลิง ขมวดคิ้ว

คนอ่านส่ายหน้าเป็นนัยว่าไม่รู้ ได้แค่เพียงพูดเบาๆ ว่า “มันเป็นปริศนา.. เป็นเงื่อนไขของการขึ้นไปยังหอคอยชั้นบนครับ ผมก็ยังตีความมันไม่ออกจนกว่า..” สุดท้ายเขาก็ได้แต่ยิ้มๆ แล้วพูดว่า “ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพวกคุณแล้วล่ะที่จะตีความหมายมันให้ออก”

“เฮ้อ.......”
คี๊ธระบายลมหายใจยาว ก่อนที่อัศวินวิหารผมแดงก็บอกกล่าวกับคณะทัวร์ทุกคนว่า “เอ้า!! ทุกคนจะเดินดูอะไรอีกก็ได้นะครับเราให้เวลาอีกประมาณชั่วโมง ถ้าใครยังอยากดูอะไรอีก แต่ถ้าไม่สนแล้วก็เชิญด้านนอกที่กองรักษาการณ์นะครับ เชิญ...”

คณะทัวร์บางส่วนยังคงให้ความสนใจกับรูปสลักนางฟ้าและอักษรโบราณบนเสา แต่ส่วนใหญ่ก็ทยอยออกไปกันหมดแล้วพร้อมกับตัวมัคคุเทศก์ ลูกทัวร์หลายคนส่งเสียงซุบซิบถึงอักษรโบราณและปริศนาที่ดูแสนซับซ้อนของมัน หลายคนพยายามรวมหัวกันวิเคราะห์ปริศนาแต่ก็ยังคงไม่อาจสรุปได้

หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานเดินเข้ามาจับมือกับคล็อด พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้ “ขอบใจมากเลยนะ นี่เป็นความรู้ใหม่ของกองเราที่เพิ่งได้รู้ ว่าแต่นี่เจ้าหนูบอกได้ไหมว่าภาษาที่สลักไว้เนี่ยเป็นภาษาอะไร..”

คล็อดส่ายหน้าน้อยๆ เป็นการปฏิเสธ “ถ้าผมบอกหัวหน้าได้ผมก็บอกไปแล้วครับ มันคงเป็นภาษาอะไรซักอย่างที่ผมเคยรู้จักตอนก่อนจะความจำเสื่อม..”

“ความจำเสื่อม? อ้อ โทษที งั้นไม่เป็นไร แต่ว่าก็ขอบใจเธอมากอยู่ดี” คี๊ธหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้เด็กหนุ่ม “ว่าแต่สนใจจะลองตีความปริศนานั่นกันไหม? มีเวลาที่ให้พวกลูกทัวร์ไปรอตั้งชั่วโมง”

คล็อดพยักหน้ารับ “ครับ” ยิ่งทำให้คี๊ธหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม ใช้มือตบไหล่เขาเบาๆ “ฮ่า ฮ่า ชอบเป็นนักผจญภัยแก้เกมปริศนาเหมือนกันนะเรา ฉันถูกใจเธอจริงๆ”

“คล็อด” เสียงสามเสียงประสานกันมาจากทางด้านหลัง ทำให้เขาต้องหันกลับไปมอง

“พี่แครอล.. คาเรน.. ไบรอัน..” คนถูกเรียกพึมพำเบาๆ

“หัวหน้า..” ไบรอันตะโกนเรียกคี๊ธพลางยิ้มกว้าง

คี๊ธจ้องคนเรียกอย่างพิจารณาอยู่พักหนึ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ “เฮ้.. นั่นเจ้าหนุ่มไบรอันนี่..ไง! ไม่ได้เจอกันนาน มากับคณะด้วยเหรอ ”

ไบรอันยักคิ้วให้แล้วทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร “Yes,sir ครับผม”

“You who seek the way to climb this tower (เจ้าผู้ค้นหาหนทางสู่ยอดหอคอยนี้)
you must melt the white ice (เจ้าจักต้องหลอมน้ำแข็งสีขาว)
water the spring sprout (รดน้ำให้แก่ต้นกล้าอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ)
bloom the summer flower (ทำให้ดอกไม้ฤดูร้อนผลิสะพรั่ง)
and blow the orange autumn leaves (ปลิดใบไม้สีส้มของฤดูใบไม้ร่วงให้ร่วงหล่น)
then the goddess shall open the hidden path.(แล้วเทพธิดาจักเปิดหนทางที่ปกปิดไว้ให้)” แครอลท่องประโยคปริศนาที่ท่องจำไว้ด้วยเสียงแผ่วเบา

“คิดว่าพอเดาความหมายได้นะ..” คำพูดแผ่วเบาทำให้อีกสามคนที่ตั้งใจจะไขปริศนามองมาเป็นตาเดียว

“คุณ..เอ่อ..” ไม่ทันที่คี๊ธจะพูดจบนักบวชขาวก็แนะนำตัวเองทันที “แครอล มาแชล เอเวอรี่ นักบวชขาวแห่งฮาร์โมนีค่ะ” คี๊ธพยักหน้ารับ “เอ่อ.. ซิสเตอร์แครอลว่าพอทราบความหมายใช่ไหมครับ..”

นักบวชขาวก็ย่างเท้าตรงไปยังภาพแกะสลักที่ฝาผนัง พลางค่อยๆ เอื้อมมือเรียวสวยงดงามของเธอไปแตะอย่างถนอม “ภาพพวกนี้คือต้นไม้แห่งโลก มานา หรืออีกชื่อหนึ่งคือ มานาอิกดราซิล ที่ทราบได้เพราะสังเกตจากตรงกลางลำต้นจะโอบอุ้มผลึกคริสตัลทรงกลมเอาไว้..” หญิงสาวกรีดนิ้ววาดไปตรงกลางของต้นไม้ซึ่งดูเหมือนประดับคริสตัลสีเขียวเอาไว้

“ภาพพวกนี้แบ่งเป็นสี่ช่วง..” แครอลอธิบายต่อ ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงวาดนิ้วชี้กรีดไล่ไปรอบๆ ชี้ไปตามภาพสลักทั้งสี่ช่วง “..โดยภาพในแต่ละช่วงต้นไม้นี้จะถูกสลักด้วยรูปแบบต่างกัน และสีที่ลงก็ต่างกันนั่นน่าจะหมายถึง..”

“ฤดูกาลทั้งสี่!!!” คล็อดนึกขึ้นได้ทันที “ฤดูทั้งสี่ ต้องใช่แน่หอคอยนี้สร้างโดยใช้ความหมายของฤดูกาลครับ เพราะชื่อหอคอยนี้คือหอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วง!!”

ทุกคนก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมานิดๆเพราะข้อความในปริศนาพูดถึง น้ำแข็งขาว ต้นกล้าอ่อน ดอกไม้ และใบไม้สีส้ม ใครคนหนึ่งพึมพำออกมาว่า “น้ำแข็งขาว.. ต้นกล้าอ่อน.. ดอกไม้.. ใบไม้สีส้ม.. นี่มันสัญลักษณ์ของฤดูกาลทั้งสี่ไม่ใช่เรอะ ?”

แครอลพยักหน้าพร้อมยิ้มนิดๆ “คิดเหมือนกันสินะ.. น้ำแข็งขาว คือหิมะ แทนฤดูหนาว ต้นกล้า แทนฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ แทนฤดูร้อน และใบไม้สีส้ม แทนฤดูใบไม้ร่วง แสดงว่าปริศนาต้องเกี่ยวกับภาพสลักสี่ช่วงนี้แน่นอน”

คี๊ธใช้นิ้วลูบคางพยายามใช้ความคิด “อืม.. แล้วไอ้ที่ว่าให้น้ำต้นกล้าอ่อนเอย ทำให้ดอกไม้บานเอย นี่หมายความว่าไงกัน..”

“ละลายน้ำแข็งขาว...” นักบวชขาวในชุดสีบริสุทธิ์หลับตาลงใช้ความคิด “..ละลาย น้ำแข็ง... ไฟ..”

ไบรอันสะดุ้งสุดตัวร้องออกมาเมื่อได้ยินคำว่าไฟ “ไฟ!! ใช่แล้ว!! ไฟละลายน้ำแข็ง!! ดังนั้นไอ้ที่ว่ารดน้ำต้นกล้าก็คือน้ำ”

คล็อดถอนหายใจเบาๆ “ปลิดใบไม้สีส้มให้ร่วงหล่น ก็คือลมที่พัดให้ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้น ลม สินะครับ..”

คี๊ธได้ทีนึกออกบ้าง ชายหนุ่มผมแดงคลี่ยิ้มมุมปากแล้วทำท่าลูบคาง “ทำให้ดอกไม้บานในฤดูร้อน สารอาหารในดินที่ทำให้ต้นไม้โต เพราะฉะนั้นสิ่งสุดท้ายคือ ดิน”

ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาเหมือนนัดไว้ “เพราะว่าซิสเตอร์เป็นคนช่างสังเกต เราจึงใกล้ปริศนาเข้าไปทุกทีแล้ว เหลือเพียงแต่จะโยงสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไรเท่านั้น” คี๊ธว่าก่อนที่จะแสดงความชื่นชมด้วยการโค้งคำนับน้อยๆ

คล็อดที่กำลังยืนมองอยู่รับรู้ได้ว่ามีใครมาสะกิด เมื่อหันไปก็พบคาเรนที่พยายามกระซิบบอกอะไรบางอย่าง “คล็อด มาดูอะไรนี่สิ เร็วค่ะ”

เขาเดินตามคาเรนไปยังรูปสลักเทพธิดาทั้งสี่รูป เขาพินิจที่ลำแสงที่กระทบรูปสลักอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่พบอะไร คาเรนจึงสะกิดให้ดูที่กระจกของรูปสลัก “ของที่จะให้ดูคือนี่ค่ะ..”

“นี่มัน?!” คล็อดกระพริบตาถี่ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

สิ่งที่กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยเห็นก็คือบานกระจกนั้นสามารถขยับพลิกไปมาได้อย่างอิสระ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือกระจกเงาแต่ละบานมีสีไม่เหมือนกัน องค์แรกถือกระจกสีเขียว องค์ถัดมาถือกระจกสีฟ้า สีเหลือง และสีแดงตามลำดับ โดยสีทั้ง 4 สีนี้ชาวเทียร่าจะยึดถือเอาว่าเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุใหญ่ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เทพธิดาสี่องค์ถือกระจกของธาตุทั้งสี่ไว้ในมือ!!

“พี่แครอลครับ..” คล็อดเอ่ยปากเรียกแครอลซึ่งก็เท่ากับเป็นการเรียกอีกสองคนที่เหลือด้วย คี๊ธและไบรอันมองหน้ากัน แต่แครอลรู้ตัวแล้วว่าคล็อดต้องเจออะไรบางอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นสิ่งที่คล็อดชี้ให้ดู คี๊ธจึงขมวดคิ้วและค่อยๆ คิดตาม “กระจกสี่สี?.. นี่มันกระจกของธาตุทั้งสี่”

“งั้นเราก็ได้คำตอบแล้วล่ะ ใช้กระจกแต่ละบานส่องไปยังภาพสลักให้ตรงกับคำใบ้ปริศนาแล้วเราก็จะรู้เอง” แครอลพูดพร้อมกับขยับกระจกที่เป็นสัญลักษณ์ ไฟ ให้ส่องไปยังภาพสลักต้นมานาที่มีพื้นหลังเป็นสีขาว ..หลอมน้ำแข็งสีขาว..

วิ้ง

ลำแสงจากบนศีรษะเทพธิดาส่องกระทบกระจกแล้วสะท้อนไปยัง ผลึกทรงกลมกลางภาพของต้นมานาที่อยู่บนภาพสลักสีขาว

วิ้ง!!

ผลึกมานาส่องแสงมัวๆ ออกมาจนมองเห็นภาพเดิมค่อยๆ สั่นไหวและเปล่งแสงวูบวาบก่อนที่เปลี่ยนไปทีละนิดๆ จากพื้นที่เคยถูกปกคลุมด้วยหิมะ แล้วต้นมานาก็ค่อยๆ ผลิใบสีเขียวสดเต็มกิ่งก้านที่แผ่กว้าง น้ำแข็งละลายเกิดเป็นลำธารไหลเอื่อยผ่านต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้น โสตประสาทของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นเหมือนจะแว่วยินเสียงนกร้องมาแต่ไกล!!

คนทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็จับจ้องรูปภาพที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วยอาการตกตะลึงราวกับต้องมนต์ หัวหน้าคี๊ธอุทานออกมาเบาๆ ว่า “มหัศจรรย์เหลือเกิน.. นี่ถ้าไม่เห็นกับตาไม่เชื่อนะเนี่ย”

“เทพธิดาจะเปิดทาง.. เร็ว!! กระจกอีกสามบาน!!” แครอลสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทำเอาคี๊ธซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

คล็อดขยับกระจกสัญลักษณ์ลมให้แสงสีเงินยวงส่องไปกระทบภาพสลักต้นมานาที่มีใบไม้สีแดง

ไบรอันขยับคันฉ่องเทพสัญลักษณ์ดินให้สาดแสงไปกระทบภาพต้นมานาของฤดูร้อน

คาเรนขยับกระจกบานสุดท้ายที่มีสัญลักษณ์น้ำให้ลำแสงสะท้อนไปกระทบกับผลึกของคริสตัลบนต้นมานาแห่งฤดูใบไม้ผลิ

วาบ!!!!

ภาพแต่ละภาพเริ่มพร่ามัว ก่อนที่จะสั่นไหวแล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ รูปที่มีท้องฟ้าครามสดใสต้นมานากลางภาพเริ่มผลิดอก แล้วไม่นานดอกไม้สีชมพูก็บานสะพรั่งไปทั่วทั้งภาพ ภาพต้นมานาที่ใบเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงก็ค่อยๆ ปลิวหล่นจากต้นจนร่างลงไปกองสุมระเกะระกะบนพื้น ภาพต้นมานาที่เริ่มผลิใบสีเขียว รอบๆ ลำต้นมีต้นกล้าขนาดเล็กขึ้น เริ่มมีหยาดน้ำฟ้าหยดลงมากระทบแล้วต้นกล้าเล็กๆก็ค่อยๆเติบโตแตกยอดอ่อนทำปกคลุมพื้นให้เป็นสีเขียวขจี..

วิ้งงงงง!!

ผลึกของต้นมานาทั้งสี่ส่องประกายเป็นสีเขียว เหลือง ฟ้า แดง

วาบบบ!!!

ลำแสงพุ่งขึ้นจากผลึกพุ่งตรงไปยังลำแสงสีทองกลางห้องแล้วรวมกันเป็นแสงสีเงินพุ่งลงไปตามลำแสงลงสู่พื้นห้องล่าง บัดนี้สายตาทั้ง 5 คู่ต่างจ้องดูภาพมหัศจรรย์นั้นแบบไม่กระพริบ ทุกคนเหมือนลืมหายใจไปชั่วขณะ

“แสงพุ่งลงไปห้องข้างล่างนี่ ตรงนั้นมัน..” คล็อดที่ดูเหมือนรู้สึกตัวได้ก่อนพูดออกมาอย่างยากลำบาก

“รูปสลัก!!!” ทุกคนประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกัน

คราวนี้หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานเร็วกว่าเขาวิ่งพรวดพราดไปยังบันไดทางลงชั้นล่างทันทีโดยมีผู้ช่วยไขปริศนาทั้งหลายวิ่งตามมาแบบแทบหายใจรดต้นคอ

คี๊ธชะงักกึกเมื่อลงมาถึงชั้นล่าง เขายืนตัวแข็งเพราะสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาในขณะนี้มันไม่ใช่ห้องเดิมอีกแล้ว

ห้องทั้งห้องส่องแสงสีเงินยวงเพราะลำแสงที่เปลี่ยนสี รูปสลักรูปหญิงสาวที่แต่เดิมยืนผายมือหลับตานิ่งสนิท บัดนี้เธอดูเหมือนมีชีวิต ดวงตาที่เคยปิดสนิทเปิดแม้บัดนี้จะยังหลับพริ้ม แต่มือทั้งสองข้างกลับกุมประสานเหมือนกำลังอธิษฐาน ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ร่างกายส่วนล่างย่อลงเหมือนนั่งคุกเข่า

เบื้องหน้ารูปสลักบัดนี้ปรากฏวงเวทสีน้ำเงินเรืองแสงจางๆ ภายในวงกลมเวทเป็นรูปดาวหกแฉกและดวงจันทร์เสี้ยว

คล็อดได้ยินเสียงผู้หญิงคนเดิมแว่วดังขึ้นมาอีกครั้ง มันก้องกังวานอยู่ในหัวใจของเด็กหนุ่ม

[คล็อด... แม้ว่าเวลาจะไม่นานแสนนานเป็นร้อยๆ ปี... แต่ข้าก็รอวันที่จะได้พบอีกครั้ง.. มาเถอะ ขึ้นมายังชั้นบนสุดของหอคอยนี้... ข้ารอเจ้าอยู่... ข้ารอเจ้าอยู่... รอเจ้าอยู่...]
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
ReshaValentine
นักเรียนมัธยม
นักเรียนมัธยม


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 145
อายุ: 17
สังกัด: โทโฮคลับ
Registration date: 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Wed Jun 27, 2007 8:32 am

มาอ่านแล้วนะคะ หนุกดีเหมือนเดิม ลงต่อเลยนะค้า~~

_________________
~Let Me Be With You~
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://members.thai.net/animeost/index.html
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม


Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 81
อายุ: 24
สังกัด: Lunartia Royal Army
อาชีพ: White Paladin
ความสนใจ: มากมาย
Registration date: 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Jun 30, 2007 11:35 pm

บทที่ 20
ศึกตัวต่อตัวของนักรบและนักดาบ

ฉากของห้องเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อแสงสีเงินที่สาดส่องขึ้นมากลางวงเวททอประกายเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นสีของใบไม้ร่วง ละอองของบางอย่างทอระยับเป็นประกายในอากาศ ประกายเหล่านั้นกำลังก่อตัวเป็นรูปร่างของใบไม้สีน้ำตาลอ่อนค่อยๆ พลิ้วร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง เมื่อใบไม้มายาสัมผัสถูกพื้นมันก็สลายกลายเป็นแสงประกายระยับเหมือนเดิมแล้วลอยขึ้นสู่ด้านบน

พื้นห้องที่ปูด้วยหินอ่อนบัดนี้กระพริบพราวราวทางช้างเผือกสีแดงส้มที่ทอดยาวในจักรวาล คล็อดกระพริบตาถี่ด้วยความทึ่งในภาพราวกับสร้างสรรค์ของเทพเจ้าที่อยู่เบื้องหน้า

ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทำได้เพียงแค่ยืนอ้าปากค้างในความงดงามของภาพเบื้องหน้า ในขณะที่หลายๆ คนตกอยู่ในมายาแห่งดวงดาวสีส้มก็มีเสียงอุทานของสองสามคนดังขึ้นในความเงียบสนิท “..รูปสลักมัน..”

“...” คล็อดเดินเข้าใกล้รูปสลักก่อน ดวงตาสีไพลินจ้องมองรูปสลักงดงามตรงหน้าอย่างไม่วางตา “ท่าน..”

“คล็อด!” คาเรนสะกิดที่แขนของเพื่อนชายแรงๆ จนกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยต้องสะบัดหัวก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเป็นการห้าม “อืม.. ไม่เป็นไรครับ”

“วงเวทนี้น่าจะเป็นประตูเชื่อมไปยังชั้นบนสินะครับ” กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยว่าพลางสาวเท้าเข้าไปยืนกลางวงแหวนเวทมนตร์ที่ส่องแสงเรืองๆ

เมื่อเท้าทั้งสองข้างของเขาเหยียบลงในใจกลางวงแล้ว แสงสว่างสีทองก็สาดทอรอบวงอีกครั้งมันสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนหยุดนิ่ง แล้วใบไม้สีแดงที่ทอประกายระยับที่พลิ้วไปมาในอากาศก็ลอยมาล้อมรอบตัวของคล็อด มันหมุนวนพักหนึ่งแล้วจึงลอยสวนแรงโน้มถ่วงขี้นไปด้านบน

พรึบ

ภาพของเด็กหนุ่มเลือนหายไปพร้อมกับใบไม้สีแดงที่กลับกลายเป็นประกายระยิบระยับอีกครั้งหนึ่ง

คี๊ธจ้องภาพเด็กหนุ่มที่หายไปตรงหน้าตาไม่กระพริบ ก่อนจะรวมสติแล้วอ้าปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงซ่อนความตื่นเต้นว่า “ไบรอัน นายไปตามลูกน้องฉันมาทีสิ บอกกับพวกนั้นรู้สึกว่าเราจะเจอทางขึ้นชั้นต่อไปแล้ว ส่วนฉันจะตามเจ้าหนูขึ้นไปสำรวจเอง”

“ได้ครับ หัวหน้าคี๊ธ แต่คนพวกนี้ล่ะครับ”

คี๊ธหันไปมองนักท่องเที่ยวจากคณะเดินทางอีก 5 – 6 คนที่ยังยืนตะลึงกับภาพมหัศจรรย์ที่เห็นกับตา ก่อนจะส่ายหน้านิดๆ “ไม่เป็นไร นายพาคุณหนูคนนี้ไปด้วยแล้วให้พวกเขารอจนกว่าทหารจะมา เข้าใจไหม”

ไบรอันพยักหน้าหงึกแล้วลากตัวคาเรนวิ่งปร๋อตรงไปยังกองดูแลที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร

“พวกเราไม่เป็นไรหรอกครับ หัวหน้ารีบขึ้นไปสำรวจตามสบาย แต่ว่า..” พ่อค้าคนหนึ่งเป็นตัวแทนบอกให้สองคนที่เหลือรีบตามขึ้นไปชั้นบน “ถ้าเจออะไรดีๆ ก็เอามาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ..” ชายคนนั้นหลิ่วตาให้อย่างเป็นกันเองกับหัวหน้าผู้ดูแลโบราณสถาน

คี๊ธพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปกลางประตูมนต์ที่ยังส่องแสงเรืองๆ เขาเรียกนักบวชหญิงให้เข้ามายืนในวงเวทเดียวกัน เมื่อเท้าทั้งสองคู่อยู่กลางวงมนตรา แสงสีทองก็เริ่มส่องสว่างแบบเดียวกับครั้งของคล็อด และแล้วเมื่อเหล่าใบไม้สีทองปลิวว่อนคนสองคนก็หายวับไปกับตา

...

ที่ทำการกองกำกับและดูแลโบราณสถานแห่งสหพันธรัฐแพนเกียฝั่งตะวันออก

แคทเธอรีนกับเอลีนอร์และเหล่าเด็กๆ ที่มาด้วยกันกับคณะเดินทางกำลังนั่งหาวหวอดๆ เพราะไม่เข้าใจและรู้สึกเบื่อในเรื่องราวของมัคคุเทศก์ที่กำลังสาธยายประวัติศาสตร์แพนเกียอยู่ฉอดๆ

เขายังเล่าถึงเรื่องสถานที่ที่จะได้เดินทางไปต่อว่าเป็นซากของเมืองหลวงของแพนเกียในสมัยโบราณที่ถูกทำลายลงในสมัยสงครามผลึก และสุสานของกษัตริย์และราชวงศ์ทำเป็นพีระมิดแห่งแสงซึ่งตั้งอยู่แถบตะวันออกของเมืองอาชูร่า

เอลีนอร์หลับตาหาวอีกครั้ง เธอรู้สึกเบื่ออีตามัคคุเทศก์ช่างพูดคนนี้เหลือเกินแล้ว หนังตาของเด็กสาวมันค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ..

“อ้ากกกกกกกกกก!!!!!”

เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังแว่วมาปลุกคนที่กำลังเคลิ้มให้สะดุ้ง ทหารและนักท่องเที่ยวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“อ้ากกกกก!!!!!”

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!”

“ท่าจะไม่ดีแล้วแฮะ” เจ้าตัวแสบของกลุ่มเด็กยิ้มแห้งๆ

“รีบไปดูเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น” นายทหารระดับสูงที่แต่งกายคล้ายกับคี๊ธตะโกนสั่งการลูกน้องทันที ดูเหมือนเขาจะมีประสบการณ์กับเรื่องไม่ปกติพอสมควรเพราะท่าทีของเขาไม่ได้ตกใจและวิตกอะไรมากมาย

รองหัวหน้าพร้อมกับเหล่าทหารรักษาการณ์รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุโดยมีกลุ่มไทยมุงวิ่งตามเป็นพรวน

เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก็พบคณะเดินทางและคนคุ้มกันนอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะ บางคนก็บาดเจ็บสาหัสเลือดออกท่วมตัว บางคนก็หมดโอกาสที่จะร้องสักแอะเพราะตายในการโจมตีภายในครั้งเดียว บางคนก็ไม่เหลือแม้แต่คอ..

“ว้าย!” เหล่าผู้หญิงกรีดร้องออกมาอย่างตกใจ หน้าของพวกเธอเริ่มซีดเผือด

ไบรอันพยายามช่วยคนเจ็บโดยเอาขวดยาน้ำโพชั่นสีเขียวเรืองแสงกรอกเข้าปากคนที่ท่าทางจะรอด ส่วนคาเรนก็พยายามใช้เวทของตัวเองดึงเอาวิญญาณคนใกล้ตายไว้ยังไม่ให้ออกจากร่าง เพราะถ้าวิญญาณออกจากร่างเมื่อไหร่นั่นก็หมายถึงความตาย แม้จะตามตัวมหาสังฆราชขาวหรือเทพมารักษาก็ไม่อาจช่วยได้

“ใครเป็นหมอช่วยหน่อยครับ เร็ว!!!” คนตะโกนยังคงง่วนอยู่กับการป้อนยารักษาให้กับคนเจ็บ

แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็วิ่งออกมาพร้อมกับขวดยาโพชั่นหลากหลายสีสันหลายขนาดที่ควักออกมาจากกระเป๋าสะพาย “ฉันมียาค่ะ”

“พวกแกมัวทำอะไรอยู่ทำไมไม่ตามหมอประจำหน่วยมาเร็วสิ!!!” รองหัวหน้าหน่วยตะโกนสั่งทหารคนหนึ่งให้วิ่งไปตามหมอซึ่งเมื่อได้ยินทหารนายนั้นก็รีบวิ่งปราดตรงไปยังที่ทำการโดยเร็ว

“ใครมียาก็มาช่วยกันหน่อยสิคะ อย่ามัวยืนนิ่งเป็นหุ่น คนนี้ท่าทางจะไม่รอดแล้ว เราต้องให้เขารอดก่อนจะถึงมือหมอนะ!!” คนเงียบที่สุดทนไม่ได้บ่นออกมาดังๆ

“เร็ว! ช่วยคนเจ็บก่อน!!”

เหตุการณ์ที่ลานชั้นล่างของฟอลล์รูนวุ่นวายสับสนไปหมด ภาพโลหิตสีแดงเปรอะเปื้อนกำแพงผนัง บางส่วนไหลเจิ่งนองย้อมพื้นหินอ่อนจนแทบเป็นทะเลเลือด ภาพผู้คนกำลังช่วยป้อนยาคนเจ็บ หมอและนักบวชกำลังใช้มนต์แสงสว่างรักษาอาการบาดเจ็บ ผู้คนที่ยืนเอาใจช่วยอยู่รอบๆ ข้างด้วยความลุ้นระทึก!!
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
NaNaChan
นักเรยนประถม
นักเรยนประถม


Male
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 81
อายุ: 24
สังกัด: Lunartia Royal Army
อาชีพ: White Paladin
ความสนใจ: มากมาย
Registration date: 28/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Jun 30, 2007 11:35 pm



ฟอลล์รูน หอคอยแห่งฤดูใบไม้ร่วงชั้น 3

เมื่อเด็กหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือลำแสงที่ส่องมาจากตรงกลางเพดานรูปกลมที่ตรงกลางเป็นกระจกให้แสงลอดผ่านเหมือนกับชั้นล่างสุดและชั้น 2 หากแต่ชั้นนี้กลับเป็นแค่ระเบียงไม่กว้างมากยื่นล้ำออกมาจากผนังที่ยังมีภาพสลักปรากฏให้เห็นได้เป็นช่วงๆ ฝั่งตรงข้ามเป็นบันไดที่ตรงขึ้นไปสู่ชั้นเหนือกว่า

ระหว่างที่เผลอมองไปรอบๆ ตัวเขาก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงเดิมดังก้องขึ้นมาอีก

[คล็อด... รีบมาสิ.. รีบมา.. ข้ารออยู่.. รอที่จะได้พบอีกครั้ง..]

เขาหลับตาแล้วสั่นหัวจนจับสัมผัสแผ่วเบาของน้ำหนักมือที่ถูกวางไว้บนไหล่ซ้าย

“คล็อด.. เราขึ้นไปสำรวจกันเถอะ” แครอลที่ตามขึ้นมาพร้อมกับคี๊ธนั่นเอง

คี๊ธยิ้มบางๆ ก่อนจะขยิบตาให้ แล้วเริ่มย่างเท้าออกเดินไปตามระเบียงวนของหอคอยชั้นสามที่รายล้อมลำแสงสีน้ำตาลแดงกลางห้อง

ชั้นถัดมาเป็นห้องกว้างแทบไม่ต่างกับชั้นล่างสุด ยังคงมีบันไดเวียนที่จะนำขึ้นไปสู่ชั้นต่อไป แต่สิ่งที่น่าสะดุดตาคือภาพสลักนูนต่ำสีสันสวยงามที่สลักอยู่รอบๆ ผนัง ฐานล่างของต้นเสาหินอ่อนถูกสลักไว้เป็นรูปนักรบถือป้ายขนาดใหญ่จารึกด้วยตัวอักษรของภาษาภาษาหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นภาษาสากลของเทียร่า

“ภาษาสากล?” ทั้งสามคนเข้าไปมุงดูอยู่ที่จารึกของเสาต้นที่อยู่ใกล้ทางขึ้นมากที่สุด

“ดูเหมือนจะเป็นเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งของสงครามผลึกนะ เหมือนกับรูปสลักนูนต่ำที่ข้างฝา” แครอลพูดพลางใช้นิ้วมือลูบๆ ไปตามร่องหินที่เกิดจากการใช้ลิ่มสลักเข้าไปในเนื้อหินอ่อนสีขาวสะอาดทีละนิดจนได้ภาพสลักที่สวยงามและพิถีพิถัน

“เอ.. ทำไมเขาต้องปกปิดทางขึ้นนี่ด้วยล่ะ ถ้ามันมีแต่บันทึกประวัติศาสตร์กับรูปสลักพวกนี้ อาจมีอะไรที่สำคัญมากเก็บอยู่ข้างบนสุดนั่นก็ได้นะ” หัวหน้ากองกำกับและดูแลโบราณสถานเริ่มเอะใจ
“มันคืออะไรกันนะ…”

ดวงตาสีฟ้าของแครอลหรี่ลง “หรือว่า.. มันจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสงครามศักดิ์สิทธิ์”

ทุกอย่างเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ชายผมแดงตาเบิกโพลงแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก “หรือว่าจะเป็นผลึกมานา”

[..คล็อด.. มาสิ.. มารับมันไป.. สิ่งที่เจ้าสมควรได้.. ของๆ เจ้า.. มารับมันสิ..]

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยสะบัดผมสีทองบลอนด์แล้วหยีตาลงหวังไล่เสียงประหลาดให้หายไปจากหัวให้ได้ หากแต่ไร้ผลเสียงยังคงดังต่อไป

[นี่.. คล็อด.. เจ้าคิดถึงข้าไหม?..]

คราวนี้เขาใช้มือปิดหูทั้งสองข้างไว้แน่นสนิท แต่ก็ยังคงไร้ผล เสียงหวานนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวให้ได้ยิน

[ข้าคิดถึงเจ้านะ.. คิดถึงมาก.. คิดถึงมากจริงๆ เจ้ารู้หรือเปล่า..]

“คล็อด/เจ้าหนู” สองคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดเวียนหันมาเรียกคล็อดพร้อมกัน ดวงตาสีไพลินของเด็กหนุ่มมองกลับมาแล้วยิ้มบางให้ก่อนที่จะเดินตามสองคนขึ้นไปยังชั้นถัดไป

“ท่านเป็นใครกันแน่?” เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากปากของเด็กหนุ่มเจ้าของผมสีบลอนด์

ชั้น 5 ของหอคอยดูแตกต่างจากชั้นอื่นๆ มากนักเพราะส่วนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นทางขึ้นสู่ชั้นถัดไปถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงหินอ่อน และประตูบานมหึมาที่ยังปิดสนิท หน้าประตูมีรูปสลัก ของคนสองคน คนทางซ้ายเป็นสตรีในชุดของนักรบวาลคีรีย์ <Valkyrie> ทางขวาเป็นบุรุษในชุดของอัศวินชั้นสูง <Lord> หากแต่ลำแสงสีน้ำตาลแดงกลางห้องที่เป็นเอกลักษณ์ของหอคอยนี้ก็ยังคงมีให้เห็น

“ราเวน เฟนเรียส.. ซีรีน เฟนเรียส.. ใครกัน?” เสียงแสดงความสงสัยของคี๊ธดังขึ้นหลังจากที่เขาชะโงกหน้าไปอ่านจารึกที่ใต้ฐานของรูปสลักทั้งสอง

“ราเวน.. ซีรีน..?” คล็อดพึมพำขึ้นกับตัวเองแผ่วเบา เขารู้สึกคุ้นกับชื่อทั้งสองนี้มาก โดยเฉพาะชื่อซีรีนที่หมายถึงความสงบ ชื่อนี้ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและอบอุ่น อยู่ๆ เขาก็นึกถึงเสียงหวานของผู้หญิงลึกลับที่ดังขึ้นให้ได้ยินแทบตลอดเวลาตั้งแต่ก้าวเท้าเหยียบเข้ามาทีนี่

แครอลใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก “ไม่เคยได้ยินชื่อของสองคนนี้เลยนะ..”

“..สองคนนี้เป็นบุคคลที่ถูกลืมเลือนไปจากประวัติศาสตร์..” คี๊ธเปล่งเสียงอ่านตามรอยจารึกอักษรแกะสลักที่ฐานของรูปสลักรูปหนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าพินิจมองรูปปั้นแกะสลักทั้งสองอย่างถี่ถ้วนแล้วพูดขึ้นลอยๆ “..จะว่าไป.. รูปสลักนี้ก็มีส่วนคล้ายเจ้าหนูเหมือนกันนะ..”

นักบวชขาวหันมามองหน้าคล็อดแล้วทำหน้าครุ่นคิด “อืม.. ก็คล้ายนะ”

[คล็อด.. เจ้าจำข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ.. ทั้งๆ ที่ข้าคิดถึงเจ้ามากขนาดนี้..]

แล้วเด็กหนุ่มก็พึมพำออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่?..”

“อ้ากกกกกกกกกก!!!!!”

“อ้ากกกกก!!!!!”

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!” เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนดังมาจากด้านล่างของหอคอย ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันแล้วเตรียมรับสถานการณ์ผิดปกติ

“ท่าทางไม่ค่อยดีแฮะ..” ชายหนุ่มผมแดงเริ่มทำหน้าไม่ไว้วางใจ

ก่อก ก่อก ก่อก..

พลันโสตก็จับเสียงฝีเท้าแว่วมาจากด้านทางลงบันได เสียงนั้นก้องกังวานเป็นระยะๆ หันไปมองอีกสองคน ก็ดูเหมือนว่าคงได้ยินเหมือนกัน บัดนี้คี๊ธชักดาบคู่มือออกมาจากฝักเตรียมถือไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว แครอลก็กุมคทาในมือเตรียมร่ายมนต์ ส่วนเขาก็เรียกหอกอัสนีน้ำเงินมากระชับไว้ในอุ้งมือ

[คล็อด.. ระวัง..]
เสียงเตือนของหญิงสาวออกจะหวั่นไหว คล็อดสัมผัสสายลมแผ่วเบาและอ่อนโยนที่ล้อมรอบตัวได้ เขายิ้มรับแล้วพยักหน้า “...”

ก่อก ก่อก..

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เท่าที่คล็อดฟังดูมันมีอยู่เพียงคู่เดียว และนั่นไม่น่าจะเป็นพวกคณะเดินทางคนใดคนหนึ่งตามขึ้นมาแน่ เนื่องจากกลิ่นคาวเลือดจางๆ มันโชยมาจากทางต้นเสียงด้านล่าง

สายตาทั้งสามจับจ้องอยู่กับประตูทางขึ้นนิ่ง ไม่นานเจ้าของฝีเท้าก็ปรากฏกายขึ้น!!

บุรุษผู้นั้นมีผมสีแดงเพลิงไม่ต่างจากคี๊ธ ดวงตาข้างหนึ่งถูกผมปรกบังไว้แต่ดวงตาสีแดงโลหิตอีกข้างกลับทำให้ทั้งสามคนขนลุก เขาทั้งสองข้างสีดำสนิทเป็นมันเหมือนเขาของสัตว์ยักษ์เบเฮมอทชี้ไปข้างหลัง ใบหูมังกรสีม่วงโผล่แพลมออกมาเห็นได้ชัด ที่หน้าผากคาดด้วยผ้าผูกผมสีแดงสด

“มังกรอสูร..” คี๊ธพึมพำออกมาเบาๆ แต่ในความเงียบอึดอัดเช่นนี้มันกลับกังวานได้ยินทั้งห้อง

เขาแต่งกายด้วยชุดผ้าบางเบาคล้ายจอมยุทธ์ ชุดเสื้อสีน้ำเงินเล่นสีตัดกับสีแดงของกระเป๋าเสื้อและของตกแต่ง แขนเสื้อด้านขวาสั้นกุด แต่ด้านซ้ายกลับปล่อยยาวเหมือนชุดจีน มือขวาที่ใส่ถุงมือหนังสีน้ำเงินกุมดาบเล่มสีแดง มือซ้ายถือดาบเล่มสีน้ำเงิน เท้าที่สวมรองเท้าบู๊ตที่ประหลาดเพราะสองข้างไม่เหมือนกันค่อยๆ ก้าวเข้ามาช้าๆ ใบหน้าของนักดาบคู่<sword master> คนนี้ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

“หลีก..” นักดาบชาวมังกรอสูรพึมพำเบาๆ

“...” เขาก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว พลางตวัดดาบคู่แดงฟ้าทั้งสองเล่มฟันเปะปะ

พริบตาเดียวเขาก็ไปอยู่ข้างหลังของทุกคนพร้อมกับ เก็บดาบทั้งสองเล่มเข้าฝักที่ไขว้เป็นกากบาทกลางหลัง

กริ๊ก..

สิ้นเสียงดาบถูกล็อคเข้ากับฝักดาบ ทั้งสามคนก็ทรุดตัวลงนั่งหมอบกับพื้นพร้อมกับรอยบาดแผลเล็กน้อยคนละหลายแห่ง คี๊ธและแครอลครางโอยออกมาเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาจ้องไปยังนักดาบลึกลับ

“ข้าเตือนแล้วให้หลีก.. ทีน่าจัดการต่อให้ข้าทีสิ ขี้เกียจฆ่าพวกไม่ได้เรื่อง เมื่อกี้จัดการไปเยอะแล้ว ไม่สนุกเลย” นักดาบหนุ่มพูดขณะที่ยังหันหลังให้ศัตรู

“งั้นทำให้พวกมันเคลื่อนไหวไม่ได้ก็คงพอนะ ข้าก็เบื่อเหมือนกันรวินน์” เสียงผู้หญิงดังมาขึ้นจากพื้นห้อง แล้วเงาของรวินน์ก็ยืดยาวออก หญิงสาวเผ่าปีศาจก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากเงาของนักดาบคู่

ทีน่านั่งคุกเข่าข้างหนึ่งก่อนที่เธอจะหายตัวไปโผล่ที่ด้านหลังของคล็อด เธอใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางจิ้มลงบนพื้นทันที “ชาโดว์ เบรก(Shadow Break) ”

คล็อดรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มไปทั่วตัว แขนขาก็ไม่สามารถขยับได้ดังที่สมองสั่งการเหมือนกับถูกมัดไว้ด้วยด้ายที่มองไม่เห็น เขาใช้นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองหญิงสาวนิ่ง

เธอไว้ผมแสกกลางยาวถึงกลางหลัง เรือนผมทั้งหมดเป็นสีบลอนด์ดูพลิ้ว ดวงตาสีแดงสดฉายแววรั้น มีใบหูที่มีลักษณะเหมือนปีกของค้างคาว ผิวขาวเหมือนกับหิมะ ชุดสีม่วงอ่อนดูคล้ายชุดนินจาชั้นสูงที่เป็นเอกลักษณ์ของนักฆ่า <Assasin> ทำให้เธอดูกระฉับกระเฉง ผ้าพันคอสีน้ำเงินเข้มยาวโบกน้อยๆ สะพายดาบซึ่งดูเหมือนจะเป็นดาบซามูไรไว้ที่สะโพก เธอยิ้มบางๆ ให้คล็อดก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหยียดและดวงตาเป็นประกายแดงจัดดุจปีศาจร้าย

“ชอบข้ารึไงมองอยู่ได้” คำพูดที่ออกจากปากกับรอยยิ้มสวยมันคนละเรื่องเลย คล็อดเม้มปากคิดในใจถึงความร้ายกาจของหญิงสาวตรงหน้า

“ทีน่า เราไปต่อกันเถอะ..” รวินน์เดินต่อไปโดยไม่คิดสนใจสามคนที่ถูกตรึงไว้ด้วยคาถาพันธนาการเงาของทีน่า

“บ้าจริง ทำไมต้องให้เรามาหาไอ้หินบ้าอะไรด้วยเนี่ย อีตานั่นน่ะ น่าหมั่นไส้ชะมัด!!” ทีน่ากัดฟันแล้วเตะเข้าที่สีข้างของคี๊ธระบายอารมณ์แล้วเดินตามรวินน์ขึ้นไป

สักพักกลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยก็ได้ยินเสียงประตูลั่นครึก เด็กหนุ่มคาดเดาว่าผู้บุกรุกทั้งสองคนคงสามารถเปิดประตูขึ้นไปชั้นบนได้เรียบร้อยแล้ว

[คล็อด... ได้โปรด.. หยุดสองคนนั้นไว้ที.. ได้โปรด..]

“ท่าน.. แม่..?” เด็กหนุ่มรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกโอบล้อมไว้ด้วยกลุ่มพลังงานที่อ่อนโยน เขาสามารถขยับตัวได้เหมือนเก่าจึงรีบลุกขึ้นวิ่งตามขึ้นชั้นบนไป แต่ก่อนจะไปเขาตะโกนบอกสองคนที่ยังขยับไม่ได้ “ผมจะตามสองคนนั้นขึ้นไปนะครับ”

คล็อดพบว่าหอคอยชั้นบนสุดเป็นห้องกว้างมีช่องลมเปิดโล่งแทนหน้าต่าง พื้นห้องเป็นหินอ่อนสีเทาหม่น แต่สิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดคือ รูปสลักนางฟืที่กำลังโอบอุ้มของสิ่งหนึ่ง มันเป็นผลึกทรงเหลี่ยมสีหน้า มีสีเหลืองเข้มเหมือนสายฟ้าส่องแสงสีทองสว่างวูบวาบไปทั่วทั้งห้อง ภายใต้รูปสลักที่ลอยอยู่เหมือนไร้น้ำหนักเป็นช่องรูปกลมที่ให้แสงผ่านส่องลอดกระจกลงไปจนถึงชั้นล่างสุด นี่คือความลับของแสงที่ส่องอยู่กลางห้องของทุกชั้น

เขามาทันก่อนที่ผลึกนั้นจะถูกมือของนักดาบคู่เผ่ามังกรอสูรคว้าไป

“หยุดนะ”
เด็กหนุ่มตะคอกสั่ง สองคนชะงักเล็กน้อยมองมาด้วยท่าทางสงสัย

“ไอ้หนู! แกหลุดจากพันธนาการเงาของข้าได้ไง?” ทีน่าตะโกนถามอย่างตกใจ แต่รวินน์กลับใช้มือซ้ายบังเอาไว้เป็นเชิงห้าม

“ข้าจะ ‘เก็บ’ มันเอง ท่าทางจะเล่นสนุกพอฆ่าเวลาได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชา ก่อนที่ชักดาบทั้งสองออกจากฝัก “ดาบคู่แดงฟ้า เอเซอร์-มินเลี่ยน”

คล็อดกระชับหอกอัสนีน้ำเงินในมือแล้วพุ่งเข้าไปแทงด้วยระยะโจมตีที่ยาวกว่า แต่รวินน์ก็ใช้ดาบแดงในมือขวาปัดมันออกอย่างง่ายดาย เขาใช้ดาบฟ้าในมือขวาฟันซ้ำลงมาที่ไหล่ของคล็อด

เขาเบี่ยงตัวหลบออกห่างแต่นั่นก็ยังห่างไม่พอ
โพละ!!

เกราะไหล่สีน้ำเงินด้านขวากระเด็นออกไปเป็นอย่างแรกก่อนจะตามมาด้วยเข่าของนักดาบคู่ที่อัดกระแทกเข้าใส่เต็มท้อง กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยกระเด็นออกไปทรุดนั่งอยู่ห่างๆ เขาทำได้แต่กัดฟันกรอด ปกติแล้วด้วยระยะการโจมตีที่กว้างกว่าของหอกน่าจะทำให้ได้เปรียบอาวุธโจมตีประชิดอย่างดาบ แต่ทว่าด้วยความเร็วของนักดาบชาวมังกรอสูรกลับทำให้ความได้เปรียบนี้หายไป

คล็อดพุ่งเข้าหาอีกครั้งแล้วกระหน่ำแทงหอกใส่ไม่ยั้ง แม้ว่าจะเร็วขึ้นสักเท่าใดรวินน์ก็ดูเหมือนว่าจะหลบได้อย่างสบาย นั่นยิ่งทำให้เขากุมหอกแน่นและเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก

กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยฟาดหอกไปที่เท้าทั้งสองของนักดาบคู่ แต่รวินน์ก็กระโดดตีลังกาหลบแล้วถีบพลั่กให้ที่หน้าท้องของคล็อดหลายที เด็กหนุ่มเสียหลักเซไปข้างหลังรวินน์จึงพุ่งสวนกลับมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง ดาบแดงวาดมาก่อนทางขวา ตามด้วยดาบฟ้าพุ่งตรงเข้ามาทางซ้าย ซ้าย ขวา ขวา ซ้าย ซ้าย ขวา ขวา เร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมาอยู่ในระยะประชิดความได้เปรียบก็ตกเป็นของนักดาบคู่ซึ่งมีความคล่องตัวกว่า

ทีน่าที่จับจ้องการปะทะอยู่ตลอดหาวหวอด “รวินน์.. ข้าเบื่อแล้วนะเอาจริงซะที..”

ทันทีที่หญิงสาวพูดจบความเร็วของรวินน์ก็เพิ่มขึ้นจนคล็อดไม่สามารถใช้หอกกันได้ทั้งหมด เขาจู่โจมด้วยดาบทั้งคู่ได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนว่าเป็นมือข้างหนึ่งของตัวเอง แต่ละดาบยิ่งฟันก็ยิ่งรวดเร็วและหนักหน่วง

“อึก...”

เกราะหลายส่วนเริ่มแตกหักเพราะความแรงของดาบทั้งสองที่มาปะทะ แม้แต่ผิวหนังก็ยังเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาเป็นสายน้ำ คล็อดกัดฟันกรอดแล้วฝืนจู่โจมต่อไปเรื่อยๆ

เคร้ง.. เคร้ง..

ดาบแดงปัดหอกสีน้ำเงินกระเด็นไปอยู่ด้านหลัง ดาบฟ้าก็กำลังจ่อคอของนักรบกลาดิเอเตอร์ เขาแยกเขี้ยวก่อนที่จะผลักดาบสีฟ้าให้ห่างตัว

คล็อดล้มตัวลงเตะที่เท้าของนักดาบที่ไม่ทันระวังตัวล้มลงแล้วกระโดดไปคว้าหอกกลับมาซึ่งก็พอดีกับที่รวินน์ลุกขึ้น เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยในความประมาทของตัวเอง แล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าง้างดาบคู่ทั้งสองเล่ม

กลาดิเอเตอร์หนุ่มหันกลับมาพร้อมง้างหอกที่เรืองแสงสีแดง “เวพอน เบรก (Weapon Break)”

ดาบของรวินน์ก็เรืองแสงสีแดงและสีฟ้า ริมฝีปากของนักดาบคู่ขยับขึ้นลงช้าๆ เปล่งเสียงแผ่วเบาออกมา
“แฟลร์ ฟรีซเซอร์(Flare Freezer)”

ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!!

รวินน์ ฟันดาบสีฟ้าลงไปที่กลางลำตัวของคล็อดหนึ่งทีแล้วหมุนตัวฟาดดาบแดงใส่สีข้างอีกด้าน ก่อนที่จะพุ่งเข้าฟันด้วยดาบทั้งคู่ รวินน์หันหลังกลับแล้วเสียบดาบสองเล่มเข้าฝักที่พาดกดไขว้กันเหมือนกางเขน เสียงกริ๊กดังขึ้นเบาๆ เมื่อตัวดาบถูกล็อคเข้ากับฝักดาบอย่างพอดี กลาดิเอเตอร์หนุ่มน้อยทรุดตัวลงไปนั่งท่าคุกเข่า น้ำแข็งเริ่มเกาะตามบาดแผลที่เกิดจากรอยดาบของรวินน์ และค่อยๆ ลามไปทั่วร่าง

“จงหลับอย่างนิรันดร์ภายในเพลิงน้ำแข็งของข้า...” น้ำเสียงเย็นชาและเย้ยหยันของรวินน์คือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนสติสัมปชัญญะจะดับวูบลง เหมือนเปลวเทียนที่ริบหรี่ นี่หรือความตาย.. ทุกอย่างมันมืดมิดไปหมด!!


เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
ReshaValentine
นักเรียนมัธยม
นักเรียนมัธยม


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 145
อายุ: 17
สังกัด: โทโฮคลับ
Registration date: 27/03/2007

ข้อมูลตัวละคร
เผ่า: มนุษย์
อาชีพ: ชาวบ้าน

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)   Sat Jul 07, 2007 8:25 pm

ยังขี้เกียจจะอัพเดทลิส แต่มาอ่านแล้วนะคะ *-*
หนุกดีค่ะ

_________________
~Let Me Be With You~
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://members.thai.net/animeost/index.html
 

Tierra Chrono Mirror (20แล้ว)

เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ 
เธซเธ™เน‰เธฒ 4 เธˆเธฒเธ 4เน„เธ›เธ—เธตเนˆเธซเธ™เน‰เธฒ : Previous  1, 2, 3, 4

Permissions of this forum:เธ„เธธเธ“เน„เธกเนˆเธชเธฒเธกเธฒเธฃเธ–เธžเธดเธกเธžเนŒเธ•เธญเธš
REDICULOUS X WKCreative :: บริเวณลานกิจกรรม :: FICTION Library-
เธชเธฃเน‰เธฒเธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเนƒเธซเธกเนˆ   เธ•เธญเธš